
ช่วยโลกใบนี้ไว้!! ยาน DART พุ่งชนดาวเคราะห์น้อย
อุกกาบาตพุ่งชนโลก หนึ่งในเรื่องที่เราพบได้ทั่วใปในภายนตร์ไซไฟหรือภัยพิบัติ มหันตภัยที่ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์มาแล้วครั้งหนึ่ง บางท่านอาจคิดว่าเป็นภัยพิบัติไร้ทางต่อต้านแต่ไม่เป็นแบบนั้นเสมอไป เพราะภารกิจ DART อาจเป็นทางรอดของมนุษยชาติ
เทคโนโลยีอวกาศ ถือเป็นหนึ่งในหัวข้อที่กลับมาได้รับความสนใจในช่วงหลัง องค์กรทั้งเอกชนรวมถึงภาครัฐของนานาประเทศมุ่งสู่อวกาศ เพื่อโอกาสในการไขว่คว้าข้อมูลและทรัพยากรใหม่จากแหล่งอื่น รวมทั้งหาลู่ทางในกรณีฉุกเฉินเมื่อโลกที่เราอาศัยอยู่มีปัญหา
นอกจากจุดมุ่งหมายที่กล่าวไปอีกหนึ่งเรื่องสำคัญให้ต้องพูดถึงคือการปกป้องโลก ด้วยเราไม่อาจรู้ได้ว่าจะมีอันตรายจากห้วงอวกาศมาถึงในวันไหน เราจึงต้องพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศมาใช้ในการป้องกัน ไม่ให้เกิดเหตุร้ายแรงงแบบเดียวกับที่ไดโนเสาร์เคยเผชิญภัยจากอุกกาบาต
ดังนั้นเราจึงมาพูดถึงสักนิดว่าโอกาสในการเกิดภัยพิบัติจากอุกกาบาตมีมากเพียงไร?
ภัยจากอุกกาบาตที่แม้อันตรายแต่ยากจะเกิดขึ้นจริง
อุกกาบาตถล่มโลกถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่หลายคนพากันบอกว่าเพ้อฝัน น่าจะสามารถพบเห็นได้เพียงในภาพยนตร์สักเรื่อง แต่อันที่จริงมันคือเรื่องที่เคยเกิดขึ้นเมื่อราว 66 ล้านปีก่อน เป็นสาเหตุหลักในการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ ที่ถูกอุกกาบาตเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 กิโลเมตรลบทิ้งไปจากโลก
เมื่อทราบความจริงข้อนี้ผู้คนย่อมเกิดคำถามว่าถ้าอุกกาบาตลูกเดิมกลับมาจะทำอย่างไร? จะเกิดเป็นมหันตภัยแบบในอดีตหรือไม่? มนุษย์จะต้องสูญพันธุ์ตามไดโนเสาร์อย่างนั้นหรือ? แต่ก่อนอื่นคงต้องพูดถึงโอกาสที่อุกกาบาตจะตกลงมาบนโลกเสียก่อน
ตามปกติแล้วอุกกาบาตหรือดาวเคราะห์น้อยจะถูกแรงโน้มถ่วงดึงดูดให้ตกลงมาบนโลกเดือนละ 5 – 6 ลูก แต่ส่วนมากถูกเผาไหม้ไปจากชั้นบรรยากาศจึงไม่เป็นอันตราย ต้องเป็นอุกกาบาตเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 1 กิโลเมตรขึ้นไป อีกทั้งต้องทำมุมองศาพอดีเท่านั้นจึงจะสามารถสร้างความเสียหายแก่โลกได้
ทั้งนี้โอกาสที่อุกกาบาตสร้างความเสียหายถึงชีวิตมนุษย์ได้อยู่ที่ราว 1 ใน 250,000 น้อยกว่าโอกาสถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 2 คือ 1 ใน 200,000 คนอยู่เล็กน้อย เราจึงไม่จำเป็นต้องห่วงนักว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้น สามารถเพลิดเพลินและใช้ชีวิตอย่างสบายใจได้ว่า อุกกาบาตจะไม่ตกลงมาบนศีรษะเราได้ง่ายนัก
