“คลองไทย” พลิกโฉมประเทศ เปิดเส้นทางเดินเรือใหม่ของโลก
คลองไทยไม่ใช่เป็นคลองขุดให้เรือแล่นผ่านแต่เป็นการสร้างอนาคตไทย และกำหนดอนาคตโลก เปลี่ยนวิถีชีวิตทั้งหมดของโลก
“ผมมองว่าคลองไทยไม่ใช่เป็นคลองขุดให้เรือแล่นผ่านเท่านั้น แต่คลองไทยเป็นการสร้างอนาคตไทย และ เป็นการกำหนดอนาคตโลกเลยทีเดียว เป็นการเปิดประเทศ เปิดโลก เชื่อมประเทศ เชื่อมโลก แล้วก็เปลี่ยนบ้านแปลงเมือง เปลี่ยนวิถีชีวิตทั้งหมดของโลก” ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อดีตประธานสภา และปัจจุบันดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต ให้ทัศนะไว้ในเวทีเสวนา “คลองไทย คุ้มค่าต่อประเทศไทยหรือไม่” ที่มหาวิทยาลัยรังสิต เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการระดมสมองของบุคลากรระดับชั้นนำของประเทศ เพื่อตอบคำถามว่า คลองไทย คุ้มค่าหรือไม่? และยังเป็นการรวบรวมความคิดเห็นเพื่อนำเสนอหัวข้อการศึกษา โครงการคลองไทย ต่อ คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาโครงการคลองไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ทั้งนี้โครงการคลองไทย เส้น 9A จะเชื่อมสองฝั่งอ่าวไทย และอันดามัน เชื่องสองมหาสมุทร คือแปซิฟิก และอินเดียเข้าด้วยกัน โดยเส้นทางคลองจะตัดผ่านด้ามขวานไทยบริเวณ 5 จังหวัดได้แก่ สงขลา นครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง และกระบี่
ดร. อาทิตย์บอกว่า เส้นทางนี้ จะเป็นยิ่งกว่าเส้นทางคลองที่มีเรือแล่นผ่านเท่านั้น แต่จะเป็นการยกระดับการพัฒนาประเทศไทยขึ้นไปสู่อีกขึ้นหนึ่งทีเดียว เปรียบเหมือนกับการก่อสร้างกำแพงเมืองจีนของจีนโบราณ ดังนั้น ถ้าหากไทยลงมือตัดสินใจขุดคลองไทยจริงๆแล้ว ก็ยิ่งทำให้ไทยมีโอกาสที่จะก้าวเป็นอีกหนึ่งศูนย์กลางมหาอำนาจเศรษฐกิจโลกอีกแห่งหนึ่ง
“เราอย่าคิดว่าเราจะได้ค่าผ่านทางได้เท่าไหร่ แต่เรายังจะได้เรื่องการท่องเที่ยว อย่างเรือสำราญที่จะเข้ามา และตลอดเส้นทางคลองก็จะสามารถสร้าง เป็นท่าเรือได้ตลอดสองฝั่งคลอง ศูนย์กลางเศรษฐกิจของโลกแทนที่จะอยู่ที่สิงคโปร์ หรือฮ่องกง ก็จะมาอยู่ที่ไทยแทน ถ้าเราเปิดประเทศเปิดโลกตรงนี้ เราจะเป็นศูนย์กลางของโลกตะวันออกได้ไม่ยาก” เส้นทางคลองไทยจะเป็นการเปลี่ยนยุทธศาสตร์การเดินเรือของโลกครั้งสำคัญ เส้นทาง 9A จะสามารถช่วยย่นระยะทางการเดินเรือเชื่อมสองฝั่งมหาสมุทรได้ถึง 1,200 กิโลเมตร ย่นระยะการเดินทางได้ราว 2 วันโดยที่ไม่ต้องไปอ้อมแหลมมาลายู ซึ่ง ณ เวลานี้ บริเวณร่องน้ำบริเวณดังกล่าวมีความคับคั่งอย่างมาก มีเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่แล่นผ่านปีละกว่า 100,000 ลำ มากกว่า ที่คลอง สุเอซ ในอิยิปต์ ซึ่งมีประมาณ 20,000 ลำ และ คลองปานามา 14,000 ลำ
นาย วีรวัฒน์ แก้วนพ วิศวกรคลองไทย มองว่า เส้นทางเดือนเรือมะละกามีความคับคั่งสูง ในด้านหนึ่ง การขุดลองไทยจะสามารถ ช่วยระบายความคับคั่งในช่องแคบมะละกาได้มาก เพราะยังมีเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ หรือเรือแม่ ที่เรียกว่า Mother Vessel ที่ต้องการเดินทางผ่านเท่านั้นโดยไม่แวะท่าเรือ โดยในปัจจุบันเรือเหล่านี้ต้องเสียเวลาในการอ้อมมาลายู การเดินเรือตัดตรงผ่านคลองไทยจึงสามารถช่วยประหยัดเวลา และพลังงานได้มาก
