
วิถีแห่งความสุขที่พ่อสอน ณ น่าน
จังหวัดน่าน ดินแดนแห่งล้านนาตะวันออก
จังหวัดน่าน ดินแดนแห่งล้านนาตะวันออก
“จังหวัดน่าน” เป็นหนึ่งใน 8 ของกลุ่มจังหวัดเอกลักษณ์ล้านนาแท้ๆ และตั้งอยู่ทางตะวันออกสุดของประเทศ ทำให้กล่าวได้ว่าน่านเป็นดินแดนแห่งล้านนาตะวันออก อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครโดยทางรถยนต์ประมาณ 668 กิโลเมตร มีความเก่าแก่รุ่นเดียวกับกรุงสุโขทัย มีวัฒนธรรมอันสูงค่า ธรรมชาติอันสวยงามและเงียบสงบ อยู่ในอ้อมกอดของขุนเขาและต้นไม้เขียวชอุ่ม บรรยากาศปลอดโปร่ง บริเวณโดยรอบสมบูรณ์ด้วยพรรณไม้นานาชนิด กลมกลืนกับลักษณะของพื้นที่ที่เป็นหุบเขา เสมือนบ้านเล็กในป่าใหญ่ น่านมีพื้นที่ไม่ใหญ่ไม่เล็กนัก ประมาณเกือบ 11,500,000 ตารางกิโลเมตร หรือราว 7,170,045 ไร่ สภาพพื้นที่โดยทั่วไปเป็นเทือกเขาและเนินเขาที่เป็นแบบลอนลูกคลื่น คิดเป็นพื้นที่ถึงร้อยละ 87.20 ของพื้นที่ทั้งหมด ภูเขาเหล่านี้เป็นเสมือนดังกำแพง โอบล้อมทุกด้านและยังเป็นเมืองปิดที่ไม่ใช่เป็นทางผ่านไปสู่จังหวัดจุดหมายปลายทาง จึงทำให้เมืองน่านยังคงความเงียบสงบเป็นตัวของตัวเอง ปลอดจากความแปลกปลอมของสังคมเมืองที่คอยจะแทรกเข้าไปทำลายความสุขสงบของท้องถิ่น และน่าน ดูจะเป็นเมืองแห่งขุนเขาแห่งสุดท้ายของภาคเหนือ ที่ยังคงความเป็นตัวของตัวเองไม่เสื่อมคลาย
อาณาเขตโดยรอบของจังหวัดน่าน
ทิศเหนือ ประกอบด้วย อำเภอเชียงกลาง อำเภอปัว มีอำเภอทุ่งช้าง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ อำเภอบ่อเกลือ ที่มีพื้นที่ติดต่อกับเขตเศรษฐกิจพิเศษ เชียงฮ่อน - หงสา (สปป.ลาว )
ทิศตะวันออก ประกอบด้วย อำเภอภูเพียง อำเภอสันติสุข โดยมีอำเภอแม่จริม อำเภอเวียงสา มีพื้นที่ติดต่อกับแขวงไชยบุรี (สปป.ลาว)
ทิศใต้ ประกอบด้วย อำเภอนาน้อย อำเภอนาหมื่น มีพื้นที่ติดต่อกับจังหวัดอุตรดิตถ์ อำเภอนาน้อย และอำเภอเวียงสา มีพื้นที่ติดต่อกับจังหวัดแพร่
ทิศตะวันตก ประกอบด้วย อำเภอบ้านหลวง อำเภอท่าวังผา และอำเภอสองแควมีพื้นที่ติดต่อกับจังหวัดพะเยาโดยทิศเหนือ และทิศตะวันออก มีอาณาเขตติดต่อกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว( สปป.ลาว ) เป็นระยะทางยาวประมาณ 227 กม.
การเดินทาง
1. รถยนต์
จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 32 จนถึงจังหวัดนครสวรรค์ แล้วใช้ทางหลวงหมายเลข 17 ไปจนถึง จังหวัดพิษณุโลก จากนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข 11 โดยจะผ่านจังหวัดอุตรดิตถ์และอำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ แล้วใช้ทางหลวงหมายเลข 101 ผ่านจังหวัดแพร่ไปจนถึงจังหวัดน่าน รวมระยะทางประมาณ 668 กิโลเมตร
2. รถประจำทาง
มีรถประจำทางปรับอากาศสายกรุงเทพฯ-น่าน ออกจากสถานีขนส่งสายเหนือ (หมอชิต 2) ถนนกำแพงเพชร 2 ทุกวัน วันละหลายเที่ยว ทั้งรถโดยสารแบบธรรมดาและปรับอากาศ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 9-10 ชั่วโมง
3. เครื่องบิน
ท่าอากาศยานดอนเมือง
* สายการบิน นกแอร์ ให้บริการ 3 เที่ยวบินต่อวัน
* สายการบิน ไทยแอร์เอเชีย ให้บริการ 2 เที่ยวบินต่อวัน
ท่าอากาศยานเชียงใหม่
* สายการบิน กานต์แอร์ ให้บริการ 2 เที่ยวบินต่อสัปดาห์
ประชากร ประมาณ 479,812 คน (ข้อมูลเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2559)
จังหวัดน่านถือเป็นหนึ่งจังหวัดที่เหมาะสมต่อการจัดการประชุมสัมมนาและการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัลในประเทศหรือโดเมสติกไมซ์ (Domestic MICE) ด้วยศักยภาพของโรงแรมที่พัก เอกลักษณ์ทางการท่องเที่ยว ธรรมชาติที่สวยงาม โครงการในพระราชดำริที่สำคัญต่างๆ และสถานที่การจัดประชุมที่สามารถรองรับการประชุมขนาดเล็ก – กลางได้
ข้อมูลประกอบสถานที่ที่น่าสนใจ
โครงการปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ บ้านน้ำป้าก อ.ท่าวังผา จ.น่าน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงให้ความสำคัญกับน้ำเป็นอันดับแรก เพราะเมื่อมีน้ำเพียงพอประชาชนก็สามารถต่อยอดไปได้มากมาย จังหวัดน่าน เป็นจังหวัดที่เคยมีปัญหาการทำลายป่าอย่างรุนแรง สภาพแวดล้อมเป็นเขาสูงชัน ไม่มีน้ำเพียงพอ และจากเหตุอุทกภัยในปี พ.ศ. 2551 ทำให้เกิดดินโคลนถล่มรุนแรงและน้ำป่าไหลหลาก เนื่องจากพื้นดินมีความลาดชันสูง สร้างความเสียหายครั้งใหญ่ให้บ้านเรือน ไร่นา สัตว์เลี้ยงและชีวิตราษฎร จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2552 ได้เกิดโครงการปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ บ้านน้ำป้ากขึ้น เพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนาแหล่งน้ำด้วยการรณรงค์ให้ประชาชนร่วมกันพัฒนาแหล่งน้ำ วางระบบท่อส่งน้ำ ปรับปรุงฝายที่มีอยู่เดิม สร้างฝายใหม่ชะลอการไหลของน้ำในร่องห้วยสาขาต่างๆ ในฤดูน้ำหลาก สร้างฝายใหม่เพิ่มอีก 7 ฝาย ซ่อมแซมของเดิม 4 ฝาย พร้อมสร้างบ่อพวงเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในการเกษตร นอกจากนี้ยังมีการทำนาขั้นบันได และส่งเสริมอาชีพต่างๆ เพื่อให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งการดำเนินโครงการทั้งหมดเป็นการให้ชาวบ้านมามีส่วนร่วม เป็นอีกหัวใจหนึ่งในแนวพระราชดำริที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงพระราชทานไว้คือ ระเบิดจากข้างใน หมายความว่าชาวบ้านจะต้องมีความต้องการพัฒนาและเข้ามาร่วมเป็นเจ้าของงาน ซึ่งภายหลังจากการพัฒนาใน จ.