
The Great Reset เทรนด์ผู้นำอายุน้อย ความหวังใหม่ หรือแค่แบรนด์ดิ้ง?
การอาบน้ำร้อนมาก่อนอาจเป็นเรื่องดี แต่คงใช้ได้แค่กับโลกที่หยุดอยู่กับที่ ในความเป็นจริงที่โลกก้าวไปข้างหน้า ‘ความยืดหยุ่นและทันการเปลี่ยนแปลง เปิดกว้างในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์’ จึงมีค่าไม่น้อยไปกว่า ‘ประสบการณ์’ เทรนด์ผู้นำอายุน้อยจึงเริ่มบูมในหลายประเทศ
ในโลกตะวันตกเราคงได้เห็นกระแสทางเลือกใหม่ กับการที่คนอายุน้อยได้ขึ้นแท่นผู้นำโลก ซึ่งไม่ใช่แค่จากภาพลักษณ์ภายนอกที่ทำให้พวกเขาขึ้นมาอยู่ในจุดผู้นำประเทศได้ แต่ด้วยปัจจัยหลายๆอย่างซึ่งเราจะมาร่วมหาคำตอบกันในบทความนี้ และพวกเขาสามารถฟันฝ่ากับเกมการเมืองของคนรุ่นเก๋า โกยฐานเสียงเอาชนะใจผู้คนได้อย่างไร?
ผู้นำโลกอายุน้อย ความหวังใหม่หรือแค่กระแส?
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเราคงได้เห็นข่าวการลงถนนเรียกร้องความยุติธรรมทั้งในเรื่องความไม่เท่าเทียมทางเพศ ปัญหาคอร์รัปชั่น และปัญหาจากการบริหารที่ล้มเหลวของรัฐบาลในหลายประเทศ เช่น แอฟริกา เอเชีย ละตินอเมริกา และตะวันออกกลาง ซึ่งจากการสังเกต เราเห็นว่ากลุ่มผู้ประท้วงในปัจจุบันจัดอยู่ในกลุ่มเยาวชนมากขึ้น แทนที่จะเป็นกลุ่มวัยกลางคนแบบที่เราคุ้นตา บรรดาคนอายุน้อยที่ออกมาประท้วงนอกจากต้องการความเปลี่ยนแปลงจากระบบที่ผุพังโดยการบริหารของคนรุ่นเก่า (ซึ่งแน่นอนว่ากรอบบางส่วนคงไม่เหมาะกับโลกปัจจุบันสักเท่าไหร่แล้ว) กลุ่มผู้ประท้วงยังออกมาเพื่อปกป้องสิทธิของตัวเองเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งหากยังอยู่ในระบบไดโนเสาร์ต่อไป คงเป็นเรื่องยากที่ประชาชนจะเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ แน่นอนว่าการออกมาเรียกร้องของกลุ่มเยาวชน สร้างแรงสั่นสะเทือนและดึงความสนใจจากทั่วโลกได้เป็นอย่างดี
สิ่งที่เป็นแรงผลักดันและสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันให้การรวมตัวของหนุ่มสาวเหล่านี้ คือความต้องการเปลี่ยนแปลงตัวระบอบที่คนรุ่นเก่าเคยวางเอาไว้ หรือ Silver Democracy (ประชาธิปไตยที่เป็นไปในทิศทางที่ผู้สูงอายุต้องการ) ในเมื่อคนที่จะเปลี่ยนภูมิทัศน์การเมืองได้คือกลุ่มคนอายุน้อย คนจะเข้ามาเป็นตัวเปลี่ยนเกมได้ก็ต้องมีวิสัยทัศน์ที่ไม่ต่างกัน เทรนด็ผู้นำอายุน้อยจึงเริ่มบูมขึ้นได้หลายประเทศ
