posttoday
มหิดล-รามาฯ จับมือเอกชน ดันโครงการ “โรคมะเร็ง” รู้เร็ว..รักษาได้

มหิดล-รามาฯ จับมือเอกชน ดันโครงการ “โรคมะเร็ง” รู้เร็ว..รักษาได้

15 มิถุนายน 2560

สถาบันแพทย์จับมือเอกชน ดันประเทศไทยสู่ความร่วมมือการรักษา ด้วยวิทยาศาสตร์ชีวภาพ โดยเฉพาะการวินิจฉัย “โรคมะเร็ง” รู้เร็ว..รักษาได้

สถาบันแพทย์จับมือเอกชน ดันประเทศไทยสู่ความร่วมมือการรักษา ด้วยวิทยาศาสตร์ชีวภาพ โดยเฉพาะการวินิจฉัย “โรคมะเร็ง” รู้เร็ว..รักษาได้

ปัญหาด้านสุขภาพ เป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญเป็นเรื่องแรก ๆ ทว่าเมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ประชากรชาวโลก ต้องเผชิญหน้ากับโรคร้ายนานาชนิดที่แพร่ระบาดคร่าชีวิตผู้คนจำนวนมหาศาล สิ่งที่แพทย์ทั่วโลกต่างวิตกกังวลคือ ภาวะโลกร้อน อุณหภูมิโลกที่แปลเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่องในรอบหลายทศวรรษกำลังส่งผลให้สมดุลทางชีววิทยาในระบบนิเวศน์ได้รับผลกระทบอย่างหนัก

ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทำให้เกิดโรคอุบัติใหม่เพิ่มขึ้นมากมาย องค์การอนามัยโลก ( World Health Organization – WHO) รายงานว่า ประชากรโลกจะต้องเผชิญกับโรคติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น ทั้งจากโรคติดเชื้อเก่าที่จะกลับมาอีกกว่า 180 โรค และโรคที่เกิดขึ้นใหม่ โดยเฉพาะโรคติดเชื้อ ยังไม่รวมถึงโรคสำคัญอย่างมะเร็ง ซึ่งแพทย์ระบุว่า เป็นโรคที่มีปัจจัยเสี่ยงจากสิ่งแวดล้อมภายนอกร่างกาย สารก่อมะเร็งที่ปนเปื้อน ในอาหาร อากาศ เครื่องดื่ม ยารักษาโรค ฯลฯ รวมทั้งการได้รับรังสี เชื้อไวรัส แบคทีเรีย และพยาธิบางชนิด หรือ ปัจจัยภายในร่างกาย เช่น ความผิดปกติทางพันธุกรรม ความบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกัน และภาวะทุพโภชนา ฯลฯ ด้วยเหตุนี้ งานวิจัยทางการแพทย์จึงจำเป็นที่จะต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่องเช่นกันเพื่อให้เท่าทันโรค

บริษัท ไคอาเจน เอ็น วี บริษัท โฮลดิ้ง ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเล็งเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ โดยมุ่งมั่น ขับเคลื่อนธุรกิจการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพและการดูแลสุขภาพ โดยให้ผู้ใช้บริการเข้าใจและเข้าถึงการรักษาในระดับโมเลกุล ได้ขยายความร่วมมือกับโรงพยาบาลรามาธิบดีและมหาวิทยาลัยมหิดล จัดตั้งศูนย์ความร่วมมือสำหรับเทคนิคทางด้านชีวโมเลกุลเพื่อเผยแพร่ข้อมูลเชิงลึก เริ่มต้นจาก ถอดรหัสพันธุกรรมในการรักษาโรคมะเร็งและมาลาเรีย

นายวิลเลียม ลิน ผู้อำนวยการฝ่ายการพาณิชย์ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท ไคอาเจน (ประเทศไทย) จำกัด ให้ข้อมูลว่าในโอกาสนี้บริษัทได้ร่วมมือกับคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล จัดตั้งศูนย์ความร่วมมือสำหรับเทคนิคทางด้านชีวโมเลกุล  และร่วมมือกับโรงพยาบาลรามาธิบดี  เพื่อศึกษาข้อมูลในเชิงลึกเกี่ยวกับจีโนมจากเทคโนโลยีการถอดรหัสพันธุกรรม (Next generation sequencing: NGS) เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมความสัมพันธ์ร่วมกับทีมวิจัยวิทยาศาสตร์ชีวภาพและผู้รับบริการด้านสุขภาพ

“เราภูมิใจที่จะสานต่อความมุ่งมั่นที่มีต่อประชาชนชาวไทย ซึ่งกว่า 16 ปีที่เราได้เสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับสถาบันการแพทย์และหน่วยงานภาครัฐ ในการเปิดสำนักงานใหม่ในกรุงเทพ เรายังนำเสนอการร่วมมือกับสององค์กรทางการแพทย์ชั้นนำของประเทศไทย โดยเรามุ่งหวังจะส่งมอบนวัตกรรมโซลูชั่น Sample to Insight สำหรับการทดลองด้านชีวโมเลกุลซึ่งรวมทั้งโซลูชั่น ไคอาเจน เอ็นจีเอส (QIAGEN NGS) ของเรา เพื่อพัฒนาคุณภาพการใช้ชีวิตของผู้คนให้ดียิ่งขึ้น”

 

มหิดล-รามาฯ จับมือเอกชน ดันโครงการ “โรคมะเร็ง” รู้เร็ว..รักษาได้ นายวิลเลียม ลิน

 

มหิดล-รามาฯ จับมือเอกชน ดันโครงการ “โรคมะเร็ง” รู้เร็ว..รักษาได้

สำหรับ ศ.ดร.วสันต์ จันทราทิตย์ หัวหน้าศูนย์จีโนมทางการแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า เพื่อให้การรักษาและคัดกรองโรคมะเร็งมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อันนำไปสู่การลดจำนวนผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากการเป็นโรคมะเร็ง โรงพยาบาลรามาธิบดีจึงได้ร่วมกับองค์กรเอกชนในการศึกษาข้อมูลในเชิงลึกเกี่ยวกับจีโนมจากเทคโนโลยีการถอดรหัสพันธุกรรม (Next generation sequencing: NGS) อันเป็นที่มาของการการนำ “โซลูชั่น QIAGEN NGS เทคโนโลยีการถอดรหัสพันธุกรรมความไวสูง ที่สามารถวิเคราะห์เนื้อเลือดหรือตัวอย่างเนื้อเยื่อ เพื่อระบุการกลายพันธุ์ในระดับยีนได้อย่างแม่นยำ และสามารถประเมินค่าความเสี่ยงของมะเร็งได้ทุกระยะ  ช่วยให้ทีมแพทย์สามารถประเมินวิธีการรักษาที่ดีที่สุด นับเป็นความก้าวหน้าของนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง ซึ่งโรงพยาบาลได้นำนวัตกรรมโซลูชั่น ไคอาเจน NGS ถือเป็นนวัตกรรมล่าสุดของการตรวจโรคมะเร็ง เพื่อมาใช้ในการวินิจฉัยโรคมะเร็งด้วยการตรวจเลือดและการตัดชิ้นเนื้อมาแล้ว 2 ปี โดยนวัตกรรมดังกล่าวสามารถตรวจโรคมะเร็งได้ทุกระยะ และมีความแม่นยำสูง

“การวินิจฉัยโรคมะเร็งหากสามารถตรวจพบได้เร็ว และมีความแม่ยำในการประเมินผล ก็จะสามารถรักษาให้หายได้ ดังนั้นการแสวงหาแนวทางการรักษาใหม่ๆ ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ก้าวทันโรค ก็จะสามารถลดความเสี่ยงและรักษาชีวิตของผู้ป่วยได้ได้อย่างทันท่วงที อย่างไรก็ตามการวินิฉันเพื่อการรักษาโรคมะเร็งนั้นสามารถใช้ได้หลายแนวทางประกอบกันตั้งแต่การตรวจเลือด การทดสอบเนื้อเยื่อ การตัดชิ้นเนื้อ ขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วยที่มาพบแพทย์ แต่ด้วยนวัตกรรมล่าสุดไคอาเจน เอ็นจีเอสก็ทำให้การวินิจฉัยเป็นไปได้แม่นยำขึ้น”  ศ.ดร.วสันต์ กล่าว