น่านแล้ว ยังนำแนวทางไปพัฒนาในจังหวัดอื่นๆ ได้แก่ อุดรธานี กาฬสินธุ์ อุทัยธานี และเพชรบุรี ทำให้พื้นที่ต้นแบบทั้ง 5 จังหวัดมีพื้นที่รับน้ำได้เพิ่มมากขึ้นถึง 2,000 ไร่
การดำเนินโครงการ
พื้นที่บ้านน้ำป้ากนั้นอยู่ในแผนการพัฒนา แบบ 3:3:3 รอด พอเพียง และยั่งยืน โดยเลข 3 คือจำนวนปี ช่วง 3 ปีแรก จะทำอย่างไรให้ชาวบ้านอยู่รอด มีข้าวพอกิน ทางโครงการฯ จึงสร้างฝาย ปรับที่นาเป็นขั้นบันได ซึ่งประสบความสำเร็จในการทำให้ชาวบ้านรอด 3 ปีต่อมาให้ชาวบ้านพอเพียง พัฒนาโดยการปลูกป่าในสามพื้นที่ คือ อ.ท่าวังผา อ.เฉลิมพระเกียรติ และ อ.สองแคว จำนวน 250,000 ไร่ เพื่อแก้ปัญหาเขาหัวโล้น และลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพด โดยแบ่งพื้นที่ป่าเป็น 70 : 30 โดย 70 เป็นพื้นที่ป่า อีก 30 เป็นพื้นที่ประชาชนทำอาชีพตามศาสตร์พระราชา ภายใต้แนวคิด
ว่าจะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามแนวพระราชดำริ บริหารจัดการเพื่อชุมชน โดยชุมชน และ สุดท้ายจะนำไปสู่ความยั่งยืน เป็นการปรับปรุงฟื้นฟูและจัดการระบบน้ำการเกษตรและปรับปรุงดิน โดยเอาแนวทางการพัฒนามาจากโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในที่สุดจึงได้มีการทำฝายและระบบส่งน้ำ บ่อเก็บน้ำ เพื่อกระจายไปยังไร่นาทั่วที่ทำกิน โดยมีชาวบ้านเป็นผู้ลงแรง และทางโครงการเป็นผู้สนับสนุนเงินทุน สนับสนุนองค์ความรู้ และวัสดุอุปกรณ์
ช่วง 4 ปีแรกจากที่ชาวบ้านประสบอุทกภัย ไม่สามารถทำนาทำไร่ได้เลย กว่า 217 ครัวเรือนสามารถปลูกข้าวได้เพิ่มจาก 37 ไร่ เมื่อปี พ.ศ. 2551 เป็น 810 ไร่ พร้อมทั้งประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่า ทำให้ชาวบ้านที่ไปขาย แรงงานต่างถิ่นพากันคืนกลับถิ่น สถิติล่าสุดมีตัวเลขผู้ไปประกอบอาชีพต่างเมืองเพียง 3% เท่านั้น
กิจกรรมศึกษาดูงานในโครงการ
* สภาพหลังการพัฒนาฝายน้ำเพื่อการเกษตร
* แปลงเกษตรกรตัวอย่างที่ได้รับผลประโยชน์จากฝาย
* ชมวิธีการทำฝายของชาวบ้านที่ว่างเว้นจากการ ทำงานฝีมือจักสาน (มีให้ชมประมาณเดือน มี.ค.- มิ.ย.ก่อนถึงฤดูฝน)
กิจกรรมเพื่อสังคม
* ปลูกป่าเพื่ออนุรักษ์ต้นน้ำลำธาร (มีให้ชมประมาณเดือน มี.ค.- มิ.ย.ก่อนถึงฤดูฝน)
* ร่วมทำฝายชะลอน้ำ (มีให้ชมประมาณเดือน มี.ค.- มิ.ย.ก่อนถึงฤดูฝน)
สิ่งอำนวยความสะดวกเชิงไมซ์
* ที่พัก มี 2 รูปแบบคือ กางเต็นท์ภายในพื้นที่ของบ้านน้ำป้าก (ต้องเตรียมเต็นท์ไปเอง)
* พักร่วมกับชาวบ้านในรูปแบบโฮมสเตย์ แนะนำหมู่บ้านที่อยู่ใกล้และเดินทางสะดวก คือหมู่บ้านน้ำป้าก และบ้านห้วยธนู
* มีห้องประชุม 1 ห้อง รองรับได้สูงสุด 80 คน
* ลานจอดรถ จอดได้ 10 คัน / ห้องน้ำ 5 ห้อง







