posttoday
Blockchain กับเศรษฐกิจดิจิทัล เมื่อ R3 ชี้ CBDC เป็นเรื่องน่าตื่นตัว

Blockchain กับเศรษฐกิจดิจิทัล เมื่อ R3 ชี้ CBDC เป็นเรื่องน่าตื่นตัว

23 มิถุนายน 2565

รวมบทสัมภาษณ์จาก Amit Ghosh ผู้อำนวยการจาก R3 บริษัทยักษ์ใหญ่ด้าน Blockchain ถึงแนวคิด CBDC หรือ Central Bank Digital Currency (สกุลเงินดิจิตอลที่ออกโดยธนาคารกลางของแต่ละประเทศ) ที่เริ่มเข้ามามีบทบาทต่อธนาคารโลกและประเทศไทยมากขึ้น

ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าทุกวันนี้เทคโนโลยี Blockchain เข้ามามีบทบาทและกลายเป็นส่วนเล็กส่วนน้อยในชีวิตเราอย่างไม่ทันรู้ตัว หนึ่งในแพลทฟอร์ม Blockchain ที่มีชื่อเสียงมากในโลกการเงินอย่าง Corda โดยบริษัท R3 ถือเป็นแพลทฟอร์มที่มีธนาคารกว่า 200 แห่งร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ เพื่อนำนวัตกรรม Blockchain มาปรับใช้กับสถาบันการเงินของตนเองในอนาคต รวมถึงสถาบันพัฒนาด้านการเงินอย่างแบงก์ชาติ ก็มีโครงการนำร่องที่นำนวัตกรรมนี้มาใช้อย่าง ‘โครงการอินทนนท์’ เช่นกัน

 

      นาย Amit Ghosh ผู้อำนวยการ R3 ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้ให้ความเห็นถึงแนวคิดเรื่อง Blockchain กับการนำ CBDC มาใช้กับแวดวงธนาคารทั่วโลก ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อชีวิตเรามากน้อยแค่ไหน ลองมาหาคำตอบกันได้ในบทความนี้

Blockchain กับเศรษฐกิจดิจิทัล เมื่อ R3 ชี้ CBDC เป็นเรื่องน่าตื่นตัว

ทำไมองค์กรระดับโลกมากมายถึงใช้ Blockchain เข้ามาปรับปรุงระบบการทำงาน?

 

เทคโนโลยี Blockchain สามารถช่วยแก้ปัญหาเก่าๆที่เรื้อรังขององค์กรระดับโลกมากมายได้ ซึ่งเราสามารถจำแนกได้เป็น 3 อย่างด้วยกัน

 

  1. Blockchain สามารถช่วยธุรกิจต่างๆในเรื่องของการจัดเก็บข้อมูลจำนวนมาก และสามารถตรวจสอบข้อมูลเหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย รวมถึงการติดตามการซื้อและจัดส่งผลิตภัณฑ์ องค์กรต่างๆจึงสามารถมั่นใจได้เลยว่าข้อมูลแต่ละอย่างที่ถูกเก็บไว้จะมีความถูกต้องแม่นยำ และปลอดภัย

 

  1. เรื่องความโปร่งใส เนื่องจากข้อมูลต่างๆที่เข้าสู่ Blockchain จะไม่สามารถแก้ไขได้ภายหลัง ยกเว้นจะได้รับความยินยอมจากผู้ตรวจสอบรายอื่นๆ ในระบบ จึงมีส่วนทำให้การเก็บบันทึกข้อมูลในอนาคตสำหรับบริษัทระดับโลกเป็นไปได้อย่างง่ายดายขึ้น นอกจากนี้การเก็บข้อมูลในรูป blockchain ยังลดจำนวนการใช้กระดาษในสำนักงานแต่ละแห่งได้อีกมาก ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม

 

  1. ประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการส่วนต่างๆ เนื่องจากเทคโนโลยี Blockchain สามารถดำเนินงานได้แบบไม่ต้องอาศัยตัวกลาง ซึ่งช่วยให้บริษัทระดับโลกหลายแห่งประหยัดต้นทุนมากขึ้น 

Blockchain กับเศรษฐกิจดิจิทัล เมื่อ R3 ชี้ CBDC เป็นเรื่องน่าตื่นตัว

การเกิดขึ้นของ CBDC จะส่งผลกระทบอย่างไรต่ออุตสาหกรรมการธนาคารของไทย

 