ด้าน นาย บัณฑิต ศรีภา กัปตันเดินเรือสินค้าผู้เปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ให้ทัศนะว่า ช่องแคบมะละกา ก็มีจุดอ่อนเช่นกัน เนื่องจากเรือเดินสมุทรที่กินน้ำลึกกว่า 20.5 เมตร ไม่สามารถผ่านได้ เนื่องจากร่องน้ำลึกสุดบริเวณช่องแคบมะละกาอยู่ที่ 25 เมตร และด้านล่างเป็นชั้นหินที่ไม่สามารถขุดได้ลึกไปกว่านั้น แต่สำหรับคลองไทย ตามแผนการขุดคลองไทยซึ่งจะมีความยาว 137 กิโลเมตร และ ลึก 35 เมตร จะสามารถรองรับเรือได้ทุกขนาด ทุกประเภท จะยิ่งดึงดูดให้เรือสินค้าที่มีขนาดใหญ่มากของโลกวิ่งผ่านเข้ามา และสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยอย่างเป็นกอบเป็นกำ การสร้างคลองไทย จึงจำเป็นที่จะต้องตอบโจทย์ในทุกๆด้าน สามารถรองรับเรือทุกประเภทได้โดยเฉพาะเรือเดินสมุทรที่นับวันจะยิ่งมีความใหญ่โตมโหฬารมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม การขุดคลองไทยก็ยังต้องพิจารณาทั้งข้อดี และ ความเสี่ยงไปพร้อมๆกัน
ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ให้ความเห็นว่า แม้ว่า การขุดคลองไทยจะช่วยกระตุ้นจีดีพีของประเทศโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้แล้วและยังช่วยส่งเสริม 5 ยุทธศาสตร์ของภาครัฐ ที่จะผลักดันให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง สู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูงได้อีกด้วย ซึ่งก็คือ
1. ยุทธศาสตร์ด้านเกษตรกรรม โดยคลองไทยจะเป็นประตูที่นำสินค้าภาคการเกษตรของไทยและเพื่อนบ้านออกสู่ตลาดโลกได้สะดวกมากขึ้น
2. ยุทธศาสตร์ด้านศักยภาพการแข่งขันภาคอุตสาหกรรม โดยโครงการต่างๆที่จะตามมาอันเป็นผลจากการขุดคลองไทยนั้นจะช่วยยกระดับความสามารถในด้านนี้ของไทยมากขึ้น
3. ยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยว หากไทยเปิดคลองไทยจริงจะยิ่งเป็นการยกระดับการท่องเที่ยวของไทยขึ้นมากไปอีก
4. ยุทธศาสตร์ด้านการขนส่ง และโลจิสติก แน่นอนว่าคลองไทยจะยกระดับไทยในด้านนี้ขึ้นอย่างแน่นอน
5. ยุทธศาสตร์ด้านศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการณ์ ก็จะเพิ่มมากขึ้น คลองไทยจะทำให้สัดส่วนการลงทุนของประเทศเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้
กระนั้นก็ตาม ดร. สถิตย์ ได้เตือนถึงความเสี่ยงต่างๆ ที่จะต้องตอบโจทย์ให้ได้ ก่อนที่จะมีตัดสินใจเดินหน้าขุดคลองไทย เช่น 1.ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม และสุขภาพ ที่จะเกิดขึ้นจากทั้งระหว่างการขุดคลองและเมื่อเปิดใช้คลอง ซึ่งแน่นอนว่า จะต้องมีการบริหารชายฝั่งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิมมาก 2. ความเสี่ยงด้านอุตสาหกรรมชายฝั่ง 3. ความเสี่ยงต่อสังคม และ วิถีชีวิตท้องถิ่นที่จะเปลี่ยนแปลงไป 4. ความเสี่ยงทางด้านอธิปไตย ไทยจะบริหารอย่างไร ถ้าหากปล่อยให้มหาอำนาจเข้ามามีผลประโยชน์ในคลองไทยมากเกินไปอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับคลองสุเอซ และคลองปานามา 5. ความเสี่ยงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 1 ซึ่งว่าด้วยราชอาณาจักรไทยจะมิอาจแบ่งแยกได้ ซึ่งการขุดคลองไทยจะต้องตอบโจทย์ด้านนี้ให้ดี
6. ความเสี่ยงที่จะจูงใจให้สายการเดินเรือขนาดใหญ่ของโลกมาใช้แทนที่คู่แข่งที่มีความพร้อมสูง อย่างสิงคโปร์ หรือมาเลเซีย ได้อย่างไร 7. ทางเลือกในการพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้นั้นมีทางเลือกอื่นนอกเหนือจากการขุดคลองไทยหรือไม่ 8. ความท้ายทายด้านการวิเคราะห์ประโยชน์-ต้นทุน หรือ Cost Benefit Analysis และสุดท้าย ความเสี่ยงจากทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ซึ่งจะทำให้เกิดเส้นทางเดินเรือเส้นใหญ่ในขั้วโลกเหนือขึ้นภายในปี ค.ศ. 2050 ซึ่งจะส่งผลกระทบทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเส้นทางเดือนเรือทั่วทั้งโลก และ เมื่อนั้นอาจจะทำให้คลองไทยหมดมนต์ขลังไปก็เป็นได้
การขุดคลองไทย จึงต้องได้รับการพิจารณาและศึกษาในทุกมิติอย่างถี่ถ้วน โดยการพลิกโฉมประเทศไทย และการเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์การเดินเรือของโลก เป็นเดิมพันสำคัญ ที่ทุกๆฝ่ายไม่ว่าจะ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง


