
แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ร่วมสนับสนุนสถาบันครอบครัว เพราะผู้โดยสารและคนในบ้าน คือความรับผิดชอบของพนักงานทุกคน
การที่ได้ชื่อว่าเป็นพนักงานบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ดูแลรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ทุกคนมีหน้าที่ที่ต้องตระหนักคือความปลอดภัย และ ความสะดวกสบายของผู้โดยสารซึ่งหากเปรียบเทียบกับ ชีวิตส่วนตัวคนในครอบครัวย่อมเปรียบเสมือนผู้โดยสารที่ต้องมีเสาหลักเป็นผู้ดูแลทั้งชีวิตและจิตใจ และเนื่องใน เดือนแห่งวันครอบครัว พนักงานแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ขอร่วมให้กำลังใจผู้ที่มีภาระทั้งในที่ทำงานและ ในครอบครัวให้ร่วมดูแลทั้ง 2 สิ่งอย่างคิดบวกและมีความสุขกับการ ใช้ชีวิตในทุกๆวัน
นายรังสรรค์ เหมือนเพ็ชร ผู้จัดการส่วนควบคุมการเดินรถ หนึ่งในตัวแทน บริษัทเล่าว่า “ตนเป็นผู้ดูแลในส่วนของควบคุมการเดินรถทั้งหมด โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนย่อย คือ 1.แผนกเดินรถ 2.แผนกควบคุมวิศวกรรมและ 3.แผนกวางแผนการเดินรถเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงเมื่อมีเหตุการณ์ ฉุกเฉินจะทำหน้าที่ประสานงานเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอยู่หน้างาน และผู้บริหารระดับสูงรวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยว ข้องและกระทรวงคมนาคมให้ได้รับทราบ โดยตนจบปริญญาตรีคณะวิศวกรรมฯไฟฟ้าที่ มหาวิทยาลัยเกษตร ศาสตร์ และปริญญาโทคณะบริหารจัดการ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ทำงานที่ รฟฟท. มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2552 ปัจจุบันย่างเข้าปีที่ 10 พอดี ซึ่งเริ่มทำมาตั้งแต่รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ยังทดสอบระบบอยู่ยังไม่เปิดให้บริการ
หลังจากนั้นจึงเป็นผู้สอนพนักงานรุ่นต่อๆมา โดยตนประทับใจในการทำงานที่นี่เนื่องจากเป็นงานที่มีความท้าทาย ในส่วนของการควบคุมการเดินรถ เวลาที่อยู่ในห้องจะเป็นงานที่มีความสำคัญมาก เพราะจะต้องดูแลในส่วนของ รถไฟฟ้าที่ให้บริการอยู่ยิ่งในขบวนมีผู้โดยสารอยู่ด้านในเป็นหมื่นชีวิต และหากเราสามารถดูแลพวกเขาได้ดีไม่มี เหตุผิดพลาดอันใดยิ่งก่อให้เกิดความภูมิใจทำให้มีเรื่องท้าทายในทุกๆวัน ในส่วนชีวิตครอบครัวตนมีบุตรชายทั้ง สิ้นสองคน คนโตอายุ 10 ปี ส่วนคนเล็ก 5 ปี ปัจจุบันเรียนอยู่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง ภรรยาเป็นหัวหน้าพยาบาลอยู่ที่โรงพยาบาลเอกชนย่านศรีนครินทร์ บ้านอยู่แถวสนามบินสุวรรณภูมิ ดังนั้น เส้นทางการทำงานและเส้นทางที่รับส่งลูกและภรรยา จึงเป็นเส้นทางเดียวกันตอนเช้าส่งภรรยาส่งลูก และตัวเอง จึงมาทำงานตอนเย็นออกจากที่ทำงานรับลูกรับภรรยา แล้วจึงกลับบ้านนับเป็นความสะดวกสบายเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันระหว่างเรื่องงานและเรื่องครอบครัว