แน่นอนว่าการเกิดขึ้นของ CBDC สร้างอิมแพคอย่างมหาศาลต่อวงการการเงิน ทั้งภาครัฐและเอกชนของมุ่งผลักดันให้ทุกอย่างเข้าสู่โลกดิจิทัลและเกิดการกระจายอำนาจมากขึ้น การเติบโตของ CBDC จะช่วยส่งเสริมให้ระบบการชำระเงินมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้นทั้งในประเทศอื่นๆรวมถึงไทยเอง เพราะมีเทคโนโลยีอย่าง Blockchain มาช่วยส่งเสริมระบบการทำงานโดยการลดตัวกลางไป จึงทำให้ระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมแต่ละครั้งลดลงตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ

 

โดย R3 ยังตระหนักถึงความสำคัญในการสร้างโลกที่ปลอดภัยและไร้พรมแดน ในฐานะที่เป็นพันธมิตรด้านเทคโนโลยีสำหรับโครงการ Inthanon-LionRock ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทยและธนาคารกลางฮ่องกง ทาง R3 ก็ได้มีส่วนร่วมในระยะแรกของโครงการเพื่อช่วยวางรากฐานสำหรับการโอนเงินและทำธุรกรรมซื้อขายเงินตรา(THB/HKD) ผ่าน CBDC ได้โดยตรงโดยไม่ต้องอาศัยตัวกลาง

 

โครงการนี้ยังคงดำเนินต่อไป โดยมีธนาคารกลางเป็นผู้นำไปศึกษาวิจัยเพิ่มเติม และคาดว่าโครงการอินทนนท์ในเฟส 2 จะทำการทดสอบองค์ประกอบอื่นๆไม่ว่าจะเป็น ความสามารถในการรองรับการเพิ่มขยายได้ในอนาคต (Scalability) ขีดความสามารถทางเทคโนโลยี (technological capability) หรือระเบียบข้อบังคับที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

 

เราเองก็อดใจไม่ไหวที่จะตั้งหน้าตั้งตารอความคืบหน้าและผลลัพธ์ของการทดสอบ และนำมาทดลองใช้ในไทย เราจะได้รู้กันว่า blockchain จะช่วยตอบโจทย์อะไรได้บ้าง

 

นอกจากด้านการเงินแล้ว เทคโนโลยี Blockchain ยังสามารถช่วยธุรกิจไหนได้อีกบ้าง?

 

หลังการระบาดของไวรัสโควิด-19 เศรษฐกิจโลกและเอเชีย ก็มีการขยายตัวและเปลี่ยนแปลงในรูปแบบที่ต่างกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวเพิ่มมูลค่าชั้นดีให้กับเทคโนโลยี Blockchain และช่วยกำหนดแนวทางเพื่อปรับใช้ในลำดับต่อๆไป

 

เราเชื่อว่าในขณะที่เศรษฐกิจยังคงเดินหน้า การผลักดันการนำเทคโนโลยีและกลยุทธ์ทางดิจิทัลเข้ามาใช้ เทคโนโลยีเดิมที่เราเคยมีก็จะเคลื่อนไปสู่รูปแบบการกระจายอำนาจมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยง เพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศมากขึ้น และท้ายที่สุด เราคาดหวังว่าจะได้เห็นการเติบโตอย่างต่อเนื่องของ Blockchain ในอีกหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก

 

อย่างในธุรกิจสายประกันภัย ปัญหาการเรียกร้องค่าสินไหมซ้ำซ้อนและค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบรายการขอเคลมค่าสินไหมถือว่ามีมูลค่าค่อนข้างสูง การเข้ามามีบทบาทของเทคโนโลยี Blockchain กับธุรกิจนี้จะช่วยให้ปัญหาการเรียกร้องค่าสินไหมกลายเป็นเรื่องเล็ก สามารถจัดการกับการฉ้อโกงประกันภัยได้ทุกรูปแบบ เนื่องจากข้อมูลมีระบบ Algorithm ที่ช่วยกระจายฐานข้อมูลที่ช่วยให้การตรวจสอบเร็วขึ้นไม่ว่าจะจากฝั่งผู้เอาประกันภัย บริษัทประกันภัย หรือ ฝ่ายอื่นๆ ลดระยะเวลาการตรวจสอบ และข้อมูลทุกอย่างยังสามารถรับประกันได้ว่าจะปลอดภัยและถูกเก็บไว้เป็นความลับ

 

เทคโนโลยี Blockchain สามารถช่วยตรวจสอบการทุจริตในองค์กรได้อย่างไร?

