
ศมส.จับมือสกว.เปิดตัวหนังสือ "หลากมุมมองพหุวัฒนธรรม"
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร(องค์การมหาชน) กระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) ร่วมมือสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) เปิดตัวหนังสือ หลากมุมมองพหุวัฒนธรรม หวังประชาชน ภาครัฐ เรียนรู้แกนกลางใช้พหุวัฒนธรรมแก้ไขปัญหาในพื้นที่ได้ผล
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร(องค์การมหาชน) กระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) ร่วมมือสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) เปิดตัวหนังสือ หลากมุมมองพหุวัฒนธรรม หวังประชาชน ภาครัฐ เรียนรู้แกนกลางใช้พหุวัฒนธรรมแก้ไขปัญหาในพื้นที่ได้ผล ส่วนนักวิชาการ เสนอแนะรัฐ ต้องหาแนวทางให้คนพื้นที่ คนต่างถิ่นเรียนรู้กัน ขอรัฐอย่าใช้พหุวัฒนธรรมสำเร็จรูปมาแก้ปัญหา ควรยืดหยุ่นไม่ตายตัว พัฒนา เชื่อจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น
จากการเสวนาวิชาการและเปิดตัวหนังสือ "พหุวัฒนธรรม : อดีตและปัจจุบันของความหลากหลายในปาตานี ณ โรงแรมซี.เอส.ปัตตานี จังหวัดปัตตานี ซึ่งจัดขึ้นโดยศูนย์มานุษยวิทยาสิริธร(ศมส.)(องค์การมหาชน) กระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) และปาตานีฟอรั่ม เมื่อวันที่ 27 มี.ค. นายเอนก สีหามาตย์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านบริหารวิชาการ ศูนย์มานุษยวิทยาสิริธร(ศมส.)(องค์การมหาชน) กระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) กล่าวว่า จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถือว่าเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมทั้งชาติพันธุ์ ศาสนา ประเพณี ความเชื่อ ซึ่งการที่จะทำให้ผู้คนต่างความเชื่ออยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุขนั้น ต้องสร้างการรับรู้ความเข้าใจในความเชื่อของกันและกัน จะทำให้คำว่า พหุวัฒนธรรม ไม่เป็นเพียงคำพูดที่สวยหรู แต่จะทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติที่จะทำให้ทุกฝ่ายทั้งภาครัฐเข้าใจวิถีประชาชน ที่จะร่วมใจกันทำให้จังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดสันติสุขในอนาคต ทั้งนี้การเปิดตัวหนังสือ พหุวัฒนธรรม ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการนำองค์ความรู้ที่ศมส. สกว. และปาตานีฟอรั่ม ได้รวบรวมมาเผยแพร่สู่สาธารณะ ให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันระหว่างประชาชนในพื้นที่รวมถึงประชาชนในทุกภูมิภาคของประเทศไทย และตนหวังว่าทุกภาคส่วนจะนำสาระประโยชน์ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมชายแดนใต้ อย่างไรก็ตามหนังสือดังกล่าว ศมส.จะนำไปจำหน่ายในงานสัปดาห์แห่งชาติระหว่างวันที่ 1-8 เม.ย.2561 ที่บูธศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) N37โซน C1 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ดร.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายชาติและความสัมพันธ์ข้ามชาติ สกว. กล่าวว่า 14 ปีที่ผ่านมาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เผชิญความไม่สงบ ความรุนแรง ส่งผลให้มีการสร้างคำหลายคำ ทั้งสร้างสรรค์และสร้างปมปัญหาทางความคิดขึ้นตลอดมา ซึ่งในช่วงปีที่ผ่านมา คำว่า พหุวัฒนธรรม ได้ปรากฏขึ้นในพื้นที่ดังกล่าวในฐานะนโยบายของรัฐบาล โดยส่งผลให้ประชาชนบางส่วนที่ไม่เข้าใจความหมายดังกล่าวเกิดความกังวลต่อนโยบายนี้ ดังนั้น สกว.