
ตั้งจุดรับลงทะเบียนสิทธิบัตรทองเชิงรุก สถานีขนส่งหมอชิต อำนวยความสะดวกให้ประชาชน
กทม. ร่วมกับ สปสช. และบริษัท ขนส่ง จำกัด จัดตั้ง "จุดประชาสัมพันธ์ รับลงทะเบียนสิทธิบัตรทอง สถานีขนส่งหมอชิต"
กทม. ร่วมกับ สปสช. และบริษัท ขนส่ง จำกัด จัดตั้ง "จุดประชาสัมพันธ์ รับลงทะเบียนสิทธิบัตรทอง สถานีขนส่งหมอชิต" ดูแลคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่กทม. เพิ่มความสะดวกคนต่างจังหวัดที่ประสงค์เปลี่ยนหน่วยบริการใช้สิทธิบัตรทองในเขตกทม. ช่วยลดอุปสรรคให้เข้าถึงการรักษา
(20 มี.ค. 61) พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานพิธีเปิดจุดรับลงทะเบียนและประชาสัมพันธ์สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) เชิงรุก เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนสามารถลงทะเบียนสิทธิหลักประกันสุขแห่งชาติหรือสิทธิบัตรทอง เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงระบบการรักษาพยาบาล โดยมีนายจิรศักดิ์ เยาว์วัชสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และ นพ.วีระพันธ์ ลีธนะกุล ผู้อำนวยการ สปสช. เขต 13 กรุงเทพมหานคร รวมถึงประชาชนเข้าร่วมงาน ณ สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (หมอชิต)
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพมหานครมีนโยบายในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกๆ ด้าน รวมถึงการพัฒนาระบบการแพทย์และสาธารณสุขให้มีคุณภาพ สำหรับประชาชนทุกคนด้วยการดำเนินการที่หลากหลาย ทั้งการสนับสนุนทุนการศึกษาวิชาแพทย์และพยาบาลแก่นักเรียนในสังกัด รวมถึงบุตรข้าราชการและบุคลากรกรุงเทพมหานครเพื่อผลิตแพทย์และพยาบาลให้เพียงพอต่อความต้องการ การขยายศักยภาพของโรงพยาบาลต่างๆ ให้สามารถรองรับการให้บริการได้มากยิ่งขึ้น การพัฒนาระบบนัดหมายเข้ารับการรักษาล่วงหน้าผ่านศูนย์ BFC ของทุกโรงพยาบาลในสังกัดกรุงเทพมหานคร เพื่อลดระยะเวลาในการรอพบแพทย์ การดูแลและอำนวยความสะดวกแก่ผู้พิการในด้านต่างๆ ตลอดจนการจัดระบบการดูแลสุขภาพกาย และใจแก่ผู้สูงวัยอย่างครบวงจร เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุในอนาคต นอกจากนั้นยังได้รวมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ บริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับพื้นที่ เพื่อสร้างกลไกในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่ดีของประชาชนอีกด้วย
สำหรับการเปิดจุดรับลงทะเบียนและประชาสัมพันธ์สิทธิบัตรทองเชิงรุกในวันนี้ นอกจากจะทำให้การบริการสาธารณสุขในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ครอบคลุมถึงกลุ่มประชากรที่เข้ามาพักอาศัยเพื่อทำงานศึกษาเล่าเรียน หรือทำกิจกรรมอื่นๆ แล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานในภาคส่วนต่างๆ ในการทำงานเพื่อประชาชน ทั้งนี้กรุงเทพมหานครหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการทุ่มเททำงานของทุกฝ่ายจะทำให้พี่น้องประชาชน ได้รับบริการด้านการสาธารณสุขและการแพทย์ที่มีคุณภาพทั่วถึง เป็นธรรม และเท่าเทียม ส่งผลให้ประชาชนมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ อันเป็นพื้นฐานของความสุขทางกายและใจต่อไป สำหรับการขยายจัดตั้งจุดรับลงทะเบียนและประชาสัมพันธ์สิทธิบัตรทองเชิงรุกแบบครบวงจรเพิ่มเติมในอนาคต อาจพิจารณาเปิดจุดรับลงทะเบียนเพิ่มที่สถานีขนส่งเอกมัย และสถานีขนส่งสายใต้ ซึ่งจะต้องพิจารณาจากการตอบรับจากประชาชนก่อน
เปิดให้บริการรับลงทะเบียนสิทธิบัตรทองทุกวัน สอบถามเพิ่มเติมสายด่วน สปสช. โทร.1330
ด้าน นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า ภารกิจหลัก สปสช. คือการดูแลประชาชนผู้มีสิทธิบัตรทองกว่า 48 ล้านคน ให้เข้าถึงการรักษาและบริการสาธารณสุขอย่างครอบคลุมและทั่วถึง แก้ไขอุปสรรคที่เป็นปัญหาต่อการเข้าถึง ที่ผ่านมามีประชาชนพื้นที่กรุงเทพฯ จำนวนไม่น้อย ไม่ทราบข้อมูลใช้สิทธิบัตรทอง รวมถึงการย้ายหน่วยบริการเพื่อใช้สิทธิในพื้นที่กทม. ได้ ดังนั้นจึงต้องดำเนินการเชิงรุก โดยปี 2560 สปสช. มีนโยบายจัดตั้งจุดประชาสัมพันธ์และรับลงทะเบียนเชิงรุก ค้นหากลุ่มเป้าหมายประชาชนที่เข้าไม่ถึงบริการและดำเนินการเพื่อให้เกิดการเข้าถึงสิทธิ มีการจัดตั้งจุดรับลงทะเบียนและประชาสัมพันธ์เชิงรุกที่สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) เป็นแห่งแรก และในปี 2561 ได้ดำเนินการต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาได้มีการจัดตั้งจุดรับลงทะเบียนเชิงรุก ณ เรือของธนาคารออมสิน สาขาปากคลองตลาด
สำหรับจุดรับลงทะเบียนและประชาสัมพันธ์สิทธิบัตรทองเชิงรุก สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (หมอชิต) ที่ได้จัดตั้งในวันนี้ เนื่องจากสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ เป็นศูนย์กลางรถขนส่งสาธารณะ มีการเดินทางต่างจังหวัดในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง แต่ละวันมีประชาชนเดินทางสัญจรจำนวนมาก จึงเป็นอีกพื้นที่เหมาะสมในการจัดตั้งจุดรับลงทะเบียนและประชาสัมพันธ์สิทธิบัตรทองเชิงรุก โดยเฉพาะการเปลี่ยนสิทธิจากจังหวัดมาเป็นสิทธิในพื้นที่กทม. การตรวจสอบสิทธิ รวมถึงการส่งเสริมการรับรู้สิทธิของประชาชน ซึ่งนับเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการเข้าถึงสิทธิเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ประชาชนทั่วไปสามารถเข้ารับบริการได้ทุกวัน ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เวลา 08.00-19.00 น. ในวันจันทร์-ศุกร์ และ 08.00-17.00 น. ในวันเสาร์-อาทิตย์ ณ จุดประชาสัมพันธ์และรับลงทะเบียนสิทธิบัตรทองเชิงรุก ณ สถานีขนส่งหมอชิต ชั้น 1 ได้แล้ว สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน สปสช. โทร. 1330
