
‘อาเบะโนมิกส์’ นโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ผู้นำโลกควรศึกษา?
ถอดบทเรียนจากผู้นำคนสำคัญของแดนซามูไร ‘ชินโซ อาเบะ’ ที่มีนโยบายช่วยผลักดันเศรษฐกิจในประเทศอย่างยิ่งยวดกับ ‘อาเบะโนมิกส์’ นโยบายที่ทั้งดีแต่ยังมีช่องโหว่ให้ศึกษา
ไม่กี่วันที่ผ่านมาเราคงได้ยินข่าวที่สร้างความเสียใจและส่งผลกระทบต่อประชาคมโลกได้ไม่น้อยกับการจากไปของชายผู้มีบทบาทสำคัญทางการเมืองของแดนซามูไรเป็นอย่างมาก ‘ชินโซ อาเบะ’ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 57 และเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น ซึ่งได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งกว่า 3 สมัย
‘ชินโซ อาเบะ’ ถือเป็นบุคคลสำคัญที่มีบทบาทกับประเทศญี่ปุ่นเป็นอย่างมากในการวางยุทธศาสตร์ผลักดันและฟื้นฟูเศรษฐกิจกับนโยบาย ‘อาเบะโนมิกส์’ เราลองมาดูกันว่านโยบายนี้สามารถเป็น case study ที่ดีให้กับเหล่าบรรดาผู้นำโลกเพื่อนำไปปรับใช้อย่างเหมาะสมได้หรือไม่?
เกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจญี่ปุ่น ?
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เศรษฐกิจภายในญี่ปุ่นเริ่มก่อร่างสร้างตัวมากขึ้น และเริ่มการแข่งขันกับสหรัฐฯเพื่อแย่งชิงความเป็นมหาอำนาจของโลก ณ เวลานั้นทางญี่ปุ่นเองสามารถผลิตสินค้าได้เกือบทุกอย่างบนโลก โดยเฉพาะอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และรถยนต์ รวมถึงเริ่มมีการจัดตั้งเสรีการค้าระหว่างประเทศมากขึ้นแล้ว ญี่ปุ่นจึงสามารถพึ่งการนำเข้าและทำให้เศรษฐกิจในประเทศเติบโตได้มากกว่าร้อยละ 10 ซึ่งแน่นอนว่าทางสหรัฐฯต้องมีตุ๊ม ๆ ต่อม ๆกันบ้าง
สหรัฐฯ เริ่มแผนการทำให้ค่าเงินในประเทศตัวเองต่ำลง และทำให้ประเทศอื่นๆสามารถซื้อของจากสหรัฐฯได้มากขึ้น ซึ่งเมื่อฟังดูแล้วญี่ปุ่นอาจจะมีเสียเปรียบไปบ้าง แต่รู้หรือไม่ว่าแผนการนี้ทำให้ทั้ง 2 ประเทศได้รับโอกาสแบบวิน-วินกันทั้งคู่ เพราะยังไงญี่ปุ่นก็พึ่งการส่งออกไปทางสหรัฐฯมากกว่านำเข้า จึงสามารถซื้อของได้ในราคาที่ถูกลง ส่วนทางสหรัฐฯก็ต้องซื้อชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และรถยนต์จากแดนปลาดิบอยู่ดีจึงจะสามารถแข่งกับประเทศอื่นได้
วันชื่นคืนสุขมักคงอยู่ได้ไม่นาน หลังจากวิน-วินกันได้ไม่กี่ปี เศรษฐกิจญี่ปุ่นต้องเข้าสู่สภาวะหยุดนิ่ง ตลาดหุ้นร่วงระนาวในปี 1992 ธนาคารเกิดความกังวลว่าลูกหนี้จะไม่สามารถชำระหนี้ได้อีกต่อไป ประชาชนต่างต้องรัดเข็มขัดทางการเงินกันแน่น จนทำให้ประเทศเกิดภาวะเงินฝืดอย่างสุดขีดและเข้าลูปวงจรที่ไม่อาจหลุดพ้นได้ ซึ่งแม้ธนาคารกลางของประเทศจะออกนโยบายลดดอกเบี้ยมามากเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นเลย จนเกิดประโยคที่ว่า “The Lost Decade” ขึ้นมา เพราะถือได้ว่าได้ช่วงปี 90 แทบจะเป็นทศวรรษที่หายไปของญี่ปุ่นเพราะไม่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจแม้แต่นิดเดียว
แม้จะพ้นปี 90 มาด้วยความลุ่มๆดอนๆ ญี่ปุ่นยังต้องเจอเคราะห์ซ้ำกรรมซัดจากการเข้ามาของจีนแผ่นดินใหญ่ ที่ค่าแรงต่ำกว่า แถมยังดันกำลังการผลิตได้สูงปรี๊ด เรียกได้ว่าญี่ปุ่นแทบไม่อาจต่อกรได้เลยทั้งเรื่องค่าแรงและการผลิต ประกอบกับการเข้าสู่สังคมสูงวัยที่ทำให้แรงงานในประเทศหายไปกว่าครึ่ง แรงงานจากต่างประเทศก็ไม่สามารถเข้ามาช่วยเติมเต็มในจุดนี้ได้ เพราะคนในประเทศเขายังมีความคิดความเป็นชาตินิยมอยู่มาก!
การเข้ามาของชินโซ อาเบะพร้อมกลยุทธ์ ‘อาเบะโนมิกส์’ ดูจะเป็นทางออกและความหวังใหม่ที่จะช่วยให้ญี่ปุ่นสามารถไปต่อได้
เจาะนโยบาย ‘อาเบะโนมิกส์’ ผ่าน ‘ศร 3 ดอก’
หนึ่งในผลงานที่เลื่องชื่อที่สุดจากนายกรัฐมนตรีแดนอาทิตย์อุทัยคนนี้ คือนโยบายการกอบกู้เศรษฐกิจให้ญี่ปุ่นพ้นจากความตกต่ำในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา “อาเบะโนมิกส์ (Abenomics)” ซึ่งเป็นคำที่ผสมผสานระหว่างคำว่า Abe กับ economics เข้าด้วยกัน และจุดเด่นของนโยบายนี้มีแก่นสำคัญอยู่ที่ ‘ลูกศร 3 ดอก’ คือนโยบายการเงิน, นโยบายการคลัง และนโยบายเพื่อการเติบโต
- นโยบายการเงิน
มีเป้าหมายใหญ่ในการแก้ปัญหาเงินฝืด โดยออกนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน ให้ธนาคารกลางเร่งอัดฉีดเงินเยนเข้าระบบเศรษฐกิจ พร้อมทั้งวางเป้าเงินเฟ้อให้เพิ่มขึ้นถึง 2% นั่นทำให้ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่น เป็นรัฐบาลที่ถือครองสินทรัพย์มากที่สุดในโลกถึง 70% ของ GDP เมื่อเทียบกับสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ที่ถือครองราวๆ 25% ของ GDP
- นโยบายการคลัง
ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรัฐบาลจะช่วยออกงบกว่าครึ่งหนึ่งในการใช้จ่ายกับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น อุโมงค์ สะพาน หรือถนนที่มีความทนทานต่อการเกิดแผ่นดินไหว โดยตั้งเป้าการใช้จ่ายไว้ถึง 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
- นโยบายยุทธศาสตร์การเติบโต
เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับนานาประเทศ พยายามปฏิรูปโครงสร้างต่างๆทั้งการลดภาษีบริษัท เปิดเสรีภาคเกษตร ปฏิรูปกฎระเบียบเกี่ยวกับพลังงาน สิ่งแวดล้อม สุขภาพ ปรับวิธีการลงทุนของรัฐบาล สนับสนุนนวัตกรรมทางดิจิทัล สนับสนุนการเลี้ยงดูบุตร เพิ่มโอกาสในการทำงานของเพศหญิง พร้อมทั้งยังช่วยสนับสนุนบืบาทของผู้หญิงในองค์กรเพื่อเพิ่มวัยแรงงานให้กับสังคม ภาพจำของผู้หญิงที่ต้องอยู่ติดกับบ้านเพื่อเลี้ยงลูกไม่จำเป็นต้องมีอีกต่อไป
ยังเวิร์คไหมกับนโยบายนี้ ?
นโยบาย ‘อาเบะโนมิกส์’ ประกาศใช้เป็นครั้งแรกในปี 2012 ซึ่งหลังจากนั้น 3 ปี รัฐบาลประเมินว่านโยบายนี้สามารถแก้ไขปัญหาเงินฝืดได้จริง! แถมยังช่วยสร้างรายได้ให้กับประเทศได้มหาศาล จำนวนการจ้างงานและค่าแรงเพิ่มขึ้น (แน่นอนว่ารวมถึงการจ้างงานในสตรีเพศด้วย) นอกจากนี้ยังดึงนักท่องท่องต่างชาติให้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวได้กว่า 19 ล้านรายจากนโยบาย ‘ฟรีวีซ่า’ เทียบกับสถานการณ์ก่อนออกนโยบายแล้ว ถือได้ว่านักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า
แม้นโยบายนี้จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของญี่ปุ่นได้มาก แต่ก็ถือได้ว่าเวิร์คในแค่ช่วงแรกๆเท่านั้น เพราะหลังจากไม่นานเศรษฐกิจก็กลับไปเข้าสู่โหมดชะลอตัว มิหนำซ้ำการเผชิญหน้ากับโรคระบาดโควิด-19 ยิ่งตอกย้ำและสร้างคำถามกับประชาชนในประเทศถึงประสิทธิผลของ ‘อาเบะโนมิกส์’
สร้างความกังวลกับนักเศรษฐศาสตร์
นักเศรษฐศาสตร์หลายฝ่ายให้ความเห็นว่า นโยบาย ‘อาเบะโนมิกส์’ เป็นอะไรที่เสี่ยงต่อภาวะ ‘ฟองสบู่แตก’ เพราะตัวนโยบายเหมือนเป็นการสร้างจุดอ่อนให้ทางรัฐบาลเอง เนื่องจากต้องก่อหนี้สิ้นเพิ่มจำนวนมาก ไม่ต่างอะไรจากแก้ผ้าเอาหน้ารอด กระตุ้นเศรษฐกิจได้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น ผลกระทบในระยะยาวไม่ช่วยให้ประชาชนจับจ่ายกันอย่างคล่องมือขนาดนั้น มิหนำซ้ำยังเกิดเป็นหนี้เสียที่ต้องเก็บภาษีจากประชาชนเพิ่มต่อไปเพื่อใช้หนี้ที่รัฐบาลได้ก่อไว้
ทางด้านระเบียบการจ้างงานที่มีการผ่อนคลายมากขึ้น ในตอนแรกอาจฟังดูดีแต่ก็กลับกลับตาลปัตรเพราะกลายเป็นว่าด้านบริษัทได้ผลประโยน์มากกว่า ไม่ต้องรับภาระในการจ่ายสวัสดิการเพราะยังไงก็มีรัฐบาลคอยอุ้มอยู่แล้ว สามารถเปลี่ยนบุคลากรได้ตลอดเวลาซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของผู้ใช้แรงงานเป็นอย่างมาก กลายเป็นว่า ‘อาเบะโนมิกส์’ เป็นนโยบายหนุนภาคธุรกิจให้ได้ประโยชน์เสียมากกว่า ประชาชนไม่ได้มีฐานะดีขึ้นอย่างที่หวังไว้ตั้งแต่แรก
เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัดที่การระบาดของไวรัสวิด-19 ทำให้เศรษฐกิจทั่วทั้งโลกต้องหยุดชงัก แดนซามูไรเองก็ไม่รอดกับการเผชิญวิกฤตนี้ ‘อาเบะโนมิกส์’ มีอันต้องสะดุด และแม้รัฐบาลจะใช้เงินมหาศาลเพื่อพยุงปากท้องของประเทศไว้ แต่อะไรๆก็ไม่เป็นไปดั่งใจหวัง
ข้อมูลอ้างอิง
https://time.com/6195263/abenomics-shinzo-abe-japan/







