
สิงห์ เอสเตท สืบสานการพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
ได้รับการปลูกฝังปรัชญาการดำเนินธุรกิจ มุ่งส่งเสริมสังคมและวัฒนธรรมของไทยให้ยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “ดีที่สุดคือ การให้ที่ไม่สิ้นสุด”
ดร.ชญานิน เทพาคำ ทายาทรุ่นที่ 4 ของตระกูลภิรมย์ภักดี ผู้ผลิตเครื่องดื่มตราสิงห์ ภายใต้บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ได้รับการปลูกฝังปรัชญาการดำเนินธุรกิจ มุ่งส่งเสริมสังคมและวัฒนธรรมของไทยให้ยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “ดีที่สุดคือ การให้ที่ไม่สิ้นสุด”
“ตั้งแต่เริ่มต้นก่อตั้งบริษัท ผู้บริหารทุกท่านมีความมุ่งมั่นที่จะสานต่อปรัชญาของพระยาภิรมย์ภักดี นั่นคือ การทำให้อุตสาหกรรม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม อยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน จึงเป็นนโยบายหลักที่ทางบริษัท สิงห์ เอสเตท ยึดถือปฏิบัติมาโดยตลอด ด้วยปรัชญาของการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาชุมชนและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จึงได้จัดตั้งคณะกรรมการบรรษัทภิบาลและการพัฒนาอย่างยั่งยืนขึ้น เพื่อกำกับดูแลกระบวนการทำงาน พร้อมส่งเสริมบุคลากรให้แสดงความรับผิดชอบต่อสังคม สร้างจิตอนุรักษ์ผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่บริษัทฯ ร่วมสนับสนุนโครงการกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและชุมชนอย่างต่อเนื่อง” ดร. ชญานิน ประธานกรรมการบริหารและกรรมการบรรษัทภิบาลและการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าว
ดร.ชญานิน กล่าวว่า การที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับธุรกิจเครื่องดื่มจึงทำให้ตนเองมีความสนใจและศึกษา องค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำ และได้เข้าไปศึกษาวิจัยเพื่อลดผลกระทบจากน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมให้ได้มากที่สุด รวมถึงการรักษา
วัฒนธรรมท้องถิ่นและวิถีชีวิตของชุมชน ทั้งนี้ เมื่ออุตสาหกรรมอยู่ร่วมกับชุมชนได้ มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจร่วมกัน ยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น เป็นการสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืน สร้างสังคมที่มีความสุข
“ทุกวันนี้ สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงเร็วมาก และได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ไม่อาจ คาดเดาได้ ดังนั้น การดำเนินธุรกิจจึงควรคำนึงถึงผลกระทบในทุกมิติ ศึกษา หาสาเหตุและแนวทางแก้ไขอย่างละเอียดรอบคอบ พร้อมกับสร้างความรู้ให้แก่ชุมชน ร่วมกันช่วยปกป้องทรัพยากรธรรมชาติให้ถูกนำมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ และร่วมมือกันฟื้นฟูความสมบูรณ์ทางชีวภาพกลับคืนสู่ธรรมชาติ”
บริษัท สิงห์ เอสเตท ได้ริเริ่มโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูความสมบูรณ์ทางชีวภาพเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ภายใต้ชื่อโครงการ “โตไวไว” มุ่งสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของธรรมชาติทางทะเล และการสร้างการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทะเลแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม
“ปี 2559 ทางบริษัท สิงห์ เอสเตท ได้สนับสนุนโครงการประชารัฐเพื่อช่วยฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติของอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี เรื่องปะการังฟอกขาว เป็นผลจากการเกิดภาวะโลกร้อน ทำให้ 80% ของจำนวนปะการังทั้งหมดได้รับผลกระทบ ปะการังเป็นสัตว์ทะเลที่มีความสำคัญต่อสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเล เพราะแนวปะการังเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ต่างๆ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ หากไม่มีปะการังแล้วอาจก่อให้เกิดผลกระทบเสียหายมหาศาลทั้งในด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ด้วยเหตุนี้ทางบริษัทฯได้ร่วมกับ ผศ. ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดี คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกลุ่มนักวิชาการจาก Ocean Quest Global และ Sea Shepherd Dive นำองค์ความรู้เข้ามาช่วยฟื้นฟูปะการัง (Coral Propagation) ในบริเวณเกาะยูงในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ปัจจุบัน เกาะยูงเป็นพื้นที่อนุรักษ์ปะการังที่สมบูรณ์ มี Super Coral ที่หนาแน่นพื้นที่หนึ่งของประเทศไทย จนถึงปัจจุบันบริษัทฯ ได้สนับสนุนโครงการวิจัยเพื่อติดตามการเติบโตของแนวปะการังโดยใช้โดรนถ่ายภาพทางอากาศ ซึ่งทางทีมนักวิจัยได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นที่น่าพอใจ เนื่องจากเห็นแนวปะการังที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และมีความสมบูรณ์ทางชีวภาพเพิ่มมากขึ้น ที่สำคัญเป็นแนวทางที่จะช่วยให้สามารถรับมือกับปัญหาปะการังฟอกขาวในพื้นที่อื่นๆ อาทิ โครงการฟื้นฟูอ่าวมาหยา
