
เที่ยวแบบ carbon-free อย่างไรให้ดีต่อใจแถมดีต่อโลก?
การลดการปล่อยมลพิษใครว่าต้องเป็นเรื่องที่น่าเบื่อไปตลอด เพราะยังมีอีกหลายกิจกรรมการท่องเที่ยวที่ไร้คาร์บอน แถมยังสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับขาลุยหลายๆคนอีกด้วย
เพราะการลดปล่อยมลพิษคือเรื่องเร่งด่วน หากจะเทียบเป็นร้อยละ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีส่วนในการปล่อยก๊าซมลพิษราว 5-8 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเราทุกคนต่างก็รู้ดีว่าความพยายามลดการปล่อยมลพิษในอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อควบคุมอุณหภูมิโลก โดยเฉพาะกับการท่องเที่ยวเป็นสิ่งที่ปล่อยผ่านไปไม่ได้ วิกฤตการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (climate change) ในทุกวันนี้ถือว่าส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวอยู่แล้ว หากเรายังไม่มีการควบคุมการปล่อยมลพิษ ผลที่ตามมาในอนาคตมีเกณฑ์ว่าจะร้ายแรงกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็น ไฟป่า น้ำท่วมหนักในหลายพื้นที่ ภัยแล้ง หรือแม้กระทั่งความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อสุขภาพของเราในระยะยาว
เพื่อเป็นการชะลอไม่ให้อุณหภูมิโลกสูงไปกว่านี้ การท่องเที่ยวต้องลดการปล่อยมลพิษให้ได้ แต่หลายคนอาจมีความคิดว่าแล้วจะเที่ยวอย่างไร? มันจะสนุกเหมือนเดิมไหม? การลดการปล่อยมลพิษใครว่าต้องเป็นเรื่องที่น่าเบื่อไปตลอด เพราะยังมีอีกหลายกิจกรรมการท่องเที่ยวที่ไร้คาร์บอน แถมยังสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับขาลุยหลายๆคนอีกด้วย
เที่ยวแบบ carbon-free ดีอย่างไร?
1. เสพบรรยากาศแบบเต็มร้อย
การเดิน ถือเป็นหนึ่งในวิธีสัญจรที่ไม่ก่อให้เกิดคาร์บอน การได้ทอดน่องแบบวิถีสโลว์ไลฟ์ จะช่วยให้เราเห็นวิถีชีวิต สภาพแวดล้อมโดยรวมของคนท้องถิ่นได้ดีกว่าการขับรถชมเมือง แม้ว่าจะใช้เวลาสักหน่อยกว่าจะถึงจุดหมายในแต่ละที่ แต่วิธีนี้จะช่วยสร้างประสบการณ์อันดีในการท่องเที่ยวได้มากทีเดียว เรียกได้ว่าเดินเสพบรรยากาศกันไปแบบเต็มร้อยก็คงไม่ผิดนัก
2. ลดต้นทุนสำหรับภาคธุรกิจ
การท่องเที่ยวแบบไร้คาร์บอนอย่างกิจกรรม ปีนเขา ปั่นจักรยาน หรือล่องเรือแคนู ถือว่าช่วยให้เจ้าของธุรกิจต่างๆลดค่าใช้จ่ายในฝั่งต้นทุนลงได้ เพราะกิจกรรมประเภทนี้ไม่ต้องใช้น้ำมันเหมือนกิจกรรมอย่างการขับ motorbike ที่นอกจากจะปล่อยคาร์บอนแล้ว ราคาน้ำมันนับวันยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ การปรับธุรกิจให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น คาดว่าจะดีต่อบรรดาผู้ประกอบการมากเลยทีเดียว
3. ธรรมชาติและสัตว์ป่าได้อยู่อย่างสงบ
ที่ผ่านมาเราคงเคยเห็นภาคธุรกิจพานักท่องเที่ยวสำรวจธรรมชาติโดยการขับรถเข้าไปเยี่ยมชม แต่รู้หรือไม่ว่าวิธีนี้ไม่ดีต่อพวกสัตว์ป่าเอาเสียเลย นอกจากมลพิษที่ปล่อยออกมาจากท่อไอเสีย เสียงเครื่องยนต์ยังก่อให้เกิดความรำคาญและรบกวนการอยู่อาศัยตามธรรมชาติของพวกมันอีกด้วย หากภาคการท่องเที่ยวลองเปลี่ยนวิธีเป็นการพาเดินสำรวจแทน นอกจากจะไม่เป็นการบุกรุกที่อยู่อาศัยของบรรดาสิ่งสาราสัตว์แล้ว เราอาจได้ชื่นชมความน่ารักของพวกมันแบบใกล้ชิดกว่าเดิมด้วย เรียกได้ว่าวิน-วินกันทั้งคู่
4. กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น
การปั่นจักรยานก็ถือเป็นหนึ่งในวิธีท่องเที่ยวแบบคาร์บอนเป็นศูนย์ การได้ปั่นสำรวจรอบๆเมืองอาจพาเราไปเจอกับร้านลับที่ไม่ค่อยมีคนรู้จัก หรือร้านของคนท้องถิ่นจริงๆ ใครจะรู้ว่าร้านที่ไม่ได้อยู่ในสปอตไลท์อาจสร้างประสบการณ์อันดีในการท่องเที่ยวของเราก็เป็นได้ การอุดหนุนร้านเล็กๆแบบนี้เป็นการช่วยสนับสนุนคนท้องถิ่น กระจายรายได้ลงสู่ชุมชนได้เป็นอย่างดี
5. คาร์บอนลดลงตาม
สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด การท่องเที่ยวแบบไร้คาร์บอนแน่นอนว่าจะไม่ปล่อยมลพิษแย่ๆออกมาสู่สิ่งแวดล้อมเลย ซึ่งถือเป็นประโยชน์ที่เด่นชัดสุดๆ แถมยังช่วยให้เรารู้สึกดีกับตัวเองว่าไม่ได้ทำร้ายโลกเพิ่ม เป็นส่วนหนึ่งในความพยายามต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอีกด้วย
เชื่อว่าในตอนนี้เจ้าของธุรกิจการท่องเที่ยวหลายเจ้า เริ่มปรับตัวและปรับกิจกรรมการท่องเที่ยวให้การปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์แล้ว การสร้างประสบการณ์ที่แสนประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวก็ยังถือเป็นความสำคัญเบอร์ต้นๆ ตัวอย่างกิจกรรมที่เป็นที่นิยมและไม่ทำร้ายโลกก็ได้แก่ พายเรือแคนู ชมป่าโกงกาง เดิน food tours ตระเวนชิมอาหารท้องถิ่น รวมถึงการปั่นจักรยานชมเมือง ซึ่งแม้ว่ากิจกรรมบางอย่างที่เราเคยทำ อาจต้องมีการปรับเปลี่ยนไปบ้างเพื่อเป็นการช่วยโลกอีกทาง แต่อย่างไรก็ตาม รับรองว่ากิจกรรมแบบคาร์บอนเป็นศูนย์ยังสามารถทำให้เราเที่ยวสนุกและงานไม่กร่อยอย่างแน่นอน
ข้อมูลอ้างอิง
- https://goodtourisminstitute.com/library/benefits-carbon-free-travel-experiences/