21 มี.ค. นี้ กทม. ประชุมร่วม 7 จังหวัดปริมณฑล วางมาตรการแก้ปัญหาพิษสุนัขบ้าในพื้นที่
(19 มี.ค. 61) พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 8/2561 ณ ห้องสุทัศน์ ศาลาว่าการกทม. (เสาชิงช้า) ซึ่งสำนักอนามัยได้รายงานถึงการดำเนินการป้องกัน ควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าของกรุงเทพมหานคร ว่า ปัจจุบันพบผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้าทั่วประเทศ จำนวน 6 ราย ซึ่งในพื้นที่กรุงเทพฯ ยังไม่พบผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้านับตั้งแต่ปี 59 ทั้งนี้กรุงเทพมหานคร โดยสำนักอนามัยได้ดำเนินมาตรการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในกรุงเทพมหานคร ทั้งเชิงรุกและเชิงรับตลอดทั้งปี ดังนี้ 1. มาตรการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์เลี้ยง รณรงค์ทั้งกรุงเทพมหานครปีละ 2 ครั้ง ในเดือนมีนาคมและกันยายน รวมถึงออกหน่วยให้บริการตามชุมชนตลอดทั้งปี ให้บริการในคลินิกสัตวแพทย์กรุงเทพมหานคร 8 แห่ง และหน่วยเคลื่อนที่ให้บริการที่ศูนย์บริการสาธารณสุข 68 แห่ง 2. การควบคุมจำนวนสัตว์พาหะนำโรคพิษสุนัขบ้า ด้วยการคุมกำเนิดสุนัขและแมวด้วยวิธีการผ่าตัดทำหมัน (ในคลินิกสัตวแพทย์กรุงเทพมหานคร 8 แห่ง และหน่วยเคลื่อนที่) การจับสุนัขจรจัดไปเลี้ยงดูจนหมดอายุขัย ในศูนย์พักพิงสุนัขกรุงเทพมหานคร และการจดทะเบียนสุนัขตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องการควบคุมการเลี้ยงหรือปล่อยสุนัข พ.ศ. 2548 3. การเฝ้าระวัง ควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์และในคน โดยการจับสุนัขที่แสดงอาการสงสัยโรคพิษสุนัขบ้าไปกักสังเกตอาการ จัดทีมเฝ้าระวังสอบสวนโรคพิษสุนัขบ้าเคลื่อนที่เร็วลงพื้นที่สอบสวนโรคภายใน 24 ชั่วโมง หลังได้รับรายงานการตรวจพบสัตว์เป็นโรคพิษสุนัขบ้าจากห้องปฏิบัติการ ดำเนินการค้นหาคนที่ถูกสัตว์เป็นโรคพิษสุนัขบ้ากัดหรือสัมผัส เพื่อให้การรักษา รวมทั้งจับสัตว์ที่ถูกกัดหรือคลุกคลีกับสัตว์ที่เป็นโรคไปสังเกตอาการเพื่อตัดวงจรการแพร่โรค 4. จัดสรรงบประมาณประจำปี เป็น ค่าวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ค่าเวชภัณฑ์ ค่าอาหารเลี้ยงสุนัข 5. ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ แก่ประชาชนในทุกรูปแบบเพื่อให้ทราบสถานการณ์และเข้าใจเรื่องโรคพิษสุนัขบ้า และปฏิบัติตัวได้ถูกต้อง และ 6. จัดการประชุมปรึกษาหารือร่วมกับจังหวัดปริมณฑล ในวันที่ 21 มี.ค. 61 เวลา 10.00 น. ณ ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกทม. (เสาชิงช้า) เพื่อกำหนดมาตรการในการดูแลควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าในกรุงเทพฯ
สำหรับปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานโรคพิษสุนัขบ้านั้น พบว่า ประชาชนบางส่วนยังขาดความรับผิดชอบในการเลี้ยงสัตว์อย่างถูกต้อง เช่น ไม่นำสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนหรือทิ้งสัตว์ออกสู่สาธารณะ จึงได้ประสานภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ เอกชน NGO เพื่อประชาสัมพันธ์ ให้ความรู้แก่ประชาชนทุกช่องทาง จัดทำโครงการ หาบ้านให้น้องหมาน้องแมว ร่วมกับภาคีเครือข่าย “ถ้าท่านไม่ต้องการเลี้ยง แจ้ง กทม .ช่วยเลี้ยง” อย่างไรก็ตามเนื่องจากจำนวนสุนัขในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีจำนวนมาก และอัตรากำลังเจ้าหน้าที่มีอยู่อย่างจำกัดส่งผลให้บริการได้ไม่ครอบคลุม ประกอบกับข้อจำกัดทางด้านกฎหมาย : ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติโรคพิษสุนัขบ้า พ.ศ. 2535 เจ้าของสัตว์ต้องจัดการให้สัตว์ทุกตัวได้รับการฉีดวัคซีนตามกำหนดเวลา จึงมีการจัดอบรมเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานครเพื่อสนับสนุนในการฉีดวัคซีน รวมถึงประสานภาคีเครือข่าย จากปศุสัตว์กรุงเทพ คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ คลินิกสัตวแพทย์เอกชน ในการฉีดวัคซีน
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า จากสถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่กรุงเทพฯ ขณะนี้นั้น กรุงเทพมหานครได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการออกหน่วยเคลื่อนที่ให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าตามชุมชนต่างๆ เช่น เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (17 มี.ค. 61) มีการออกหน่วยในพื้นที่เขตบางเขน ซึ่งจะมีการออกหน่วยเคลื่อนที่หมุนเวียนตามชุมชนต่างๆ ทั่วพื้นที่กรุงเทพฯ อย่างต่อเนื่อง สำหรับปีนี้กรุงเทพมหานคร โดยสำนักอนามัยได้เตรียมวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าไว้ 250,000–300,000 โดส ถือว่ามากเพียงพอ ซึ่งปัจจุบันกรุงเทพมหานครสามารถฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้สุนัขและแมวได้ประมาณ 30,000 ตัว ขณะนี้ทั่วประเทศพบผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้ารวม 6 ราย แต่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ยังไม่พบผู้เสียชีวิตด้วยโรคพิษสุนัขบ้า ส่วนกรณีการเก็บภาษีผู้เลี้ยงสุนัขเป็นหน้าที่ของกรมปศุสัตว์ในการรับผิดชอบดำเนินการ หากมีการออกกฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับมา กรุงเทพมหานครก็พร้อมปฏิบัติตาม
หน่วยงานกทม. รายงานความคืบหน้าโครงการตามนโยบาย 100 วัน ทำจริง เห็นผลจริง
(19 มี.ค. 61) พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 8/2561 โดยมีคณะผู้บริหารกทม. หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม ณ ห้องรัตนโกสินทร์ กทม.