และศมส. จึงนำความรู้ทางวิชาการมาขยายเรื่องพหุวัฒนธรรมให้ประชาชน ภาครัฐ ได้ทำความเข้าใจร่วมกันมากขึ้น โดยได้รวบรวมข้อมูลเป็นหนังสือ หลากมุมมองพหุวัฒนธรรม ที่สะท้อนมุมมองของนักวิชาการทั้งในและนอกจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งพุทธและมุสลิม ถึงความแตกต่างหลากหลายแต่มีหัวใจที่จะนำความรู้นี้มาช่วยบรรเทาปัญหาในพื้นที่ ที่สำคัญยังมีหนังสือไทยใต้ มาลายูเหนือ ฉบับภาษาไทย ที่รวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์มาลายู ถือเป็นกุญแจสำคัญจากอดีตสู่อนาคต โดยเฉพาะเรื่องราวความสัมพันธ์ในอดีตของผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ในคาบสมุทรมาลายู เปิดให้เห็นประวัติศาสตร์ ที่จะทำให้คนเห็นถึงความหลากหลายที่จะนำไปสู่การเรียนรู้ระหว่างกันที่ทำให้เกิดความเคารพ เสมอภาค แก่ผู้คนที่อยู่ร่วมกันในพหุวัฒนธรรมอย่างแท้จริง
ศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ตนเป็นห่วงปัญหาความขัดแย้งในประเทศไทย ซึ่งพหุวัฒนธรรม เป็นสิ่งที่น่าสนใจ ถือเป็นชุดความคิดหนึ่ง หากไม่มีปฏิบัติการ ก็จะไม่มีความหมาย โดยเฉพาะการใช้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ไม่ควรเป็นของสำเร็จรูป ที่จะต้องมีการพัฒนา ปรับเปลี่ยน ต้องไม่ตายตัว เหมือนกับประชาธิปไตย เพื่อไปสู่เป้าหมายการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข เรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยกันอย่างสันติ ในขณะเดียวกัน จากการศึกษาเรื่องพหุวัฒนธรรม ตนพบว่า ปัญหาความหลากหลายทางชาติพันธุ์ภายใต้ชาติ ส่งผลทำให้เกิดช่องว่างของวัฒนธรรม ขาดความเข้าใจกัน ไม่เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน ถือว่าไม่ใช่พหุวัฒนธรรมที่ดี หากไม่ระวังหยิบพหุวัฒนธรรมมาใช้โดยไม่ไตร่ตรองจะทำให้เกิดช่องว่างที่จะทำให้คนไม่รู้จักกัน ที่จะส่งผลให้เกิดความรุนแรงขึ้นได้ ทั้งนี้ปฏิบัติการพหุวัฒนธรรมในสังคมภาคใต้ ต้องมีการทบทวนชุดความคิด และทบทวนปฏิบัติการ ต้องคิดถึงแกนกลางที่จะทำให้การใช้เกิดความเหมาะสมไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ซึ่งพบว่า มีปัจจัยมากมายที่ทำให้พหุวัฒนธรรมเดินลำบากไม่ถึงเป้าหมายง่ายๆ คือ 1.กลไกอำนาจรัฐ โดยรัฐคิดว่า พหุวัฒนธรรม คือ เครื่องมือแก้ปัญหา โดยเฉพาะรัฐสมัยใหม่ ขออย่าได้ลิปซิงค์ แต่งแต้มตัวเอง สร้างสีสันให้ตัวเองสดสวยจากพหุวัฒนธรรมจะกลายมาเป็นเครื่องมือที่กลับมาทำร้ายทั้งสังคม ซึ่งตนหวังว่า การใช้งบประมาณในเรื่องดังกล่าว ต้องคิดให้มากกว่าการเป็นเสื้อคลุมเพื่อให้สวยงามเท่านั้น 2.ความเข้าใจคลาดเคลื่อนในความรักระหว่างมนุษย์ โดยเฉพาะแกนกลางของการอยู่ร่วมกันระหว่างศาสนา 3.การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เกิดชนชั้นที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น ความรวยทำให้คนกดขี่กันเองมากยิ่งขึ้น ซึ่งทั้ง 3 ส่วนนี้ทำให้ช่องว่างความไว้วางใจและถูกขยายตัวยิ่งขึ้น หากรัฐเข้าใจหลักดังกล่าวนี้จะทำให้เกิดฐานความไว้วางใจระหว่างประชาชนยิ่งขึ้น หากใช้พหุวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือ ต้องทำให้เคลื่อนไปให้ได้ ที่สำคัญรัฐต้องยอมรับการตรวจสอบมากกว่านี้ โดยเฉพาะคนไทยทั้งประเทศ 70 ล้านคน ควรลุกขึ้นมาตรวจสอบการใช้งบประมาณรัฐที่ใช้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ เพื่อลดความหวาดระแวงและเกิดยืดหยุ่น โดยรักษาแกนกลางให้เกิดการขับเคลื่อนให้ได้