ทั้งนี้ในส่วนของการแบ่งเวลาตนทำงานตั้งแต่ 8 โมงครึ่ง ถึง 4 โมงครึ่ง แต่ต้องมีการเตรียมพร้อมรับโทรศัพท์ และการเรียกตัวด่วนตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับ เหตุฉุกเฉิน ที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาเวลาที่เหลือส่วนใหญ่ เป็นของครอบครัวโดยเวลาว่างส่วนใหญ่ จะอยู่กับลูกชายซึ่ง เป็นนักฟุตบอลของโรงเรียนแต่ถ้าเป็นในช่วงวันหยุดยาวจะไปประเทศญี่ปุ่นไปมา 4 ปีติดแล้ว และตั้งใจว่าจะไปทุกปีเพื่อให้ลูกได้เรียนรู้วัฒนธรรมความเป็นอยู่ เนื่องจากตนชอบการศึกษาที่นั่นเลยคิดวางแผน ให้ลูกชายไปเรียนที่ประเทศญี่ปุ่นจึงพาไปเพื่อให้ลูกรู้ว่าลูกชอบหรือไม่
ส่วนบทบาทครอบครัวและการทำงานตนคิดว่าลักษณะก็จะคล้ายๆกัน เหมือนเวลาที่อยู่ในครอบครัว ผู้บังคับบัญชาที่บ้านคือพ่อแม่ ในส่วนที่เป็นเพื่อนร่วมงานในทางครอบครัวคือภรรยา ส่วนลูกคือคนที่เราต้องดูแล เปรียบเสมือนลูกน้องที่ทำงาน โดยตนให้ความสำคัญเต็มที่กับทั้ง 2 ฝ่าย หากเป็นที่ทำงานจะให้ความสำคัญใน ส่วนของเพื่อนร่วมงานหัวหน้างาน และจะค่อนข้างให้ความสำคัญกับพนักงานระดับล่าง เพราะตนเองเคยโตมา จากตรงนั้นมองว่าจุดไหนที่ตนช่วยเขาได้จะช่วยแนะนำ ในส่วนการปฏิบัติงานเนื่องจากตนอยู่ฝ่ายควบคุมซึ่งเคย มีหลายคนที่กล่าวเกี่ยวกับระบบรถไฟฟ้ากับผู้ควบคุมว่า "คลิกเดียวเปลี่ยนชีวิต" เพราะหมายถึง การกดปุ่มหนึ่ง ครั้งอาจทำให้การเดินรถมีประสิทธิภาพ หรืออีกมุมหนึ่งคือทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้ จึงจำเป็นต้องมีสติ สัมปชัญญะและมีทัศนคติที่ดี เช่นเดียวกับการเลี้ยงลูกหากเราใช้วิธีการเลี้ยงที่ไม่ได้ไตร่ตรองก่อนนั่น หมายถึง อนาคตของลูกอาจเกิดความเสียหายได้เช่นกัน ท้ายนี้ตนอยากฝากถึงคนที่ทำงานและมีครอบครัวต้องดูแล ว่าเรา ควรจะทำงานเต็มที่ในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ทำงานด้วยความรู้สึกที่ใช้ใจทำงานให้รู้สึกว่าหัวหน้างานของเรา คือ ครอบครัวของเรา เพราะถ้ารู้สึกแบบนี้เราจะรู้สึกเหมือนมีแรงผลักดัน และสามารถจัดการหน้าที่ที่เราได้รับ มอบหมายได้เต็มที่ ให้มองที่ทำงานเหมือนที่บ้านถ้าเราจริงใจกับการปฏิบัติงานจะสามารถสำเร็จลุล่วง ในส่วนที่ บ้านก็ต้องให้เวลาเต็มที่ ที่สามารถทำได้ต้องให้เกิดความสมดุลระหว่างความรับผิดชอบทั้ง 2 สิ่งนี้ให้มากที่สุด เพราะสุดท้ายแล้วทั้ง 2 สิ่งนี้คือความสุขที่เติมเต็มให้ชีวิต ของเราสมบูรณ์ในทุกๆวัน”