24 มี.ค. นี้ กทม. เติมความสุขสู่ชุมชน ครั้งที่ 3 ณ ร.ร.รัตนโกสินทร์สมโภชลาดกระบัง
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รายงานความคืบหน้าการดำเนินการในโครงการ 100 วัน ตามวาระการพัฒนากรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2561 ซึ่งขณะนี้ผ่านมาแล้ว 50 วัน โดยเป็นโครงการที่อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักอนามัย 2 โครงการ ได้แก่ โครงการ กทม. เติมความสุขสู่ชุมชน ครั้งที่ 1 กลุ่มเขตกรุงธนใต้ (ทุ่งครุ) เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 61 เวลา 08.00–16.00 น. ณ ศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติบางมด เขตทุ่งครุ และครั้งที่ 2 กลุ่มเขตกรุงธนเหนือ (บางพลัด) วันที่ 3 มี.ค. 61 เวลา 08.00–16.00 น. ณ บริเวณใต้สะพานพระราม 8 เขตบางพลัด พบว่ามีประชาชนให้ความสนใจรับบริการด้านแพทย์ ด้านบริการ ด้านสัตวแพทย์ ด้านทะเบียนราษฎร์ และการตรวจสอบสมรรถภาพ ครั้งที่ 1 จำนวน 1,477 คน ครั้งที่ 2 จำนวน 2,534 คน สำหรับการดำเนินโครงการฯ ครั้งต่อไป ครั้งที่ 3 กำหนดจัดขึ้น ณ กลุ่มเขตกรุงเทพตะวันออก (ลาดกระบัง) วันที่ 24 มี.ค. 61 เวลา 08.00–16.00 น. บริเวณโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชลาดกระบัง เขตลาดกระบัง สำหรับโครงการคืนการได้ยิน และรอยยิ้มให้ผู้สูงอายุ จากการลงพื้นที่ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ามีผู้สูงอายุที่เข้าข่ายการได้รับเครื่องช่วยฟัง จำนวน 113 คน และขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานเรื่องเอกสารที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ซึ่งภายใน พ.ค. นี้ คาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ครบ 100 ราย
ระบายน้ำเดินหน้าโครงการPipe Jacking เป็นไปตามแผน
สำนักการระบายน้ำได้รายงานความคืบหน้าโครงการที่อยู่ในความรับผิดชอบ โดยโครงการที่อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักการระบายน้ำมี 4 โครงการ ได้แก่ โครงการ ตั้งศูนย์ประสานงานโครงการจิตอาสาพระราชทานฯ เพื่อรักษาสภาพความสะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อย และความสวยงามของคู คลองให้ยั่งยืน โครงการ Water Bank ธนาคารน้ำใต้ดิน เพื่อพักน้ำยามฝนตก 5 จุด และโครงการแก้มลิงเก็บน้ำตามศาสตร์พระราชา 4 จุด แก้ปัญหาน้ำท่วมขัง ผลการดำเนินการเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ สำหรับ โครงการเพิ่มท่อระบายน้ำ Pipe Jacking 10 เส้นทาง ในขณะนี้ได้ลงนามสัญญาแล้ว 10 โครงการ โดย 5 โครงการได้เริ่มก่อสร้างแล้ว อีก 5 โครงการอยู่ระหว่างการเตรียมงาน
ความพึงพอใจของประชาชนโดยรวมโครงการนัดหมอกทม. ล่วงหน้าภายใน 60 นาที อยู่ในระดับมาก
สำนักการแพทย์ได้รายงานความก้าวหน้าการดำเนินการตามนโยบายของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ดังนี้ โครงการนัดหมอ กทม. ล่วงหน้าได้รักษาภายใน 60 นาที พบว่า ในเดือน ก.พ. สามารถรับนัดหมายได้ 100% ระยะเวลารอนัดหมายเฉลี่ยที่ 5 วัน โดยระยะเวลารอนัดหมายสั้นที่สุด 1 วัน และนานที่สุด 15 วัน ความพึงพอใจบริการนัดหมายโดยรวมอยู่ในระดับมาก ทั้งนี้มี 20 รายที่นัดตรวจในเดือน ก.พ. โดยมีผู้เข้ารับบริการจำนวน 12 คน ไม่มาตามนัดจำนวน 8 คน เนื่องจากมีผู้ป่วยที่ต้องเข้า Admit ก่อนถึงวันนัด และผู้ป่วยมาไม่ตรงเวลานัด มีระยะเวลารอคอยเฉลี่ย 43 นาที และระยะเวลารอคอยสั้นที่สุด 5 นาที สามารถพบแพทย์ภายในเวลา 60 นาที จำนวน 8 คน และนานที่สุด 126 นาที ซึ่งผู้ป่วยที่ไม่ได้พบแพทย์ภายใน 60 นาที จำนวน 4 คน เนื่องจากเริ่มให้บริการเป็นเดือนแรกทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน อย่างไรก็ตามได้มีการชี้แจงและทำความเข้าใจกับบุคลากรและผู้รับบริการแล้ว และจะดำเนินการติดตามประเมินผลในเดือนต่อไปอีกครั้ง นอกจากนี้สำนักการแพทย์ยังได้เร่งรัดการก่อสร้างโรงพยาบาลคลองสามวา และเริ่มก่อสร้างเพื่อเปิดให้บริการ OPD ชั่วคราว โรงพยาบาลบางนา โดยขณะนี้ได้มีคำสั่งสำนักการแพทย์แต่งตั้งคณะทำงานดำเนินการจัดตั้งโรงพยาบาลบางนา ประกอบด้วย คณะทำงานติดตามการดำเนินการจัดตั้งโรงพยาบาลบางนา คณะทำงานเตรียมการด้านบุคลากร คณะทำงานเตรียมการด้านการพัสดุ คณะทำงานเตรียมการด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อให้การดำเนินงานในภาพรวมเป็นไปด้วยความรวดเร็ว และเป็นไปตามแผนงาน
16 พ.ค. เปิดภาคเรียนใหม่ กทม. เปิดสอนหลักสูตรวิชาชีพ เพิ่มทางเลือกให้นักเรียนกทม.
