
ประกันสังคมเร่งช่วยเหลือเหยื่อน้ำกรดเสียชีวิต พร้อมจ่ายเงินทดแทนให้ทายาท
เปิดเผยต่อสื่อมวลชนถึงการให้ความช่วยเหลือทายาทเหยื่อถูกสาดน้ำกรด เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2561 ตนได้สั่งการให้สำนักงานประกันสังคมดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่า นางสาวช่อลัดดาฯ อายุ 38 ปี ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ถูกสาดน้ำกรด เข้าบริเวณร่างกาย
จากกรณีนางสาวช่อลัดดา อายุ 38 ปี ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ถูกสาดน้ำกรดเข้าบริเวณร่างกาย ญาตินำตัวส่งโรงพยาบาลพระราม 2 แต่ถูกปฏิเสธเนื่องจากพบว่าสิทธิการรักษาประกันสังคมอยู่ที่โรงพยาบาลบางมด และผู้ประกันตนทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตต่อมา ทางสำนักงานประกันสังคมโดยคณะอนุกรรมการฯ ได้มีมติให้จ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นฯ (หรือเงินค่าเยียวยาทางการแพทย์) เป็นจำนวน 360,000 บาท และจากกองทุนประกันสังคมเป็นค่าทำศพ 40,000 บาท เงินสงเคราะห์กรณีตาย 72,720 บาท เงินชราภาพ 119,455.92 บาท รวมเป็นทั้งสิ้น 592,175.92 บาท
พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยต่อสื่อมวลชนถึงการให้ความช่วยเหลือทายาทเหยื่อถูกสาดน้ำกรด เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2561 ตนได้สั่งการให้สำนักงานประกันสังคมดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่า นางสาวช่อลัดดาฯ อายุ 38 ปี ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ถูกสาดน้ำกรด เข้าบริเวณร่างกาย ญาตินำตัวส่งโรงพยาบาลพระราม 2 แต่ถูกปฏิเสธเนื่องจากพบว่าสิทธิการรักษาประกันสังคมอยู่ที่โรงพยาบาลบางมด และผู้ประกันตนทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตในเวลาต่อมา ซึ่งจากการรวบรวมข้อเท็จจริงของกระบวนการให้การรักษาพิจารณาแล้วเห็นว่าโรงพยาบาลให้การรักษาแก่ผู้ประกันตน ในลักษณะไม่เหมาะสมแก่เหตุในกรณีฉุกเฉิน สำนักงานประกันสังคมจึงได้ทำการรวบรวมข้อเท็จจริงของกระบวนการให้การรักษาส่งเข้าอนุกรรมการพิจารณาการจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้น กองทุนประกันสังคม เพื่อพิจารณาช่วยเหลือเบื้องต้นให้แก่ผู้ประกันตนที่ได้รับความเสียหายจากการรับบริการทางการแพทย์ โดยคณะอนุกรรมการฯ ได้มีมติเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2561 เห็นชอบให้จ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นฯ (หรือเงินค่าเยียวยาทางการแพทย์) เป็นจำนวน 360,000 บาท ซึ่งในวันนี้ (26 พ.ย.61) ตนได้มอบเงินให้แก่ นางทองอาด ทาระวัน ซึ่งเป็นมารดา เป็นทายาทที่มีสิทธิได้รับสิทธิประโยชน์จากกองทุนประกันสังคมเป็นค่าทำศพ 40,000 บาท เงินสงเคราะห์กรณีตาย 72,720 บาท เงินชราภาพ 119,455.92 บาท รวมเป็นทั้งสิ้น 592,175.92 บาท
โดยผู้ประกันตนในกลุ่มมาตรา 33 คือ พนักงานบริษัทเอกชนทั่วไป ซึ่งมีสถานะเป็นลูกจ้างที่ทำงานอยู่ในสถานประกอบการที่มีพนักงานตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป อายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี และไม่เกิน 60 ปี โดยต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุน คิดเป็นสัดส่วนดังนี้ ลูกจ้าง 5% + นายจ้าง 5% + รัฐบาล 2.75% ของฐานเงินค่าจ้าง ขั้นต่ำตั้งแต่ 1,650 บาท แต่ไม่เกิน 15,000 บาท สิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกันตนภาคบังคับ (มาตรา 33) จะได้รับความคุ้มครอง มีดังนี้คือกรณีเจ็บป่วย อุบัติเหตุ กรณีทุพพลภาพ กรณีเสียชีวิต กรณีคลอดบุตร กรณีสงเคราะห์บุตร กรณีชราภาพ และกรณีว่างงาน
พลตำรวจเอก อดุลย์ กล่าวต่อว่า ตนขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิต และกำชับให้สำนักงานประกันสังคมกำกับดูแลสถานพยาบาลในสังกัดให้ดำเนินการดูแลรักษาผู้ประกันตนทุกคนตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง ซึ่งหากลูกจ้างประสบอันตราย กระทรวงแรงงานโดยสำนักงานประกันสังคมมีกองทุนประกันสังคมให้การดูแลลูกจ้างในระบบให้ได้รับสิทธิการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียม หากลูกจ้างมีปัญหาข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ทั้ง 12 แห่ง สำนักงานประกันสังคมจังหวัด/สาขา/ ที่ท่านสะดวก หรือโทร.1506 (เจ้าหน้าที่ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง)