ผศ.ดร.สุชาติ เศรษฐมาลินี กล่าวว่า การมองตัวเราผ่านคนอื่นจะทำให้เรารู้จักตัวเราเองมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกรณีตัวอย่างศาสนาอิสลามเข้าสู่สาธารณประชาชนจีน มุสลิมต้องปรับตัวอย่างไร ซึ่งที่ซีอานมีมัสยิดอายุพันปี แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือ มัสยิดออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมจีน การที่มุสลิมเข้ามาในประเทศจีนใหม่ๆก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับพื้นที่ เนื่องจากวัฒนธรรมจีนเข้มแข็ง จึงต้องทำให้ศาสนาเข้ากับวัฒนธรรมดั้งเดิมของพื้นที่ให้ได้ ให้เกิดการยอมรับ แต่ยังแฝงไว้ด้วยเอกลักษณ์มุสลิม ที่เขียนคัมภีร์อัลกุรอาน บนบานประตูขนาดใหญ่ และจากนั้นจึงมีการแปลภาษาอาหรับเป็นภาษาจีน ที่สำคัญมุสลิมในจีนได้ผ่านประวัติศาสตร์ทั้งดีและไม่ดีมามากมาย แต่สิ่งที่ทำให้มุสลิมอยู่ได้ คือ การปรับตัวให้เข้ากับความหลากหลายวัฒนธรรมเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างมุสลิมกับวัฒนธรรมจีน จึงทำให้ชาวมุสลิมดำรงอยู่ในประเทศจีนนับพันปีได้
ดร.อัมพร หมาดเด็น สำนักวิชาการศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ กล่าวว่า ต้องการทำความเข้าใจการก้าวออกไปหาถิ่นฐานใหม่ของชาวมุสลิม เช่น ได้รับความอยุติธรรม การต้องลี้ภัยสังคมมุสลิม หลักการศาสนา ต้องการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์อิสลาม หลักคำสอน มีตัวอย่างของมุสลิมที่ต้องอพยพย้ายถิ่น รวมทั้งฐานคิดประวัติศาสตร์ ที่จะเชื่อมโยงในการแก้ไขวิกฤติที่เกิดขึ้น และเป็นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข อิสลามไม่ได้มองมิติการอพยพถึงความหดหู่ แต่มองถึงการให้ความหมายเชิงบวกของการอพยพไปสู่สิ่งที่ดีกว่า
อาจารย์อันธิฌา แสงชัย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า พหุวัฒนธรรม เป็นแนวคิดที่จะปกป้องสิทธิของกลุ่มวัฒนธรรม เป็นแนวคิดสมัยใหม่ โดยเฉพาะเรื่องเพศสภาพ การใช้พหุวัฒนธรรมในเชิงนโยบาย บางครั้งกลายเป็นไปละเมิดสิทธิส่วนบุคคลส่งผลให้เกิดการปะทะขึ้น เรื่องเล็กๆอยู่ในวัฒนธรรมย่อย เช่น เรื่องของผู้หญิง เพศสภาพ เป็นต้น ซึ่งเวลาจะใช้พหุวัฒนธรรมในเชิงนโยบาย ควรต้องใส่ใจวัฒนธรรมปัจเจกบุคคลมากยิ่งขึ้น ควรต้องตระหนักวัฒนธรรมไม่ใช่สิ่งที่แช่แข็งตายตัว วัฒนธรรมสามารถปรับเปลี่ยนได้ไปตามวิถีต้องเจอสิ่งใหม่ และต้องไม่ขัดแย้ง ต้องเข้าใจรายละเอียดปลีกย่อยด้วยจึงจะทำให้พหุวัฒนธรรมเกิดผล
อาจารย์งามศุกร์ รัตนเสถียร สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การคิดใช้พหุวัฒนธรรมในพื้นที่ชายแดนภาคใต้คงไม่เพียงพอ ควรที่จะขยายไปทุกภูมิภาคที่ควรได้เรียนรู้กัน ซึ่งตนทราบว่าขณะนี้ความขัดแย้งทางความรู้สึกระหว่างศาสนาเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ จึงกลายเป็นช่องว่างให้เกิดความขัดแย้ง นอกจากนี้ยุทธศาสตร์ด้านวัฒนธรรม 20 ปี ของกระทรวงวัฒนธรรม มีลักษณะใช้วัฒนธรรมเดียวในภาพใหญ่ ที่ไม่ได้มาดูในความหลากหลายทางวัฒนธรรม รวมถึงโครงการวัฒนธรรมในพื้นที่ ควรที่จะคำนึงถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมในการกำหนดนโยบายระดับรัฐ และควรวางแนวทางปฏิบติอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดความแตกต่างที่จะทำให้คนในพื้นที่เกิดความรู้สึกแปลกแยกด้วย