สำนักการศึกษาได้รายงานความคืบหน้าโครงการเด็กมัธยมฯ โรงเรียนกทม. มีทางเลือกสู่สายอาชีพ เพื่อให้นักเรียนโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครมีทางเลือกฝึกอาชีพ ตามความถนัดและความสนใจของนักเรียน โดยการเรียนรู้ผ่านหลักสูตรด้านอาชีพที่มีมาตรฐาน โดยเปิดสอนวิชาชีพในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 9 โรงเรียน (ปัจจุบันเพิ่มอีก 5 โรงเรียน รวมเป็น 14 โรงเรียน) ทั้งนี้คาดว่าจะสามารถเปิดทำการเรียนการสอนได้ครบ ในภาคเรียนต่อไป 16 พ.ค. 61 จำนวน 11 หลักสูตร1. หลักสูตรเครื่องยนต์ จำนวน 2 หลักสูตร ได้แก่ เครื่องยนต์ 1 (ซ่อมเครื่องจักรยานยนต์) เครื่องยนต์ 4 (ซ่อมเครื่องเบนซิน) 2. หลักสูตรไฟฟ้า จำนวน 4 หลักสูตร ได้แก่ ไฟฟ้า 1 (เดินสายและติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในอาคาร) ไฟฟ้า 2 (ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดให้ความร้อน) ไฟฟ้า 3 (ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดมอเตอร์) ไฟฟ้า 6 (ซ่อมเครื่องปรับอากาศ) 3. หลักสูตร อิเล็กทรอนิกส์ 1 4. หลักสูตร ขนมอบ 1 (คุกกี้) 5. หลักสูตร อาหารไทย จำนวน 2 หลักสูตร ได้แก่ อาหารไทย 1 (ประเภทแกง) อาหารไทย 3 (ประเภทอาหารว่าง) 6. หลักสูตรเสริมสวย จำนวน 2 หลักสูตร ได้แก่ เสริมสวย 1 (แต่งหน้า) เสริมสวย 5 (เกล้าผม เปียผม) 7. หลักสูตร ตัดผมบุรุษ 1 (ทรงนักเรียน) 8. หลักสูตร ออกแบบแฟชั่น 1 (การวาดภาพแฟชั่น) 9. หลักสูตร ผลิตภัณฑ์งานผ้า 1 (พวงกุญแจ) 10. หลักสูตร บาติก 1 (ผ้าเช็ดหน้าบาติก) 11. หลักสูตร จัดดอกไม้ ใบตอง และแกะสลัก 1 (งานใบตอง)
โรงเรียนที่เปิดสอนอาชีพ ประกอบด้วย โรงเรียนวัดลาดพร้าว เขตลาดพร้าว โรงเรียนมัธยมบ้านบางกะปิ เขตบางกะปิ โรงเรียนวิชูทิศ เขตดินแดง โรงเรียนชุมชนหมู่บ้านพัฒนา เขตคลองเตย โรงเรียนมัธยมปุรณาวาส เขตทวีวัฒนา โรงเรียนนาหลวง เขตทุ่งครุ โรงเรียนมัธยมสุวิทย์เสรีอนุสรณ์ เขตประเวศ โรงเรียนมัธยมนาคนาวาอุปถัมภ์ เขตสวนหลวง โรงเรียนรัตนจีนะอุทิศ เขตราษฎร์บูรณะ โรงเรียนวัดบางปะกอก เขตราษฎร์บูรณะ โรงเรียนสุเหร่าแสนแสบ เขตคลองสามวา โรงเรียนมัธยมวัดสุทธาราม เขตคลองสาน โรงเรียนมัธยมประชานิเวศน์ เขตจตุจักร โรงเรียนแก่นทองอุปถัมภ์ เขตประเวศ
ทั้งนี้สำนักการศึกษาจะประสานความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และ 21 สถาบันอาชีวศึกษา เพื่อจัดสรรโควตาและทุนการศึกษาเพื่อศึกษาต่อระดับอาชีวศึกษาให้แก่เด็กนักเรียนกทม. รวมทั้งสนับสนุนสถานฝึกประสบการณ์วิชาชีพในวิชาชีพต่างๆ ด้วย
กทม. พัฒนาสวนบึงกระเทียมแล้วเสร็จเกือบ 100% พร้อมขอความร่วมมือภาคเอกชนช่วยกันสอดส่องดูแล
(20 มี.ค. 61) เวลา 08.00 น. นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยนายสมพงษ์ เวียงแก้ว รองปลัดกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ตรวจความคืบหน้าการปรับปรุงทางเท้าและการปลูกต้นไม้บริเวณสวนบึงกระเทียม ซึ่งประชาชนในพื้นที่ได้ร่วมกันนำไม้ยืนต้น ไม้ดอก และไม้ประดับ รวมกว่า 2,900 ต้นมาปลูก เพื่อปรับภูมิทัศน์ให้ร่มรื่นสวยงาม รวมทั้งปรับปรุงทางเดินรอบสวน โดยการปูแอสฟัลต์ ระยะทางรวม 4,575 ม. ขณะนี้ผลงานโดยรวมแล้วเสร็จเกือบ 100% ยังคงเหลือเพียงขีดสีตีเส้นจราจร โดยมีนางวัลยา วัฒนรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม สำนักการโยธา สำนักงานเขตมีนบุรี และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ ณ บึงกระเทียม ถ.รามอินทรา เขตมีนบุรี
ทั้งนี้รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้มอบหมายให้สำนักสิ่งแวดล้อม ดำเนินการก่อสร้างกำแพงรอบสวน โดยในบางส่วนที่ยังมีโครงเดิมอยู่ก็ให้ปรับปรุงและทาสีใหม่ และมอบหมายให้สำนักการโยธาปรับปรุงยกฝาท่อระบายน้ำภายในสวนขึ้นให้เสมอกับพื้นถนน พร้อมทั้งติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่างและกล้อง CCTV ตลอดจนจัดเจ้าหน้าที่คอยสอดส่องดูแลความปลอดภัยแก่ประชาชนที่เข้ามาใช้บริการ นอกจากนี้ยังได้ขอความร่วมมือจากโรงงานเอกชนที่อยู่ติดกับสวนบึงกระเทียมร่วมกันติดไฟฟ้าส่องสว่างภายในสวน โรงงานละ 5 ดวง พร้อมกล้อง CCTV เพื่อช่วยกันสอดส่องดูแลและเพิ่มความปลอดภัยให้กับประชาชน เพราะปัจจุบันมีผู้เข้ามาพักผ่อนหรือออกกำลังกายในสวนแห่งนี้เป็นจำนวนเพิ่มมากขึ้น
รุกแก้ปัญหาน้ำท่วมขังช่วงถนนนวมินทร์ แนะพร่องน้ำในคลองรับมือน้ำฝน
(20 มี.ค. 61) เวลา 09.15 น. นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยนายสมพงษ์ เวียงแก้ว รองปลัดกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ตรวจจุดอ่อนน้ำท่วมเขตบึงกุ่ม ได้แก่ บริเวณแยกถนนประเสริฐมนูกิจ ตัดกับถนนนวมินทร์ และบริเวณถนนนวมินทร์ ช่วงคลองดอนอีกา (บริเวณซอยนวมินทร์ 139) โดยมีนายณรงค์ เรืองศรี ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารสำนักการระบายน้ำ และสำนักงานเขตบึงกุ่ม ร่วมลงพื้นที่
รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า สำหรับการแก้ไขจุดอ่อนน้ำท่วมบริเวณถนนประเสริฐมนูกิจตัดกับถนนนวมินทร์ ซึ่งเป็นจุดที่เมื่อมีฝนตกหนักจะเกิดน้ำท่วมขังและจะลดลงล่าช้ากว่าพื้นที่ใกล้เคียง ในเบื้องต้นได้มอบหมายให้สำนักการระบายน้ำ ดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำดีเซล จำนวน 2 เครื่อง บริเวณริมคลองบางเตย เพื่อดึงน้ำจากถนนถนนนวมินทร์ลงสู่คลองบางเตย และติดตั้งเครื่องสูบน้ำในซอยนวมินทร์ 105 อีก 1 เครื่อง เพื่อดึงน้ำลงสู่คลองบางเตยเช่นกัน เพราะในซอยนี้พบว่ามีปัญหาน้ำท่วมขังเป็นจำนวนมากเมื่อเกิดฝนตก ส่วนจุดอ่อนน้ำท่วมบริเวณถนนนวมินทร์ ช่วงคลองดอนอีกา (บริเวณซอยนวมินทร์ 139) ได้มอบหมายให้สำนักการระบายน้ำดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำแบบหอยโข่ง ตรงประตูระบายน้ำคลองดอนอีกา (ตอนคลองบางขวด) จำนวน 2 เครื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาชั่วคราว ช่วยดึงน้ำที่ท่วมขังในพื้นที่ลงสู่คลองบางขวด ระบายลงสู่คลองแสนแสบ นอกจากนี้ได้แนะนำให้สำนักการระบายน้ำ จัดประชุมเจ้าหน้าที่เขต ทั้ง 50 เขต เพื่อแจ้งแผนการบริหารจัดการน้ำและการพร่องน้ำในคลองอย่างบูรณาการ
ด้าน รองปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้มอบหมายให้สำนักการระบายดำเนินการลอกทำความสะอาดท่อระบายน้ำ เพื่อเปิดบ่อให้มีความลึก จะสามารถช่วยให้การระบายน้ำมีประสิทธิภาพได้ดียิ่งขึ้น และทำการพร่องน้ำในคลองบางขวดให้มีระดับต่ำสุดหรือ -1 เพื่อเตรียมพร้อมรับมือก่อนฝนตก
เสนอแนวทางร่วมแก้ปัญหาน้ำท่วมขังช่วง ถนนรามคำแหง ซอย 1-5
จากนั้นเวลา 10.20 น. รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารสำนักการระบายน้ำ และสำนักงาน เขตสวนหลวง ลงพื้นที่ตรวจจุดอ่อนน้ำท่วมเขตสวนหลวง บริเวณถนนรามคำแหง ช่วงซอย 1-5 ณ หน้าการไฟฟ้านครหลวงเขตลาดพร้าว-บางกะปิ เขตสวนหลวง
รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า สำหรับการแก้ไขปัญหาจุดอ่อนน้ำท่วมบริเวณถนนรามคำแหง ช่วงซอย 1-5 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงเมื่อเกิดฝนตกในปริมาณมาก โดยสำนักการระบายน้ำได้ดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำชั่วคราว จำนวน 3 เครื่อง เพื่อช่วยเร่งระบายน้ำจากแยกคลองตันจนถึงคลองกระจะ นอกจากนี้ได้มอบหมายให้สำนักงานเขตสวนหลวงทำการเจรจากับเจ้าของพื้นที่ที่อยู่ด้านหลังการไฟฟ้านครหลวงเขตลาดพร้าว-บางกะปิ เพื่อที่จะดำเนินการสร้างท่อระบายน้ำเชื่อมต่อจากการไฟฟ้านครหลวงลงสู่คลองแสนแสบที่อยู่ด้านหลังการไฟฟ้านครหลวงโดยตรง ซึ่งจะช่วยย่นระยะทางในการระบายน้ำได้เป็นอย่างดี และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
กทม. พัฒนาผู้บริหารมหานครระดับต้น รองรับงานและการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
(20 มี.ค. 61) เวลา 13.30 น. พญ.วันทนีย์ วัฒนะ รองปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นประธานพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารมหานครระดับต้น รุ่นที่ 32 และรุ่นที่ 33 เพื่อพัฒนาสมรรถนะทางการบริหาร ภาวะผู้นำ เสริมสร้างคุณธรรมและจริยธรรม การสร้างเครือข่ายในการปฏิบัติงานราชการของกรุงเทพมหานคร ตลอดจนเสริมสร้างประสบการณ์ให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมพร้อมก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งทางการบริหาร สามารถบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความเป็นนักบริหารมืออาชีพ โดยมีนางสาวนงลักษณ์ แต้มสุวรรณ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาข้าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง และผู้เข้ารับการฝึกอบรม ร่วมพิธี ณ ห้องกษัตริย์ศึก 2 โรงแรมเดอะทวิน ทาวเวอร์ เขตปทุมวัน
รองปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวแสดงความยินดีกับผู้จบการอบรมหลักสูตรนักบริหารมหานครระดับต้น ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญที่จะทำหน้าที่ขับเคลื่อนองค์กรต่อไปในอนาคต เพื่อให้ทันต่อสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ผู้เข้ารับการอบรมจะได้เรียนรู้และร่วมกิจกรรมต่างๆ ในลักษณะการประมวลการเรียนรู้แบบบูรณาการแนวคิด รวมถึงการศึกษาข้อมูลการพัฒนางานนำเสนอเป็นผลงานวิชาการ สำหรับการพัฒนางานของกรุงเทพมหานครและหน่วยงาน เพื่อนำไปปรับใช้ในการพัฒนา การบริหารจัดการงานให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนในสังคมอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
สำหรับการฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารมหานครระดับต้น มีลักษณะการอบรมแบบไป–กลับ พักค้าง การดูงานต่างจังหวัด และต่างประเทศ ซึ่งรุ่นที่ 32 อบรมระหว่างวันที่ 20 มี.ค. – 15 มิ.ย. 61 และรุ่นที่ 33 อบรมระหว่างวันที่ 18 มิ.ย. – 31 ส.ค. 61 ผู้เข้ารับการฝึกอบรมประกอบด้วยข้าราชการกรุงเทพมหานครที่ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับชำนาญการ หรือประเภททั่วไป ระดับชำนาญงาน จากสังกัดสำนัก 40 คน และสำนักงานเขต 20 คน รวม 60 คน ต่อรุ่น นอกจากนี้ รุ่นที่ 32 และรุ่นที่ 33 ยังมีข้าราชการและพนักงานจากหน่วยงานต่างสังกัด โดยรุ่นที่ 32 มีจำนวน 4 คน ได้แก่ การประปานครหลวง การทางพิเศษแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และรุ่นที่ 33 จำนวน 6 คน ได้แก่ การประปานครหลวง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงมหาดไทย
กทม. MOU ร่วมกรมอนามัย ขับเคลื่อนการพัฒนาอนามัยสิ่งแวดล้อมในโรงพยาบาล
(20 มี.ค. 61) เวลา 09.00 น. นายพิชญา นาควัชระ รองปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการและแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงานตามมาตรฐาน Green & Clean Hospital ในกรุงเทพมหานคร ประจำปี 2561 และลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม Bangkok GREEN & CLEAN Hospital Plus (BKKGC+) ระหว่างกรุงเทพมหานคร และกรมอนามัย โดยนายแพทย์ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย โดยมีผู้บริหารสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง ผู้บริหารสำนักการแพทย์ และผู้เข้าร่วมการประชุมร่วมในพิธี ณ โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค เขตห้วยขวาง ซึ่งการประชุมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอนามัยสิ่งแวดล้อมในโรงพยาบาล โดยมุ่งเน้นการสุขาภิบาลที่ยั่งยืน เริ่มต้นจากการลดปริมาณขยะที่ต้นทาง การใช้ประโยชน์จากของเสีย การพัฒนาส้วม การลดใช้พลังงาน การจัดการสิ่งแวดล้อมที่ช่วยลดโลกร้อน อาหารปลอดสารพิษ การจัดให้มีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น รวมทั้งการพัฒนานวัตกรรมลดโลกร้อนในสถานพยาบาล
รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า สถานบริการสาธารณสุขเป็นหน่วยงานหลักที่ให้การบริการประชาชนทั้งด้านการป้องกัน รักษา และฟื้นฟู ในแต่ละวันจะมีกิจกรรมเป็นจำนวนมากซึ่งแต่ละกิจกรรมล้วนก่อให้เกิดของเสียอันได้แก่ ขยะติดเชื้อ ขยะทั่วไป ขยะอันตรายทางการแพทย์ สิ่งปฏิกูล น้ำเสีย ซึ่งของเสียเหล่านี้สามารถส่งผลกระทบต่อผู้รับบริการ ผู้ปฏิบัติงาน และต่อสิ่งแวดล้อมได้ กระทรวงสาธารณสุขได้ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว จึงมีนโยบายให้โรงพยาบาลทั่วประเทศดำเนินการตามมาตรฐาน GREEN & CLEAN Hospital เพื่อมุ่งเน้นการจัดการสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตร เพื่อป้องกันและลดผลกระทบต่อสุขภาพจากการดำเนินกิจกรรมของสถานพยาบาล
ด้าน รองปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า พื้นที่กรุงเทพมหานครมีโรงพยาบาลจำนวนมากทั้งที่สังกัดกรุงเทพมหานคร สังกัดเอกชน และสังกัดทบวง กรมอื่นๆ โดยโรงพยาบาลในสังกัดกรุงเทพมหานครทั้ง 10 แห่ง ต้องรองรับผู้มาใช้บริการกว่า 14,000 รายต่อวัน ดังนั้นโรงพยาบาลในพื้นที่กรุงเทพมหานครจึงเป็นแหล่งที่ก่อให้เกิดของเสียจำนวนมาก ซึ่งกทม. ได้ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าวจึงได้มีการกำหนดประเด็นนี้ไว้ในแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นที่มาของความร่วมมือกับสถาบันพัฒนาสุขภาวะเมือง กรมอนามัย ในการพัฒนาอนามัยสิ่งแวดล้อมในโรงพยาบาลในวันนี้ โดยหวังว่าความร่วมมือนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนชาวกรุงเทพมหานครที่มารับบริการ หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ ตลอดจนสิ่งแวดล้อมและประชาชนที่อยู่โดยรอบ
สำหรับการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในครั้งนี้ มีกรอบและแนวทางความร่วมมือดังนี้ ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันพัฒนาเกณฑ์ BKKGC+ พัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมในการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในสถานพยาบาล ตลอดจนพัฒนาและขับเคลื่อนการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในโรงพยาบาลและสถานพยาบาลในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และร่วมกันพัฒนาบุคลากรและวิชาการในการดำเนินงาน