ดร.หวัง หงุ่ยตระกูล ภาควิชาชีวโมเลกุลและพันธุศาสตร์โรคเขตร้อน คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลว่า ในส่วนของความร่วมมือระหว่าง ไคอาเจนกับเวชศาสตร์เขตร้อนนั้น เราได้ก่อตั้งเพื่อเป็นศูนย์กลางในการถ่ายทอดข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับจีโนมที่เป็นประโยชน์ในการวินิจฉัยโรคมาลาเรียและโรคอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโรคอย่างต่อเนื่อง และจากที่เคยได้ร่วมกับทีมวิจัยเชิงวิเคราะห์ที่ผ่านมานั้น พบว่าโรคมาลาเรียมีฤทธิ์ตกค้างในพื้นที่ต่างๆ เพิ่มสูงขึ้น โดยมีสาเหตุมาจากพาหะของโรคที่ไม่แสดงอาการทั้งหลาย จึงนับเป็นโอกาสสำคัญของความร่วมมือของภาควิชาการและอุตสาหกรรม ที่จะเดินหน้างานค้นคว้าใหม่ๆ เพื่อถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับเทคนิคทางด้านชีวโมเลกุลเพื่อรับมือกับโรคนี้ในอนาคต สู่นักวิจัยรุ่นต่อ ๆ ไป

 

มหิดล-รามาฯ จับมือเอกชน ดันโครงการ “โรคมะเร็ง” รู้เร็ว..รักษาได้ ดร.หวัง หงุ่ยตระกูล

ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิง ธัญนันท์ เรืองเวทย์วัฒนา สาขาวิชาอายุรศาสตร์มะเร็งวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่าศูนย์จีโนมทางการแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดีได้รับความร่วมมือด้านโซลูชั่น ไคอาเจน NGS ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการถอดรหัสพันธุกรรมความไวสูงที่จะช่วยในการวิเคราะห์เลือดหรือตัวอย่างเนื้อเยื่อ เพื่อระบุการเปลี่ยนแปลงในระดับยีน ซึ่งจะช่วยให้แพทย์ประเมินวิธีการรักษาที่ดีที่สุด ซึ่งคาดหวังว่าการร่วมมือครั้งนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการวินิจฉัยผู้ป่วยให้เข้าถึง การรักษาแบบที่ทางการแพทย์จะเรียกว่า การรักษาแบบตรงจุด หรือแบบมุ่งเป้า (Targeted therapy)

ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิงธัญนันท์ ชี้ว่าในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์และหมอมะเร็งได้ค้นพบว่าการเกิดมะเร็งปอดนั้นเกิดจากหลายปัจจัย และหนึ่งในปัจจัยเหล่านั้นในผู้ป่วยบางรายมีลักษณะทางพันธุกรรมหรือยีนในร่างกายที่เกิดการกลายพันธุ์ไป ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ในครอบครัว ยีนที่พบว่ามีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งปอดนั้น ขณะนี้มีหลักๆ อยู่สองชนิด คือการกลายพันธุ์ของ Epidermal Growth Factor Receptor (EGFR) ซึ่งในคนผิวขาวพบได้ 10-20% แต่ในคนเอเซียพบได้ถึง 50-70% โดยพบมากในคนที่ไม่สูบบุหรี่หรือเลิกสูบบุหรี่มานานมากกว่า 10 ปีขึ้นไป ความผิดปกติอีกชนิดหนึ่ง คือ การสลับที่และรวมกันของยีน Echinoderm microtubule-associated protein-like 4 fused with the anaplastic lymphoma kinase (EML4-ALK fusion gene) พบได้ประมาณ 5-7% และส่วนมากพบในผู้ป่วยที่ไม่สูบบุหรี่เช่นกัน ผู้ป่วยมะเร็งปอดที่สูบบุหรี่มักจะไม่พบความผิดปกติของยีน 2 ชนิดนี้ ปัจจุบันสามารถตรวจความผิดปกติของยีนทั้ง 2 ชนิดนี้ได้จากชิ้นเนื้อมะเร็งปอดที่เราทำการผ่าตัดหรือเจาะออกมาตรวจ และการมียาที่ใช้ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของมะเร็งปอดแบบจำเพาะกับผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของยีน 2 ชนิดนี้

ถือเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมด้านการแพทย์ที่สามารถช่วยวินิจฉัยไปพร้อมกับการรักษาที่มีประสิทธิภาพ เชื่อว่าจะสามารถทำให้คุณภาพชีวิตของคนไทยดีขึ้น และนับเป็นความหวังที่มีค่าสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง

 

มหิดล-รามาฯ จับมือเอกชน ดันโครงการ “โรคมะเร็ง” รู้เร็ว..รักษาได้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิง ธัญนันท์ เรืองเวทย์วัฒนา

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน