
เชี่ยวชาญทั้งระบบ ตอบโจทย์ทุกการรักษา ดูแลแบบองค์รวมอย่างใส่ใจที่ “บำรุงราษฎร์”
ทำให้โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์กลายโรงพยาบาลเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ในยุคที่เทคโนโลยีพัฒนาก้าวไกล รูปแบบการใช้ชีวิตประจำวัน สภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย หรือแม้แต่วิถีการรับประทานอาหาร ก็เปลี่ยนแปลงแตกต่างไปจากในอดีต รวมถึงพันธุกรรมโรคที่ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่นอาจทวีความรุนแรงมากขึ้นตามปัจจัยเสี่ยง ฯลฯ เหล่านี้ล้วนส่งผลให้ลักษณะของโรคในผู้ป่วยแต่ละคนซับซ้อนแตกต่างกัน แม้จะเจ็บป่วยด้วยโรคเดียวกันก็ตาม
ขณะที่ทางเลือกในการรักษาก็มีหลากหลาย ซึ่งผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยเลือกหาความรู้จากอินเตอร์เน็ตและสังคมโซเชียล มาใช้ดูแลสุขภาพและรักษาโรคต่าง ๆ หรือขอรับคำปรึกษาจากสถานพยาบาลขั้นต้น เช่น คลินิก กระทั่งปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แต่นั่นอาจไม่ใช่วิธีการที่ดีเพียงพอ หากต้องรับมือกับอาการเจ็บป่วยในปัจจุบัน
ฉะนั้น การรักษาที่มีคุณภาพได้มาตรฐานและครอบคลุมทั้งระบบ เชื่อมโยงตั้งแต่ขั้นตอนการตรวจวินิจฉัย ให้คำปรึกษา เลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสม จนถึงการติดตามผลหลังการรักษา จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะต้องอาศัยความรู้ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญของแพทย์แต่ละสาขา ทั้งยังจำเป็นต้องมีบุคลากรทางการแพทย์จากหลากหลายสาขาวิชาชีพที่ชำนาญการเฉพาะทาง คอยสนับสนุนการทำงานของแพทย์ในทุกขั้นตอน เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดี และสามารถดำรงชีวิตได้ยาวนานมากขึ้น
เป็นที่มาของการสร้างมาตรฐานการรักษาและดูแลผู้ป่วยของ “โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์” โดยทางโรงพยาบาลวางแผนการรักษาอย่างเป็นระบบ มุ่งเน้นความเชี่ยวชาญของบุคลากรทางการแพทย์แบบองค์รวม ผนวกเข้ากับเทคโนโลยีการแพทย์ที่ทันสมัยเพื่อให้เกิดผลการรักษาที่ดียิ่งขึ้น สามารถตอบสนองอาการของผู้ป่วยเฉพาะรายได้อย่างตรงจุด จนได้รับการยอมรับจากนานาชาติให้เป็นโรงพยาบาลแห่งแรกในเอเชียที่ได้รับรองมาตรฐาน Joint Commission International (JCI) และเป็นโรงพยาบาลเอกชนแห่งแรกในประเทศไทยที่ได้รับการประกาศรับรองคุณภาพโรงพยาบาลไทย (Hospital Accreditation - HA)
นพ.นำ ตันธุวนิตย์ ผู้อำนวยการด้านบริหาร และผู้อำนวยการด้านการแพทย์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวถึงการเลือกวิธีรักษาอาการเจ็บป่วยไว้ว่า ผู้ป่วยโดยเฉพาะผู้สูงวัยที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากสังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งคาดว่าในปี 2583 ประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปี ถึง 20 ล้านคน และโดยเฉลี่ยแต่ละคนต้องดำรงชีวิตต่ออีก 20-30 ปี หรือ 1 ใน 3 ของชีวิต ดังนั้น ควรเลือกรักษากับสถานพยาบาลที่ให้การรักษาแบบครอบคลุมทั้งระบบเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการรักษาที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ให้ความสำคัญ และเปิด “คลินิกสุขภาพผู้สูงอายุนิวไลฟ์” เพื่อรองรับการรักษาในจุดนี้โดยเฉพาะ
โดยคลินิกสุขภาพผู้สูงอายุนิวไลฟ์ของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ให้บริการรักษาแบบองค์รวมแก่ผู้สูงอายุ ตั้งแต่การดูแลสุขภาพทั่วไป ให้คำปรึกษาเฉพาะทางที่เกี่ยวกับโรคเรื้อรังต่าง ๆ อย่างเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคที่เกี่ยวข้องกับอายุที่เพิ่มขึ้น เช่น โรคพาร์กินสัน สมองเสื่อม กระดูกพรุน ข้อเสื่อม ปัญหาในการควบคุมการขับถ่าย การทรงตัว การเคลื่อนไหว รวมถึงปัญหาทางด้านโภชนาการ เบื่ออาหาร น้ำหนักลดจน ตลอดจนการดูแลเชิงป้องกัน โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ และบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางการบริการ
“ผู้สูงอายุ 1 คน ต้องการการดูแลจากแพทย์ในองค์รวม ไม่ใช่แค่แพทย์เฉพาะทางโรคใดโรคหนึ่ง ทางโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์จึงให้ผู้สูงอายุแต่ละคนเป็นศูนย์กลาง ก่อนนำทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในหลายสาขา ทำการรักษาร่วมกับทีมพยาบาล เภสัชกร นักโภชนาการ และนักกายภาพบำบัดชำนาญการ โดยทุกฝ่ายทำงานประสานกันเพื่อสร้างความมั่นใจว่าทุกปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุจะได้รับการดูแลที่สัมพันธ์กัน เช่น ประเมินภาวะสุขภาพอย่างครอบคลุมโดยผู้เชี่ยวชาญ โดยเน้นสภาวะโดยทั่วไปของผู้สูงอายุ ประเมินความเสี่ยงด้านภาวะทุพโภชนาการ การลื่นหกล้มและวิธีป้องกันความเสี่ยงนั้น จากนั้น ตรวจคัดกรองภาวะการสูญเสียความจำก่อนวัยอันควรและภาวะซึมเศร้า มีระบบบริหารปริมาณยาที่เหมาะสมและส่งผลกระทบต่อตัวผู้ป่วยน้อยที่สุด และให้คำปรึกษาถึงการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมภายในบ้านเพื่อความปลอดภัยของผู้สูงวัย รวมถึงหนังสือยินยอมในการรักษาระยะสุดท้ายและการดูแลแบบประคับประคอง เป็นต้น” ผู้บริหารโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าว
อีกปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์แตกต่างจากสถานพยาบาลอื่น ๆ ในเรื่องการรักษาแบบองค์รวม นพ.นำ ระบุว่า คือสร้างและพัฒนาบุคลากรทุกภาคส่วนของโรงพยาบาล ให้กลายเป็นฟันเฟืองช่วยขับเคลื่อนระบบให้ดำเนินไปอย่างสมบูรณ์ โดยผนวกความรู้ความสามารถของบุคลากรของโรงพยาบาลกับนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อยกระดับการดูแลรักษาผู้ป่วยให้ดียิ่งขึ้น ซึ่ง “ศูนย์ฝึกทักษะการดูแลผู้ป่วยด้วยสถานการณ์เสมือนจริง” หรือ “Simulation Training Center” คือเครื่องมือช่วยฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ให้เกิดความชำนาญในการดูแลผู้ป่วย และสามารถปฏิบัติงานได้อย่างปลอดภัยในทุกขั้นตอน
“ศูนย์ฝึกทักษะการดูแลผู้ป่วยเสมือนจริงนี้ ประกอบด้วยหุ่นผู้ป่วยจำลองทั้งเด็กเล็กและผู้ใหญ่ที่สามารถแสดงอาการปกติ เริ่มป่วย จนถึงขั้นวิกฤติ ผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้มากกว่า 60 สถานการณ์ อาทิ เสียงหัวใจ เสียงปอด ชีพจร สั่นชัก อาการเขียวที่ปลายเล็บมือเล็บเท้า ฯลฯ นอกจากนี้ ภายในห้องฝึกยังจัดเตรียมสถานที่และอุปกรณ์ทางการแพทย์เช่นเดียวกับห้องพักผู้ป่วยในโรงพยาบาล พร้อมด้วยระบบคอมพิวเตอร์คุณภาพสูง ฯลฯ ทั้งหมดช่วยสร้างความคุ้นเคยให้บุคลากรทางการแพทย์ นำไปสู่ความพร้อมการปฏิบัติงานในสถานการณ์จริง” ผู้อำนวยการด้านการแพทย์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ แจงเพิ่มและกล่าวด้วยว่า
“เชื่อว่าทุกโรงพยาบาลต่างเฟ้นหานวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยและดีที่สุด มาใช้รักษาผู้ป่วยให้กลับมามีคุณภาพชีวิตเหมือนเดิม แต่สิ่งที่สำคัญและเป็นกุญแจแห่งความสำเร็จ ในการดูแลผู้ป่วยในแบบที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ทำก็คือการทำงานสอดประสานกันอย่างลงตัว ระหว่างแพทย์ที่เปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ และบุคลากรที่ทำงานด้วยความทุ่มเท รวมถึงเทคโนโลยีที่คัดสรรอย่างดีที่สุด โดยทั้งหมดทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเพื่อให้การรักษาผู้ป่วยได้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยม” นพ.นำ กล่าวสรุป
กล่าวได้ว่านับตั้งแต่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เปิดบริการในปี พ.ศ.2523 ถึงวันนี้ การพัฒนาในทุกด้านอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์กลายโรงพยาบาลเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สามารถให้บริการผู้ป่วยในได้ถึง 580 เตียง มีศูนย์แพทย์เฉพาะทางกว่า 30 ศูนย์ โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกว่า 1,200 คน และบุคลากรจากหลากหลายสาขาวิชาชีพรวมถึงพนักงานฝ่ายต่าง ๆ รวม 4, 800 คนพร้อมให้บริการผู้ป่วยมากกว่า 1.1 ล้านคนในแต่ละปี ซึ่งเป็นเป็นผู้ป่วยชาวต่างชาติราว 520, 000 คน จาก 190 ประเทศทั่วโลก และก้าวไปถึงหนึ่งในจุดหมายปลายทาง กับการเป็นสถาบันการแพทย์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก จากรางวัล “โรงพยาบาลนานาชาติยอดเยี่ยม ประจำปี 2558” จัดโดย วารสารการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์นานาชาติ (International Medical Travel Journal: IMT ขณะที่เว็บไซต์ www.ontoplists.com ยกย่องให้โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เป็น โรงพยาบาลอันดับที่ 9 จาก 10 อันดับโรงพยาบาลที่ให้การรักษาดีที่สุดโนโลก (Top 10 Hospitals In The World) เมื่อต้นปี 2558