โอกาสนี้ สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมืองได้มอบประกาศนียบัตรให้กับสำนักการแพทย์ กทม. ในฐานะที่เป็นองค์กรที่ร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงาน GREEN & CLEAN Hospital ในเขตเมือง มอบประกาศนียบัตรรับรองโรงพยาบาลที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานการจัดการมูลฝอยติดเชื้อในโรงพยาบาล ตามกฎกระทรวงว่าด้วยเรื่องการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อ พ.ศ. 2545 ประจำปี 2560 จำนวน 12 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี โรงพยาบาลราชวิถี สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี สถาบันมะเร็งแห่งชาติ สถาบันราชานุกูล สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา โรงพยาบาลเลิศสิน สถาบันประสาทวิทยาแห่งชาติ สถาบันโรคผิวหนัง โรงพยาบาลสงฆ์ และสถาบันพยาธิวิทยา และมอบประกาศนียบัตรรับรองโรงพยาบาลที่ผ่านมาตรฐาน GREEN & CLEAN Hospital ในกรุงเทพมหานคร ประจำปี 2560 ระดับดีมาก ได้แก่ โรงพยาบาล นพรัตนราชธานี โรงพยาบาลราชวิถี และสถาบันสุขภาพแห่งชาติมหาราชินี และระดับดี ได้แก่ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ สถาบันราชานุกูล สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา โรงพยาบาลเลิศสิน สถาบันประสาทวิทยา และสถาบันโรคผิวหนัง
นอกจากนี้ยังมีการเสวนาในหัวข้อการขับเคลื่อนงานสู่การเป็นโรงพยาบาลต้นแบบลดโลกร้อน Green & Clean Hospital การจัดแสดงนิทรรศการชุด “นวัตกรรมลดโลกร้อนในโรงพยาบาล” จากโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ สถานบันโรคทรวงอก สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี โรงพยาบาลกลาง โรงพยาบาลตากสิน
ปั้นนักบริหารด้านแพทย์และสาธารณสุข รองรับการบริหารจัดการแนวใหม่
(20 มี.ค. 61) นพ.พิชญา นาควัชระ รองปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรการพัฒนาผู้บริหารการเปลี่ยนแปลงทางการแพทย์และสาธารณสุข รุ่นที่ 1 ณ ห้องประชุมพิทยรักษ์ ชั้น 4 สำนักการแพทย์ ซึ่งกรุงเทพมหานครโดยสำนักการแพทย์จัดขึ้น เพื่อพัฒนาข้าราชการสายงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขที่ดำรงตำแหน่งผู้บริหาร สังกัดสำนักการแพทย์ และสังกัดมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ให้มีความรู้ความสามารถด้านการบริหารที่เหมาะสมกับบริบทและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง รวมถึงได้พัฒนาทักษะ แนวคิด สามารถบริหารจัดการ กำหนดทิศทาง กลยุทธ์ การดำเนินงาน และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการแพทย์และสาธารณสุขในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
สำหรับหลักสูตรการพัฒนาผู้บริหารการเปลี่ยนแปลงทางการแพทย์และสาธารณสุข รุ่นที่ 1 กำหนดจัดฝึกอบรมระหว่างวันที่ 20 มี.ค. - 1 มิ.ย. 61 รวม 50 วัน โดยมีบุคลากรสายงานด้านการแพทย์และสาธารณสุข สังกัดสำนักการแพทย์ และสังกัดคณะแพทยศาสตร์ วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ระดับชำนาญการ-เชี่ยวชาญ จำนวน 25 คน เข้าร่วมการฝึกอบรม หลักสูตรการฝึกอบรม ประกอบด้วย ภาควิชาการ ภาคการจัดทำรายงานการศึกษา ภาคการศึกษาดูงาน ภาคการสร้างเสริมภาวะผู้นำและจริยธรรม และภาคเสริมสร้างประสบการณ์นักบริหารสำหรับการวัดและประเมินผลการฝึกอบรม โดยมีผู้บริหารสำนักการแพทย์ ผู้บริหารกรุงเทพมหานคร และผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน เป็นวิทยากรตลอดการฝึกอบรม
รองปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การฝึกอบรมหลักสูตรดังกล่าวถือเป็นโอกาสดีที่ผู้เข้ารับการอบรมจะได้รับการพัฒนาศักยภาพภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านการแพทย์และสาธารณสุขให้มีองค์ความรู้ ทักษะ สมรรถนะทางการบริหารการเปลี่ยนแปลงที่เหมาะสมกับบริบทและสถานการณ์ปัจจุบัน สามารถปรับเปลี่ยนแนวคิดกระบวนทัศน์การบริหารจัดการแนวใหม่ที่ทันสมัย ทันต่อสภาวะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ต่อเนื่องในปัจจุบันและอนาคต รวมไปถึงการพัฒนาหลักคิด การนำนวัตกรรม เทคโนโลยีที่ทันสมัยมาบริหารจัดการองค์กรให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งผู้บริหารทุกคนต้องพัฒนาตนเองให้พร้อมที่จะรองรับภารกิจที่นับวันจะเพิ่มมากขึ้น ท่ามกลางกระแสการแข่งขันที่สูงขึ้น ในโอกาสนี้ขอให้ผู้เข้ารับการอบรมได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวคิดและประสบการณ์ร่วมกันให้เต็มที่ สิ่งสำคัญคือการทำความรู้จักกันไว้ให้มากที่สุดเนื่องจากในอนาคตจะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยทำให้งานสำเร็จและบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ได้ เนื่องจากจะช่วยในเรื่องการประสานงานด้านต่างๆ ทำได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น นอกจากนี้ขอให้ผู้เข้ารับการอบรมนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันและปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดประสิทธิภาพต่อไป