ในปี 2560 บริษัทฯ ได้สนับสนุนโครงการอนุรักษ์ป่าชายเลน มุ่งสร้างความตระหนักรู้แก่ชุมชน ร่วมกันรักษาพันธุ์ไม้ท้องถิ่นของเกาะพีพี ต้นแสมขาว หรือต้น Api Api ซึ่งเดิมมีอยู่เป็นจำนวนมาก และเป็นที่มาของชื่อเกาะพีพี ปัจจุบันจำนวนลดน้อยลงมากซึ่งได้รับความร่วมมือจากสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจ จากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) นอกจากนี้ ยังได้สร้างศูนย์เรียนรู้ทางทะเล Phi Phi Discovery Centerขึ้นที่โรงแรมพีพีไอส์แลนด์ วิลเลจ บีช รีสอร์ท ซึ่งศูนย์ได้ทำหน้าที่สร้างความรู้เชิงอนุรักษ์แก่ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มของเกาะพีพี ตั้งแต่ นักเรียน ชุมชน มัคคุเทศก์ ตลอดจนนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก
จากการศึกษาและติดตามโครงการฟื้นฟูอย่างใกล้ชิดตลอดระยะเวลากว่า 2 ปี ทำให้ได้เรียนรู้ว่า หัวใจของการอนุรักษ์คือการป้องกัน การฟื้นฟูเป็นได้แค่การรักษาที่ปลายเหตุ ดังนั้นในปี 2561 จึงริเริ่มโครงการ “#SeaYouTomorrow” มุ่งหวังให้คนเมืองได้มีความรู้ความเข้าใจถึงผลกระทบทางทะเลที่เกิดจากการใช้ชีวิต หรือที่เรียกว่า Urban Impact ซึ่งบริษัทฯ ได้จัดทำโครงการต่างๆ เน้นการรณรงค์สร้างความร่วมมือของสังคมคนเมือง ผ่านแคมเปญ Social media และนำนวัตกรรมที่สร้างสรรค์ เช่น เครื่องคืนขวดและกระป๋องมาใช้ “ผลตอบรับที่ดีมากจากกิจกรรม #SeaYou Tomorrow ทำให้ได้ค้นพบว่า จริงๆ แล้วผลกระทบ ความเสียหายที่เกิดขึ้นมาจากความไม่รู้และไม่ได้ตั้งใจเป็นส่วนใหญ่ การสร้างความรู้ที่ถูกต้องสำคัญมาก เพราะจริงๆ แล้วคนทุกคนต่างก็รักทะเล อาทิแคมเปญ “น้องโม” ความรักของปลาการ์ตูนเล็กๆ กับนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลที่เพาะเลี้ยงเขามา ที่ต้องการจะบอกทุกคนว่าอย่านำปลาการ์ตูนออกจากดอกไม้ทะเลเพื่อมาถ่ายรูป แล้วปล่อยมันกลับไปด้วยความเข้าใจผิดคิดว่าปลาจะว่ายกลับไปหาดอกไม้ทะเลได้อีกครั้ง แต่ที่จริงแล้ว ปลาการ์ตูนจะถูกสัตว์ทะเลที่มีขนาดใหญ่กว่ากินเป็นอาหารจนทุกวันนี้ จำนวนปลาการ์ตูนในธรรมชาติเหลือน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ความสำเร็จของแคมเปญนี้ คือการที่สังคมออนไลน์ได้ช่วยกันบอกต่อ ช่วยกันชวนเพื่อนๆ มาทำดีกับปลาการ์ตูน ยอดวิวออนไลน์นับกว่าสิบล้านครั้งและหลายพันข้อความที่ส่งมาให้กำลังใจทีมนักวิทยาศาสตร์ทางทะเล คือความภูมิใจที่บริษัทฯ ได้มีส่วนช่วยสร้างความยั่งยืนของสัตว์ทะเล”
ส่วนปีนี้ ทางบริษัท สิงห์ เอสเตท มีโครงการก่อสร้างศูนย์เรียนรู้ทางทะเล เกาะสมุย เน้นการสร้างความรู้เรื่อง Blue Carbon รวมทั้งกิจกรรมฟื้นฟูความสมบูรณ์ทางชีวภาพ ปลูกหญ้าทะเลบริเวณรอบเกาะ เพราะหญ้าทะเลเป็นพืชทะเลที่สามารถกักเก็บก๊าซคาร์บอนได้มากกว่าพืชบก 3-5 เท่า จึงสามารถดึงก๊าซคาร์บอนจากชั้นบรรยากาศ เป็นการช่วยลดการเปลี่ยนแปลงสภาพทางภูมิอากาศ (Climate Change) ที่สำคัญ และเป็นหนึ่งในแนวทางที่จะรับมือกับปัญหาในอนาคต
ดร. ชญานิน กล่าวทิ้งท้ายว่า “ทุกพื้นที่ ที่สิงห์ เอสเตทเข้าไปทำธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ทีมจะเข้าไปสำรวจสภาพแวดล้อม วัฒนธรรมท้องถิ่นและคุณภาพชีวิตชุมชนที่อาศัยในพื้นที่ เพื่อนำมาวิเคราะห์ วางแผนพัฒนาธุรกิจ สร้างโมเดลทางธุรกิจที่ยั่งยืน พร้อมส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนผ่านกิจกรรมอนุรักษ์ต่างๆ ซึ่งผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ความภาคภูมิใจของทั้งคนในพื้นที่และผู้ประกอบการที่ได้มีส่วนรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้แก่ลูกหลาน
สิ่งที่สำคัญคือ องค์ความรู้ที่สืบทอดต่อกันไป จากรุ่นสู่รุ่น เพราะหัวใจของความยั่งยืนของ สิงห์ เอสเตท คือ การสร้างความสมดุล การอยู่ร่วมกัน อย่างยั่งยืนของธุรกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อม”
“ หัวใจของความยั่งยืนของ
สิงห์ เอสเตท คือ การสร้าง
ความสมดุล การอยู่ร่วมกัน
อย่างยั่งยืนของ ธุรกิจ ชุมชน และ
สิ่งแวดล้อม”