กระนั้นหลายคนยังกังวลด้วยนี่คืออนาคตของเผ่าพันธุ์จึงไม่อยากเสี่ยงกับค่ำว่า โอกาสเป็นไปได้ต่ำ ด้วยเหตุนั้นจึงมีการคิดค้นและนำเทคโนโลยีอวกาศมาช่วยตรวจสอบ เกิดเป็นเครือข่ายข้อมูลทั้งจากก้องโทรทรรศน์หรือดาวเทียมต่างๆ เพื่อตรวจตราอุกกาบาตอันตรายว่าจะลงมาสู่พื้นโลกวันไหน เกิดเป็นแนวคิดป้องกันอันตรายต่อมนุษยชาติ
นำไปสู่ภารกิจที่ได้รับแรงบันดาลใจจากในภาพยนตร์อย่างการเอายานพุ่งชนเพื่อเบี่ยงวิถีอุกกาบาตในที่สุด
ภารกิจ DART กับการพุ่งชนอุกกาบาตปกป้องโลก
ภารกิจ DART หรือชื่อเต็ม Double Asteroid Redirection Test จากองค์กร NASA เกิดขึ้นเพื่อขจัดความเสี่ยงที่มนุษย์อาจสูญพันธุ์จากอุกกาบาต แนวคิดของโครงการนี้คือการส่งยานอวกาศขึ้นพุ่งชนอุกกาบาตก่อนจะมาถึงโลก เพื่อหักเหหรือเบี่ยงวิถีวงโคจร ป้องกันความเสียหายร้ายแรงที่อาจจะเกิดขึ้น โดยวิธีการนี้ถูกเรียกว่า Kinetic impact
ล่าสุดการทดสอบโครงการนี้ได้ประสบความสำเร็จในการพุ่งชนดาวเคราะห์น้อย โดยถูกส่งขึ้นอวกาศนับแต่วันที่ 10 สิงหาคม ออกเดินทางกว่า 11 ล้านกิโลเมตรแล้วพุ่งชนดาวเคราะห์น้อยเส้นผ่าศูนย์กลาง 160 เมตร เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม เวลา 6.14 น.(ตามเวลาประเทศไทย) ด้วยระดับความเร็วมากถึง 22,000 กิโลเมตร/ชั่วโมง
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นทำให้ยานอวกาศมวล 570 กิโลกรัมถูกทำลายลงโดยสิ้นเชิงแต่นั่นคือเรื่องที่คาดไว้ล่วงหน้า ที่ต้องรู้จากนี้คือข้อมูลภายหลังการพุ่งชนที่จำเป็นต้องทำการสำรวจและเก็บข้อมูลต่อไป เพื่อให้แน่ใจว่าเมื่อถึงคราวจำเป็นต้องใช้งาน ข้อมูลนี้จะสามารถช่วยให้มนุษยชาติรอดพ้นมหันตภัยได้
ภารกิจ DART ถือเป็นภารกิจแรกในประวัติศาสตร์ซึ่งมีการทดสอบระบบป้องกันภัยอันตรายต่อโลก เป็นก้าวสำคัญช่วยให้เราคาดการณ์ภัยจากอวกาศที่จะเกิดขึ้นได้ในอนาคต โดยหากภารกิจนี้ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนวิถีวงโคจรดาวเคราะห์น้อยได้ และภารกิจ DART จะกลายเป็นแบบแผนเพื่อรับมือภัยในอนาคต
ปัจจุบันแนวคิดในการป้องกันอุกกาบาตไม่ได้มีเพียงแผน DART ที่ใช้การพุ่งชนเบี่ยงวิถีอย่างเดียว แม้แต่แผนการแบบเดียวกับภาพยนตร์ Armageddon(1998) การใช้ระเบิดนิวเคลียร์เพื่อทำลายอุกกาบาตก่อนมาถึงโลกนั้น แท้จริงก็มีผู้ให้ความสนใจว่าอาจเป็นอีกวิธีในการช่วยโลกเช่นกัน
น่าเสียดายที่จากปัจจุบันวิธีการนี้อาจทำได้ไม่ง่ายนัก โยเฉพาะระยะกระชั้นชิดแบบในภาพยนตร์ แรงระเบิดอาจสามารถทำลายอุกกาบาตขนาดใหญ่ให้แหลกได้ แต่สะเก็ดที่เกิดจากแรงระเบิดจะพุ่งตรงเข้าใส่โลก และอาจสร้างความเสียหายกระจายตัวแก่ผิวโลกเช่นเดิม แผนการ DART ของ NASA จึงดูมีความเป็นไปได้มากกว่า
อย่างไรก็ตามตอนนี้เราก็สามารถแน่ใจได้ว่า ถ้าเกิดเหตุอุกกาบาตถล่มโลกจริงๆ มนุษย์จะยังมีหนทางรับมืออย่างแน่นอน
ที่มา
https://next.nationtv.tv/people-behavior/1184