กทม. ตรวจมาตรการควบคุมฝุ่นละอองและคุณภาพเสียงโครงการต่อขยายสะพานอรุณอมรินทร์
(19 มี.ค. 61) นายพิชญา นาควัชระ รองปลัดกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ตรวจการควบคุมฝุ่นละอองและควบคุมคุณภาพเสียงโครงการต่อขยายสะพานอรุณอมรินทร์พร้อมทางขึ้น-ลง และทางยกระดับข้ามแยกศิริราช เพื่อติดตามสภาพแวดล้อมไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ โดยมีผู้บริหารสำนักการโยธา ผู้บริหารเขตบางกอกน้อย และผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่
รองปลัดกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า โครงการต่อขยายสะพานอรุณอมรินทร์พร้อมทางขึ้น-ลง และทางยกระดับข้ามแยกศิริราช ขณะนี้มีความคืบหน้า 26% ล่าช้ากว่าแผน 70% เนื่องจากผู้รับจ้างมีปัญหาอุปสรรคในการเข้าพื้นที่เพื่อเข้าปฏิบัติงาน ซึ่งต้องมีการขยายสัญญาการก่อสร้างออกไป คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน ธ.ค. 61 ทั้งนี้ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มีความห่วงใยในสุขภาพและอนามัยของประชาชน จึงได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบการทำงานและขอความร่วมมือบริษัทผู้รับจ้างให้ดำเนินมาตรการป้องกันฝุ่นละอองและควบคุมคุณภาพเสียงให้เป็นไปตามที่กรุงเทพมหานครกำหนด เพื่อป้องกันฝุ่นละอองและคุณภาพเสียงไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน เนื่องจากพื้นที่ก่อสร้างอยู่ใกล้ชุมชนและมีสภาพการจราจรที่ติดขัด อาจมีผลกระทบต่อประชาชนผู้อยู่อาศัยและผู้สัญจรไป-มา โดยได้มอบหมายให้สำนักงานเขตบางกอกน้อยและสำนักการโยธาติดตามการทำงานอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งให้คำแนะนำและแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ตลอดจนกำชับผู้รับจ้างให้เร่งดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อสภาพแวดล้อมและสุขภาพที่ดีของประชาชน
กทม. บูรณาการความร่วมมือ รพ.ศิริราช พัฒนาทำความสะอาดทางเท้าและท่อระบายน้ำ ย่านวังหลัง
(19 มี.ค. 61) นายพิชญา นาควัชระ รองปลัดกรุงเทพมหานคร ร่วมกิจกรรมพัฒนาทำความสะอาดทางเท้า ล้างท่อระบายน้ำบริเวณถนนวังหลัง ตั้งแต่แยกศิริราชถึงท่าน้ำพรานนก และชุมชนวังหลัง โดยมี ศาสตราจารย์นายแพทย์วิศิษฏ์ วามวานิชย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช ผู้บริหารโรงพยาบาลศิริราช ผู้บริหารเขตบางกอกน้อย เจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความสะอาดและสวนสาธารณะ เจ้าหน้าที่จากสำนักการระบายน้ำ เจ้าหน้าที่จากสำนักสิ่งแวดล้อม เจ้าหน้าที่แพทย์ พยาบาล ผู้แทนชุมชนวังหลัง ผู้ค้า ผู้ประกอบการ สถานีตำรวจนครบาลบางกอกน้อย และกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 109 ร่วมกิจกรรม
รองปลัดกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า กรุงเทพมหานคร บูรณาการความร่วมมือกับโรงพยาบาลศิริราช นำกำลังเจ้าหน้าที่เขตบางกอกน้อย เจ้าหน้าที่จากสำนักการระบายน้ำ เจ้าหน้าที่จากสำนักสิ่งแวดล้อม เจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลศิริราช และหน่วยงานเกี่ยวข้องพร้อมอุปกรณ์ทำความสะอาด จำนวน 300 คน รถฉีดน้ำแรงดันสูง จำนวน 2 คัน รถดูดล้างทำความสะอาดท่อระบายน้ำ (รถดูดเลน) จำนวน 3 คัน รถดูดและจัดเก็บไขมัน จำนวน 1 คัน ร่วมพัฒนาทำความสะอาดทางเท้า ถนน และท่อระบายน้ำ บริเวณถนนวังหลัง ตั้งแต่แยกศิริราชถึงท่าน้ำพรานนก และชุมชนวังหลัง ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร เพื่อพัฒนาสภาพแวดล้อม เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและแก้ไขปัญหาไขมันอุดตันท่อระบายน้ำ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าว มีผู้ประกอบการและร้านจำหน่ายอาหารจำนวนมาก อาจมีคราบอาหารไขมันไหลสู่ท่อระบายน้ำสาธารณะ หรือทิ้งลงถังขยะโดยไม่มีการกำจัดอย่างถูกสุขลักษณะ ทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในแหล่งน้ำ เพราะออกซิเจนในน้ำลดลง เป็นปัญหาน้ำเน่าเสีย มีกลิ่นเหม็น เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของเชื้อโรคและไขมันอุดตันท่อระบายน้ำ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำและการป้องกันน้ำท่วม พร้อมกันนี้ กรุงเทพมหานครได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการและชุมชนในพื้นที่ไม่ทิ้งขยะและเศษอาหารที่มีไขมันลงท่อระบายน้ำเพื่อป้องกันปัญหาท่อระบายน้ำอุดตัน และสุขอนามัยที่ดีของทุกคน







