
ริปเปิลแถลงบริษัทมีลูกค้าเพิ่มกว่า 300 ราย ท่ามกลางการเติบโตของเครือข่าย RippleNet
ริปเปิล (Ripple) แถลงถึงความก้าวหน้าของบริษัทโดยมีลูกค้าเพิ่มกว่า 300 ราย รวมถึงการเติบโตของเครือข่ายริปเปิลเน็ท (RippleNet)
ริปเปิล (Ripple) แถลงถึงความก้าวหน้าของบริษัทโดยมีลูกค้าเพิ่มกว่า 300 ราย รวมถึงการเติบโตของเครือข่ายริปเปิลเน็ท (RippleNet)
บริษัทริปเปิล (Ripple) ผู้ให้บริการโซลูชั่นบล็อกเชนสำหรับการชำระเงินทั่วโลกประกาศว่าณ ปัจจุบันบริษัทมีลูกค้ามากกว่า 300 รายริปเปิล (Ripple) ยังได้เห็นการเติบโตที่สูงขึ้นเป็นสิบเท่าเมื่อเทียบกันปีต่อปีของธุรกรรมที่ดำเนินผ่านริปเปิลเน็ท (RippleNet) ซึ่งเป็นเครือข่ายทั่วโลกของธนาคารสถาบันการเงินและผู้ให้บริการชำระเงินที่รับ/ส่งเงินทั่วโลกได้ทันทีและเชื่อถือได้แม้จะเป็นเงินจำนวนเล็กน้อยก็ตาม
ในงานประชุมประจำปีของบริษัท Swell by Ripple เมื่อปีที่แล้วบริษัทได้มีการประกาศเปิดใช้แพลตฟอร์มที่ช่วยเสริมสภาพคล่องหรือ On-Demand Liquidity (ODL) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยประมวลผลธุรกรรมระหว่างประเทศโดยใช้สินทรัพย์ดิจิตอล XRP เป็นตัวเสริมสภาพคล่องในการแลกเปลี่ยนเงินไปมา ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้สถาบันการเงินหรือธนาคารลดความจำเป็นที่จะต้องวางเงินล่วงหน้าสำหรับการชำระเงินข้ามพรมแดน
หลังจากนั้นไม่ถึงหนึ่งปีนับตั้งแต่มีการเปิดใช้งาน ODL ริปเปิล (Ripple) เติบโตขึ้นมากและสร้างกระแสที่เรียกความสนใจให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่องโดยมีลูกค้ามากกว่า 24 รายที่เต็มใจร่วมลงนามในการใช้ผลิตภัณฑ์ตั้งแต่เปิดตัวลูกค้ารายใหญ่ที่เชื่อมั่นในเทคโนโลยี ODL ได้แก่มันนีแกรม (MoneyGram) โกแลนซ์ (goLance) เวียอเมริกาส์ (Viamericas) แฟลชเอฟเอ็กซ์ (FlashFX) และอินเตอร์แบงค์ (Interbank) ของประเทศเปรูนอกจากนั้นปริมาณธุรกรรมที่ดำเนินผ่านแพลตฟอร์ม ODL ของริปเปิลเพิ่มขึ้น 7 เท่าตัวตั้งแต่ปลายไตรมาสที่ 1 จนสิ้นสุดถึงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
ไมเคิลบรูคส์ (Michael Brooks) ซีอีโอของโกแลนซ์ (goLance): “ตลาดแรงงานฟรีแลนซ์เติบโตขึ้นอย่างมากบริษัทต่างๆกำลังว่าจ้างคนที่มีความสามารถทั้งในและต่างประเทศเพื่อช่วยให้ธุรกิจของพวกเขาเติบโตที่goLanceเราต้องการรับรองว่าพนักงานฟรีแลนซ์จะได้รับค่าจ้างตรงเวลาด้วยค่าธรรมเนียมที่ต่ำมากนั่นเป็นเหตุผลที่เราร่วมมือกับริปเปิล (Ripple) และด้วยความเป็นพันธมิตรกัน goLanceได้ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนและ XRP เพื่อจัดการกับความไร้ประสิทธิภาพที่มีอยู่ในปัจจุบันของระบบโอนเงินข้ามประเทศและทำให้การทำธุรกรรมและการชำระเงินข้ามพรมแดนรวดเร็วขึ้นเชื่อถือได้และถูกลงด้วยประสิทธิภาพการลดต้นทุนในการโอนเงินทำให้พนักงานฟรีแลนซ์ของ goLanceได้รับเงินมากขึ้นเพราะไม่ต้องถูกหักค่าธรรมเนียมที่แพงซึ่งเขาจะได้นำไปใช้จ่ายในด้านอื่นๆ แทน”
พอลดไวเออร์(Paul Dwyer) ซีอีโอของเวียอเมริกาส์(Viamericas): “เป็นหนึ่งในระบบโอนเงินที่เติบโตเร็วที่สุดในโลกเราเข้าใจความท้าทายในปัจจุบันของการส่งเงินไปทั่วโลกและมองหาวิธีปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพในการทำให้กระบวนการง่ายขึ้นและประหยัดมากขึ้นสำหรับลูกค้าของเราในปีที่ผ่านมากระแสการโอนเงินอยู่ในระดับสูงเกือบ 600,000 ล้านเหรียญสหรัฐและส่วนใหญ่ก็เป็นเงินนอกประเทศที่โอนไปยังประเทศกำลังพัฒนาซึ่งเงินเหล่านี้มีความสำคัญมากโดยเฉพาะต่อครอบครัวที่มีรายได้ต่ำจนถึงปานกลางระบบเสริมสภาพคล่องตามความต้องการ (ODL) ของริปเปิล (Ripple) ช่วยให้เราสามารถชำระเงินได้แบบเรียลไทม์และลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการทำให้เราสามารถจัดการสภาพคล่องได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น”
นิโคลัสสไตเกอร์(Nicolas Steiger) ซีอีโอของแฟลชเอฟเอ็กซ์ (FlashFX):“ในฐานะหนึ่งในผู้ใช้งานเทคโนโลยีการสร้างสภาพคล่องตามต้องการหรือ On-Demand Liquidity (ODL)รายแรกของริปเปิล (Ripple) เราได้เห็นประโยชน์และศักยภาพของผลิตภัณฑ์จากประสบการณ์การใช้งานโดยตรงมันไม่เพียงแค่ช่วยเพิ่มและปรับปรุงศักยภาพในการโอนเงินข้ามแดนให้กับลูกค้าให้รวดเร็วขึ้นเท่านั้นแต่มันยังส่งผลกระทบต่อเราทั้งหมดเรารู้สึกตื่นเต้นกับการที่ได้เป็นผู้นำการใช้เทคโนโลยีนี้มาช่วยให้ชาวออสเตรเลียประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการโอนเงินไปต่างประเทศ”
ODL เปิดตัวในช่องทางชำระเงินครั้งแรกที่ประเทศเม็กซิโกและฟิลิปปินส์และจากนั้นก็ขยายไปยังออสเตรเลียและมีแผนจะเปิดให้บริการเร็วๆนี้ที่ประเทศบราซิลส่วนแผนการขยายเพิ่มเติมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค, ยุโรปและตะวันออกกลาง และลาตินอเมริกา กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการในปี 2020
“ในปี 2019 นี้เป็นปีที่แข็งแกร่งที่สุดสำหรับบริษัทริปเปิล (Ripple) เราได้เห็นโมเมนตัมอย่างต่อเนื่องจากลูกค้าทั้งการเติบโตของริปเปิลเน็ท (RippleNet) และการนำ ODL ไปใช้งานภายในเวลาเพียงหนึ่งปีนับตั้งแต่เราเปิดตัว ODL ขึ้นเราได้ทำให้ลูกค้าประจักษ์ถึงความแตกต่างทางผลประกอบการได้สำเร็จ”นายแบรดการ์ลิงเฮาส์ (Brad Garlinghouse) ซีอีโอของริปเปิล (Ripple) กล่าว“เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะใช้โอกาสนี้มุ่งมั่นดำเนินการต่อไปในปีหน้าและขยาย ODL ไปสู่ตลาดใหม่ๆ เพิ่มขึ้น”
ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมามันนีแกรม (MoneyGram) บริษัทโอนเงินรายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกประกาศแผนการที่จะใช้ ODL หลังจากนั้นเพียงสองเดือนหลังการประกาศ MoneyGram ก็ดำเนินการทำธุรกรรมบนริปเปิลเน็ท (RippleNet) เป็นที่เรียบร้อย
บริษัทเริ่มต้นระบบการชำระเงินขึ้นในเม็กซิโกโดยเป็นโอนเงินจากสหรัฐอเมริกาและจากนั้นก็เปิดให้บริการการชำระเงินข้ามพรมแดนไปยังประเทศฟิลิปปินส์
“หนึ่งในจุดแข็งหลักของมันนีแกรม (MoneyGram) คือการเป็นเสมือนเครื่องชำระเงินและสร้างสภาพคล่องไปทั่วโลกช่วยให้ลูกค้าของเราส่งเงินไปยังกว่า 200 เขตแดนและประเทศความร่วมมือของเรากับริปเปิล (Ripple) ช่วยให้เราปรับปรุงจุดแข็งและเราก็เริ่มเห็นศักยภาพของผลิตภัณฑ์ในการปรับปรุงระบบหลังบ้านของบริษัทเราให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย”อเล็กซ์โฮล์มส์ (Alex Holmes) ซีอีโอของมันนีแกรม (MoneyGram) กล่าว
“เป็นครั้งแรกที่เราสามารถชำระต่างสกุลเงินได้ภายในไม่กี่วินาทีและเพราะมันได้ผลเราจึงขยายความร่วมมือกับริปเปิล (Ripple) และเรารู้สึกตื่นเต้นที่จะประกาศให้ทราบว่าเราได้เริ่มดำเนินการซื้อขายเงินตราต่างประเทศด้วยเงินเปโซของฟิลิปปินส์โดยใช้แพลตฟอร์ม ODL แล้ว”
ริปเปิล (Ripple) มีลูกค้าในกว่า 45 ประเทศจากทั้งหมด 6 ทวีปที่ใช้งานผ่านเครือข่ายริปเปิลเนท (RippleNet) ซึ่งมีความสามารถในการชำระเงินไปถึงกว่า 70 ประเทศทั่วโลกลูกค้าและพันธมิตรล่าสุดของริปเปิล (Ripple) ได้แก่เฟย์ซัลแบงค์ (Faysal Bank)ของประเทศปากีสถานธนาคารแห่งชาติกาตาร์บีแคช (bKash)ของบังคลาเทศและฟินาสทรา (Finastra)ของสหราชอาณาจักร
เกี่ยวกับริปเปิล
ริปเปิล (Ripple) สร้างประสบการณ์การส่งและโอนเงินไปยังประเทศทั่วโลกได้อย่างราบรื่นไร้รอยต่อด้วยพลังของบล็อกเชน (Blockchain) โดยการเข้าร่วมเครือข่ายริปเปิลเน็ท (RippleNet) ที่กำลังเติบโตไปทั่วโลกของริปเปิล (Ripple) สถาบันการเงินสามารถดำเนินการกับทุกการชำระเงินของลูกค้าได้จากทุกที่บนโลกได้ในทันทีอีกทั้งยังคุ้มค่าและเชื่อถือได้อีกด้วยนอกจากนั้นธนาคารและผู้ให้บริการชำระเงินยังสามารถใช้สินทรัพย์ดิจิทัล XRP เพื่อลดต้นทุนและเข้าถึงตลาดใหม่ด้วยเรามีสำนักงานอยู่ทั่วทุกมุมโลกทั้งที่ซานฟรานซิสโกวอชิงตันดีซีนิวยอร์กลอนดอนมุมไบสิงคโปร์เซาเปาโลเรคยาวิกและดูไบริปเปิล (Ripple) จึงพร้อมให้บริการลูกค้าซึ่งมีมากกว่า 300 รายจากทั่วโลก







