
กรมส่งเสริมการค้าฯเผยถกรอบ2 CLMV วางแผนปี 59 เชื่อมหัวเมืองเศรษฐกิจรองรับ AECขยาย เอกชนชี้ไทยเร่งศึกษารูปแบบเขตความร่วมมือบ่อเต็น-บ่อหาน ดันสินค้า 3 กลุ่มโอกาสดีรับสังคมเมือง
สินค้าที่ไทยมีโอกาสผลักดันสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์พลาสติก/ของใช้พลาสติก คาดว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 30%
นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (สค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะทำงานผลักดันและเร่งรัดการส่งออก ตลาด CLMV(กัมพูชา ลาว เมียนมาร์และเวียดนาม) ครั้งที่ 2/2558 ว่า การส่งออกไทยไปยังตลาดCLMV มีอัตราขยายตัว 8.8% หรือ มีมูลค่า 7,121 ล้านเหรียญสหรัฐฯ( 231,130 ล้านบาท) โดยเวียดนามและกัมพูชามีการขยายตัวสูง 16.7% ( 2,602 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) และ 12.1% (1,737 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) ตามลำดับ
“สินค้าที่ไทยมีโอกาสผลักดันสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์พลาสติก/ของใช้พลาสติก คาดว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 30% เนื่องจากประชากรมีรายได้มากขึ้นจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ พลาสติกเป็นเครื่องใช้ที่ราคาไม่สูง หาซื้อได้ง่าย เป็นที่นิยม โดยเฉพาะวัยทำงาน สินค้าเครื่องดื่ม คาดว่าจะส่งออก5%ขยายตัวตามจำนวนนักท่องเที่ยว การเข้าสู่ความเป็นสังคมเมือง การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรชนชั้นกลางซึ่งมีกำลังซื้อสูงขึ้น และสินค้าวัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้น 10% ธุรกิจก่อสร้างอาคาร ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน ระบบขนส่งโลจิสติกส์ มีการขยายตัวมาก” นางนันทวัลย์ กล่าวทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ได้กิจกรรมระหว่างเดือนมิ.ย. - ก.ย.58 อีกประมาณ 15 ครั้ง อาทิ จัดงานไทยแลนด์วีค 4 งาน ที่ประเทศลาว เวียดนาม(โฮจิมินห์ – ฮานอย - เกิ่นเทอ) , จัดคณะผู้แทนการค้าธุรกิจบริการสุขภาพและความงามไปเจรจาการค้า ณ นครโฮจิมินห์ เวียดนาม, จัดคณะผู้แทนการค้าสินค้าอะไหล่ จักรยานยนต์ไปฮานอย เวียดนาม ,งานแสดงสินค้าในกัมพูชาที่ จ.ไพลิน และจ.บันเตียเมียนเจย , จัดจับคู่ธุรกิจกลุ่มสินค้าธุรกิจเกษตรและเกษตรแปรรูปในกัมพูชา รวมถึงจัดส่งเสริมการขายร่วมกับห้างสรรพสินค้าชั้นนำในเมียนมาร์ และเวียดนาม เป็นต้น
ที่ประชุมซึ่งมีสภาธุรกิจไทย-ลาว สภาธุรกิจไทย-เมียนมาร์ สภาธุรกิจไทย-กัมพูชา และสภาธุรกิจไทย-เวียดนามเข้าร่วมด้วย เสนอว่า ควรวางแผนเพื่อเตรียมความพร้อมในปี 2559 ล่วงหน้า จึงได้เสนอแนวทางการใช้ช่องทางและโอกาสที่เปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี)ให้กรมฯ จัดทำแผนกิจกรรมโดยเน้นโครงการบุกเจาะตลาดการค้าในหัวเมืองหลักทางเศรษฐกิจของทุกประเทศ CLMV และโครงการขับเคลื่อนการค้าผ่านโมเดิร์น เทรด(ค้าปลีกสมัยใหม่) โดยเน้นเวียดนาม ซึ่งเป็นตลาดค้าปลีกขนาดใหญ่ในปัจจุบัน
“การบุกเจาะตลาดการค้าในหัวเมืองหลักทางเศรษฐกิจ (พระตะบอง เสียมราฐ-กัมพูชา / ไฮฟอง เกิ่นเธอ –เวียดนาม / มะริด มัณฑะเลย์ – เมียนมาร์ /บ่อแก้ว- สปป.ลาว) ผู้แทนภาคเอกชนให้ความเห็นว่า ควรเพิ่มกิจกรรมที่บ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทา ใน สปป. ลาว เนื่องจากพื้นที่ชายแดนบ่อเต็น (สปป.ลาว) และบ่อหาน (จีน) ได้รับการพัฒนาเป็นเขตความร่วมมือเศรษฐกิจระหว่างจีน กับ สปป. ลาว แบ่งเขตความร่วมมือเป็น 3 เขต คือ เขตการเงินและธุรกิจ เขตท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และเขตศูนย์โลจิสติกส์คลังสินค้าทัณฑ์บน (Bonded Logistic Center)”นางนันทวัลย์ กล่าว
ในส่วนของศูนย์โลจิสติกส์คลังสินค้าทัณฑ์บนเมื่อแล้วเสร็จจะเป็นศูนย์รวมสินค้าปลอดภาษี แหล่งบันเทิง ศูนย์แลกเปลี่ยนการค้า แหล่งสินค้าพื้นเมือง ศูนย์นักท่องเที่ยว ศูนย์กลางรถขนส่งสินค้านานาชาติและโรงแรมต่าง ๆ จึงเป็นโอกาสสำหรับประเทศไทยที่จะเข้าไปลงทุนสร้างศูนย์แสดงสินค้า ตลาดผลไม้ เพื่อเป็นช่องทางในการกระจายสินค้าอาหารและผลไม้ไทยเข้าสู่ตลาดจีน รวมถึงธุรกิจให้บริการต่างๆ อาทิ ร้านอาหาร โรงแรม ธุรกิจบันเทิง เป็นต้น
“ไทยสามารถศึกษารูปแบบเขตความร่วมมือเศรษฐกิจบ่อเต็น-บ่อหาน เป็นตัวอย่างในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน ในลักษณะเขตเศรษฐกิจพิเศษร่วม ซึ่งกรมฯรับข้อเสนอเพื่อนำไปพิจารณาความเหมาะสมต่อไป”
สำหรับกัมพูชา ผู้แทนภาคเอกชนแสดงความเห็นว่า แม้ว่าพนมเปญจะเป็นศูนย์กลางการค้าของประเทศ แต่หลายจังหวัดมีขนาดใหญ่ขึ้น อาทิ พระตะบอง ศรีหนุวิล ศรีโสภณ โดยมีแนวโน้มที่บทบาทของนายหน้าตามแนวชายแดนจะลดลง เนื่องจากผู้ซื้อตามแนวชายแดนจะหันมาซื้อสินค้าโดยตรงมากขึ้น และหันมาใช้ระบบการสั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์ นอกจากนี้ กัมพูชายังเป็นเส้นทางกระจายสินค้าไทยเข้าสู่เวียดนามตอนใต้ได้อีกด้วย ขณะที่เมียนมาร์ ศูนย์กระจายสินค้าหลักของประเทศยังอยู่ที่ย่างกุ้ง ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ แต่หากสามารถเปิดเส้นทางสู่ตองยี ทางตอนเหนือ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ได้ จะทำให้ไทยสามารถขยายสินค้าเข้าสู่ตลาดเมียนมาได้อย่างทั่วถึง