ด้านนางสาวศิริวรรณ นามวิลา นายสถานีบ้านทับช้าง อีกหนึ่งตัวแทนขององค์กรเล่าว่า ทำงาน ที่แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ มา 8 ปีเป็นนายสถานีมีหน้าที่ดูแลทุกอย่างภายในสถานี ไม่ว่าจะเป็นผู้รับเหมาที่เข้า มาทำงานภายในสถานี แม่บ้าน ร.ป.ภ. และการตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการ การให้บริการผู้โดยสาร ถ้ามีเหตุการณ์ที่คาดเดาไม่ได้เช่น ผู้โดยสารช็อคหมดสติที่สถานีเราต้องทำภายใต้คู่มือการปฏิบัติงานต้องมีสติ อย่างมาก และคอยรายงานให้ศูนย์ควบคุมรับทราบ ตนประทับใจในบรรยากาศของการทำงานที่ทุกคนเหมือน พี่เหมือนน้องคุยกันได้ภายใต้กฎระเบียบ และองค์กรยังให้ความสำคัญ และสนับสนุนด้านสถาบันครอบครัวมาก โดยนอกจากสวัสดิการปกติของครอบครัวผู้ทำงานรัฐวิสาหกิจ อาทิ ค่ารักษาพยาบาล หรือ ค่าเล่าเรียนของบุตร แล้วยังมีทุนการศึกษาเพิ่มเติม ให้กับบุตรของพนักงานที่เรียนดี ประพฤติดี ซึ่งตนคิดว่าเป็นโครงการที่ดี และถือ เป็นการสร้างกำลังใจให้แก่พนักงาน ในส่วนของการแบ่งเวลางานและครอบครัวสำหรับตนไม่ได้เป็นอุปสรรคแต่ อย่างใดเพราะตน และสามีทำงานในลักษณะเดียวกันคือทำงานเป็นกะ สามารถแบ่งเวลาให้ตรงกันได้ หรือ สามารถสลับกะ กับสามีได้เพื่อให้มีคนอยู่กับลูก โดยเวลาว่างส่วนมากชอบไปทะเลหรือถ้าไม่ได้ไปต่างจังหวัด จะพาลูกไปห้างสรรพสินค้า เพื่อไปดูกิจกรรมเล่านิทาน ทอล์คโชว์ หรือมีเวทีเล็กๆให้เด็กได้แสดงความกล้า โดยตนทำงาน 5 วันหยุด 2 วัน แต่เนื่องจากตนทำงานเป็นกะ ช่วงแรกๆที่ทำงานกะดึกลูกๆจะไม่เข้าใจว่า ทำไมไม่นอนกับพวกเขาแต่พอได้ปลอบว่าถ้าแม่ไม่ไปทำงาน ก็จะไม่มีเงินมาซื้อขนมให้นะหลังๆจึงเริ่มเข้าใจและ ยอมให้ไปทำงานกะดึกโดยไม่งอแงในที่สุด”
ส่วนในฐานะของผู้เป็นแม่บทบาทของแม่ที่บ้านและแม่ของสถานีเป็นความรู้สึกที่คล้ายกัน เพราะเราใช้ ความรู้สึกหวังดี ในการเลี้ยงลูกเช่นเดียวกันกับที่สอนน้องๆที่สถานีต้องใช้ใจดูแลทุกอย่างให้สถานีเรียบร้อยที่สุด สุดท้ายนี้ อยากฝากถึงแม่ทุกคนว่าบทบาทของแม่นั้นไม่ยากแต่ก็ไม่ง่าย ยิ่งต้องทำงานไปด้วยเลี้ยงลูกไปด้วย ยิ่งต้องใช้ความอดทนมากพอมีลูกความรับผิดชอบเยอะขึ้นพื้นที่ส่วนตัวน้อยลงเวลาอยู่กับสามียิ่งหายไป ดังนั้น ต้องพยายามหากิจกรรมระหว่างพ่อแม่ลูกเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ ต้องอดทนพยายามคุยกัน และพยายามทำ ทุกๆวันให้เหมือนเป็นวันแรก ถ้าเวลาหมดแรงให้เอาลูกเป็นแรงผลักดันให้ลุกขึ้นมาสู้เวลาทำงานเหนื่อย หรือท้อ ก็เปิดดูรูปลูก เพราะสำหรับตนแล้วลูกคือกำลังใจชั้นยอด หรือเวลามีปัญหากับสามีต้องคุยกันอย่าให้ค้างคา เช่น เดียวกันกับลูกน้อง หรือเพื่อนร่วมงานต้องเปิดใจคุยกัน รับฟังความคิดของผู้อื่นฟัง แล้วนำมาทบทวนแล้ว จึงหา ทางออกให้พอดีกันและเกิดผลดีที่สุด”