 

นอกจาก Blockchain จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้กับอุตสาหกรรมต่างๆได้แล้ว เทคโนโลยีนี้ยังสามารถช่วยตรวจสอบระบบความปลอดภัยและโปร่งใสในองค์กรได้อีกด้วย ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญในการต่อสู้กับการทุจริตในทุกรูปแบบ ด้วยธรรมชาติของระบบ Blockchain ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจัดเก็บข้อมูล ลดตัวกลาง และกระจายการตรวจสอบซึ่งช่วยให้องค์กรระดับโลกทำงานได้ง่ายขึ้น

 

การนำเทคโนโลยี Blockchain เข้ามาใช้ตรวจสอบเรื่องความโปร่งใส วิเคราะห์จุดอ่อน เปิดเผยกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างในแต่ละบริษัทจะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

Blockchain กับเศรษฐกิจดิจิทัล เมื่อ R3 ชี้ CBDC เป็นเรื่องน่าตื่นตัว

ปัจจุบันเทคโนโลยี Blockchain มีการพัฒนาในแง่ของความปลอดภัยอย่างไร?

 

ตามหลักแล้วเทคโนโลยี Blockchain คือโครงสร้างของข้อมูลที่มีความปลอดภัยอยู่แล้ว แต่ถึงอย่างนั้น ยังมี Blockchain อีกสองรูปแบบที่เกิดขึ้นคือ permissioned blockchain และ permissionless blockchain ซึ่งแม้ว่า Blockchain สองรูปแบบนี้จะมีความคล้ายคลึงกันบางอย่าง แต่ยังมีจุดแตกต่างที่เราสามารถจำแนกได้

 

ในฐานะ permissioned blockchain อย่าง Corda ของ R3 ที่เป็น Software Platform แบบ open core ที่อนุญาตให้ธุรกิจใดๆก็ตามสามารถทำธุรกรรมได้โดยตรง ไม่ต้องอาศัยตัวกลาง และช่วยให้ธุรกรรมที่บันทึกไว้ปลอดภัย แต่ต้องได้รับอนุญาตจากบุคคลที่เกี่ยวข้องในธุรกรรมนั้นก่อนที่จะเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้ ซึ่งถือเป็นจุดแตกต่างจาก permissionless blockchain ที่อนุญาตให้ใครก็ได้ สามารถอ่าน Data หรือมีส่วนร่วมในกระบวนการบันทึกข้อมูลประวัติของการทำธุรกรรมดิจิทัลลงไปได้

 

แม้ permissioned และ permissionless blockchains จะดูมีความต่างกันพอสมควร แต่เราสามารถมั่นใจได้ว่าทั้งสองรูปแบบล้วนมีความปลอดภัยอย่างแน่นอน ซึ่งความแตกต่างระหว่างทั้งสองเป็นข้อพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างไรเพื่อตอบสนองความต้องการด้านความปลอดภัยของอุตสาหกรรมและรัฐบาลทั่วโลก

 

เราคาดว่า permissioned blockchain จะเป็นตัวอำนวยความสะดวกหลักให้กับบริการทางการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะนี้ที่ธนาคารกลางของแต่ละประเทศเริ่มก้าวขาเข้าสู่ CBDC

Blockchain กับเศรษฐกิจดิจิทัล เมื่อ R3 ชี้ CBDC เป็นเรื่องน่าตื่นตัว

R3 คาดว่าเทคโนโลยี  Blockchain ในตลาดโลกและประเทศไทยจะเป็นอย่างไรในปี 2022 ?

 

Blockchain ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นเทคโนโลยีหลักสำหรับองค์กรในการช่วยลดความเสี่ยง เพิ่มประสิทธิภาพ และอำนวยความสะดวกในการทำงานข้ามอุตสาหกรรมหรือพรมแดน

 

ในปี 2022 เป็นช่วงที่โลกเริ่มหลุดพ้นจากปัญหาโรคระบาดโควิด-19 เราถึงพบว่าเทคโนโลยี Blockchain และการกระจายอำนาจไม่ใช่เทรนด์ใหม่อีกต่อไป และกลายเป็น next step ที่มีความเป็นรูปธรรมให้กับระบบมากมายรวมถึงการสอนในสถาบันต่างๆ 2022 จึงถือว่าเป็นปีที่สำคัญและเป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ชองวงการ blockchain

 