ตัวอย่างบทเรียนที่เห็นได้ชัดเจนคือจากแดนซามูไร ทุกคนต่างรู้ดีว่าผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นควรได้รับการดูแลจากรัฐอย่างดี เพื่อตอบแทนความยากลำบากที่เคยได้ร่วมสร้างชาติมา แต่การดูแลผู้สูงอายุจำนวนมหาศาลนั่นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ประกอบกับเงื่อนไขหลายๆอย่างทั้งภาษีเลี้ยงดูผู้สูงอายุที่เก็บในเปอร์เซ็นต์ที่สูง ระบบกองทุนบำนาญที่ผลประกอบการค่อนข้างมีความผีเข้าผีออก ระดับหนี้สาธารณะพุ่งทะลุเพดาน กลายเป็นว่าภาระหนักอึ้งพวกนี้ต้องตกอยู่บนบ่าของคนรุ่นใหม่ และดูไม่เห็นอนาคตอะไรนอกจากความสิ้นหวัง
ประเด็นสำคัญคือทุกคนรู้ว่าการแบกภาระเลี้ยงดูผู้สูงอายุแบบนี้ คงดันทุรังต่อไปไม่ไหว ซึ่งแม้รัฐบาลจะพยายามออกมาปฎิรูปโครงสร้างต่างๆมากมาย แต่นโยบายก็ยังต้องเอื้อเอาใจกลุ่มผู้สูงวัยที่เป็นเหมือนฐานเสียงขนาดใหญ่อยู่ดี Silver Democracy แบบนี้ จัดได้ว่าเป็นกับดักหนึ่งของการบริหารประเทศที่ผลลัพธ์สัมพันธ์กันเหมือนไก่กับไข่ งบประมาณมากมายยังต้องทุ่มให้กับชาวสูงวัย และยากมากต่อการเปลี่ยนแปลง ซึ่งในมุมมองของคนรุ่นใหม่คงเหมือนกับการผลักภาระมาให้พวกเขาอย่างปฏิเสธไม่ได้ หากจะทำกันขนาดนี้ก็ควรจะเหลือ ‘ความหวัง’ ไว้ให้พวกเขาด้วยสักนิดจะได้ไหม?
โกยฐานเสียง ฝ่าสภาอาวุโส
เป็นอะไรที่ปฎิเสธไม่ได้เลยว่า ผู้นำในวัยหนุ่มสาวมีความทะเยอทะยานที่จะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดโดยมองข้ามระเบียบเชิงสถาบัน หรือการรอคอยแบบไร้จุดหมาย แต่มักมองหาโอกาสใหม่ๆที่สามารถทำอะไรนอกกรอบได้ และพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงแบบสายฟ้าแลบ
อย่างประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ก็เป็นหนึ่งในคนที่ไม่ยอมอยู่ใต้พรรคสังคมนิยมเก่าๆอีกต่อไป และเริ่มก่อตั้งพรรคใหม่เพื่อสานต่อความตั้งใจ เช่นเดียวกับ ‘ซานนา มารีน’ สตรีชาวฟินแลนด์ที่ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในขณะที่อายุ 34 ปี จากเด็กไร้ตัวตนสู่การเป็นนายกที่อายุน้อยที่สุดของโลก การที่บุคลอายุน้อยเหล่านี้สามารถโกยคะแนนเสียงจากการเลือกตั้งมาได้อย่างท่วมท้น สื่อให้เห็นว่าประชาชนกำลังมองหาทางเลือกใหม่จากนักการเมือง ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องประสบการณ์เท่านั้น แต่อาจเป็นความสดใหม่ บุคลิกที่ดูเข้าถึงได้ง่าย และเข้าใจต่อกระแสความเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมโลก
ภาพสะท้อนที่หลายชาติควรเรียนรู้?