IDC คาดการณ์ว่าในปี 2022 ธุรกิจต่างๆจะมีการทำธุรกรรมผ่าน blockchain สูงถึง11.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทางเราเองก็คาดหวังว่าจำนวนผู้ใช้จะขยายตัวมากขึ้นในปีนี้เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะทั้งจากภาคธุรกิจ การแปลงมูลค่าวัตถุหรือทำให้สินทรัพย์ต่างๆ อยู่ในรูปแบบดิจิทัลก็ตาม 

 

สำหรับประเทศไทย หลังจากการเปิดตัวไทยแลนด์ 4.0 ไป R3 ก็ได้เล็งเห็นว่าประเทศไทยได้ก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างตัวเองให้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมดิจิทัลในภูมิภาค และในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการเติบโตในด้านเทคโนโลยีที่โดดเด่นมาก เพราะสตาร์ทอัพและธุรกิจต่างๆ เริ่มมีการเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น blockchain หรือ DLT (Distributed Ledger Technology เทคโนโลยีจัดเก็บข้อมูลแบบกระจายศูนย์)

 

เรามีความรู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบการนำเทคโนโลยีพวกนี้มาใช้ในไทย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดๆเลยในตอนนี้คือธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังทดสอบการใช้เทคโนโลยี DLT อย่างจริงจัง เพื่ออำนวยความสะดวกในการโอนเงินภายในประเทศและโอนเงินข้ามพรมแดนโดยใช้สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง ซึ่งจนถึงขณะนี้ผลลัพธ์ที่ได้ก็ถือว่าน่าพึงพอใจ

 

สถาบันการเงินแบบดั้งเดิมอย่างธนาคารกรุงเทพและธนาคารไทยพาณิชย์ก็ได้ร่วมมือกับ R3 โดยการนำเทคโนโลยี blockchain มาใช้เพื่อปรับปรุงธุรกิจ ในขณะนี้ที่เรากำลังก้าวไปข้างหน้ากับบริษัทพาร์ทเนอร์ต่างๆในการเข้าสู่ความเป็นดิจิทัล เราจะมุ่งเน้นการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ที่มั่นใจในระบบ Corda เพราะพวกเขาจะค้นพบวิธีใหม่ๆในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี blockchain ให้กับอุตสาหกรรมของตัวเอง

Blockchain กับเศรษฐกิจดิจิทัล เมื่อ R3 ชี้ CBDC เป็นเรื่องน่าตื่นตัว

คิดว่าแนวโน้มและความเป็นไปได้หลังจากการเกิดขึ้นของ Web 3.0 เป็นอย่างไร?

 

การเกิดขึ้นของ Web 3.0 และการเข้าสู่สังคม metaverse เปรียบเสมือนสะพานทอดไปสู่ตลาดที่สามารถทำกำไรได้สูง เนื่องจากความต้องการด้านสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีมากขึ้น หลายแพลตฟอร์มจึงถือว่านี่คือโอกาสที่สามารถทำเงินได้ นอกจากนี้ ผลการศึกษาของ McKinsey ยังชี้ว่าผู้ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับต้นๆ มีแนวโน้มที่จะหยิบยื่นหรือสร้างข้อเสนอในรูปแบบดิจิทัลมากกว่า

 

ในขณะที่ Web 3.0 กำลังได้รับแรงผลักดัน เราเห็นว่าสถาบันทางการเงินหลายแห่งเริ่มให้ความสำคัญกับสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น การแปลงหรือทำให้สินทรัพย์ต่างๆ อยู่ในรูปแบบดิจิทัล Stablecoin รวมถึง CBDC ซึ่งนี่ถือเป็นพื้นที่ที่ R3 กำลังดำเนินงานอยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลต่างๆเริ่มหันมาให้ความสนใจกับการใช้ CBDC ในประเทศของตัวเอง

 

นอกจากนี้เรายังคาดว่าบทบาทของสกุลเงินดิจิทัล (cryptocurrency) และสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆจะยังได้รับความสำคัญเมื่อ metaverse เริ่มมีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น

 

เพราะฉะนั้นแล้ว ดังที่เราได้กล่าวไว้ข้างต้น การเติบโตในครั้งนี้ยังคงถูกจับตาจากผู้มีอำนาจ เพราะพวกเขาต้องประเมินถึงผลกระทบของสินทรัพย์ดิจิทัลที่อาจส่งผลต่อตลาดการเงิน และต้องหาแนวทางที่ดีที่สุดเพื่อให้แน่ใจว่าสิทธิของผู้บริโภคและนักลงทุนจะได้รับการปกป้องคุ้มครอง

 

ข้อมูลจาก : www.r3.com

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