แม้ว่าในหลายประเทศที่คนอายุน้อยได้ขึ้นมาเป็นผู้นำ จะอาศัยแค่ความเก่ง วิสัยทัศน์ และประสบการณ์ก็คงไม่พอ ต่อให้จะมากด้วยความสามารถขนาดไหน หากพื้นที่ทางการเมืองในประเทศนั้นๆไม่เปิดโอกาสก็เป็นอันต้องพับเก็บความฝันใส่กระเป๋า ดังนั้นแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความเปิดกว้างของระบบและกลไกภายในประเทศ ที่รวมถึงกฎหมาย ระบบอุปถัมภ์ และสถานะทางสังคม
ผู้นำประเทศที่อายุน้อยจึงเป็นตัวสะท้อนชั้นดีของความเปิดกว้างในระบบกลไกภายในประเทศ แถมเรื่องเพศยังถือเป็นประเด็นใหม่แกะกล่องที่ในหลายประเทศและองค์กรให้ความสำคัญไปไม่น้อยกว่าอายุอานาม ซึ่งโลกในยุคนี้ถือว่าเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้สตรีเพศเริ่มมีบทบาททางการเมืองมากขึ้นกว่าในอดีตมาก ปัจจุบันทั่วโลกมีผู้หญิงนั่งเก้าอี้ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี รวมถึงตำแหน่งสำคัญอื่นๆ ในทางการเมือง รวมแล้วอย่างน้อย 28 คน ซึ่งบทบาทของพวกเธอสามารถส่งแรงกระเพื่อมต่อประชาคมโลกได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าผู้ชายเลย
จากการเมืองขับเคลื่อนสู่ภาคธุรกิจ
ภาพรวมของตัวกลไกการจัดการของทั้งภาคการเมือง หรือองค์กรภาครัฐต่างๆ ก็ไม่ต่างอะไรมากกับในส่วนของเอกชนที่มีระบบแบบ ‘หัว-หาง’ เมื่อมีผู้นำก็ต้องมีฝ่ายปฏิบัติการ ในเมื่อโลกปัจจุบันมีเทคโนโลยีเป็นแกนหลักในการช่วยขับเคลื่อน ภาคธุรกิจมากมายก็ต้องเริ่มปรับตัวเพื่อความอยู่รอด การดึงคนรุ่นใหม่เข้ามาในที่ทำงานจึงกลายเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ของการแข่งขัน
สถิติที่น่าสนใจจาก Business Insider เผยว่าบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งมีค่าเฉลี่ยอายุพนักงานต่ำกว่า 35 ปี เช่น ไมโครซอฟท์ (Microsoft) จำนวนพนักงานทั้งหมด 144,000 คน อายุเฉลี่ย 33 ปี, แอปเปิ้ล (Apple Inc) จำนวนพนักงาน 137,000 คน อายุเฉลี่ย 31 ปี, เฟซบุ๊ก(Facebook) จำนวนพนักงาน 44,942 คน อายุเฉลี่ย 28 ปี และ Sea Group พนักงาน 6,000 คน อายุเฉลี่ย 27 ปี
ซึ่งการที่พนักงานในบริษัทเริ่มมีค่าเฉลี่ยที่น้อยลงเรื่อยๆนี้ถือเป็นสัญญาณที่เริ่มเกิดขึ้นไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นองค์กรคร่ำครึแค่ไหน ยังไงก็ต้องปรับตัวให้ควบคู่ไปกับแนวทางดิจิทัล การได้คนรุ่นใหม่ที่โตมากับเทคโนโลยีหรือ Native Digital ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนองค์กรอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
แม้ผู้นำอายุน้อยจะดูเป็นเทรนด์ กระแส หรือการแก้ภาพลักษณ์ของแต่ละประเทศ แต่ที่สำคัญคือระบบกลไกในยุคนี้เป็นพื้นที่เปิดกว้างและเสรีสำหรับคนเจนใหม่ เมื่อโลกไม่ได้หมุนรอบผู้สูงวัยอีกต่อไป แต่ต้องหมุนเวียนสลับให้เข้ากับหนุ่มสาวในแต่ละยุค หากไม่เกิดการปรับตัวหรือพัฒนาอะไรเลยทั้งในระดับจุลภาคและมหภาค ก็มีแนวโน้มสูงมากว่าขาข้างหนึ่งได้ก้าวเข้าสู่กลียุคไปเรียบร้อยแล้ว
ข้อมูลอ้างอิง:
- https://www.youtube.com/watch?v=-p1_8-jLQkI
- https://www.getsmarter.com/blog/market-trends/global-leadership-trends-for-business/
- https://time.com/collection/davos-2020/5764625/global-youth-movement/
- https://www.forbes.com/sites/benjaminlaker/2020/07/22/six-trends-are-changing-leaders-across-the-world/?sh=7012efa04b63
- https://www.forbes.com/sites/forbescoachescouncil/2021/09/14/a-future-ready-leaders-look-at-leadership-trends-and-recommendations/?sh=2534cfe2ccfe







