
ยาต้าน HIV มีคุณสมบัติลดอาการหลงลืมในวัยกลางคน
อาการหลงลืมคือสิ่งที่คนส่วนใหญ่ต้องประสบสักครั้งในชีวิต บางครั้งไม่จำเป็นต้องอายุมากสิ่งที่ตั้งใจทำกลับขาดหายไปกลางทาง ที่ผ่านมาเราเข้าใจว่าเป็นความสะเพร่าของตัวเอง แต่งานวิจัยชิ้นใหมออกมายืนยันว่าไม่เป็นแบบนั้นเสมอไป และอาจแก้ไขได้ด้วยยาต้าน HIV
เมื่ออายุมากขึ้นอาการหลงลืมตามวัยย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ผู้อ่านบางท่านคงมีประสบการณ์เดินเข้าไปหน้าตู้เย็นแต่จำไม่ได้ว่าจะหยิบอะไร หรือตั้งใจมาหยิบของบางอย่างแต่พอมาถึงที่กลับลืมสิ่งที่ต้องการ ถือเป็นอาการตามปกติที่เราสามารถพบได้ทั่วไป ทำเอาต้องย้อนมาตั้งคำถามถึงความเอาใจใส่และอายุอานามตัวเองอยู่บ่อยๆ
ปัจจุบันกลับไม่เป็นแบบนั้นอีกต่อไป เมื่อผลการวิจัยล่าสุดพบว่า ยาต้าน HIV มีคุณสมบัติในการช่วยฟื้นฟูความทรงจำ แม้ยาอยู่ในขั้นตอนการวิจัยและทดลองใช้กับหนูแต่ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาดี จึงน่าจะเป็นความหวังสำหรับผู้มีอาการหลงลืมที่อาจแก้ปัญหานี้ได้ในอนาคต
แต่แรกสุดเราคงต้องมาพูดถึงกันก่อนว่าอาการหลงลืมของคนเรามีสาเหตุมาจากอะไร
ต้นตอแห่งอาการหลงลืมที่เกิดจากยีน
หลายท่านอาจคิดว่าอาการหลงลืมเกิดจากการเสื่อมของเซลล์สมองเมื่ออายุมากขึ้น หรืออย่างแย่สุดคือเป็นช่วงเริ่มต้นของโรคอัลไซเมอร์ ภาวะสมองเสื่อมที่ทำให้มีปัญหาต่อระบบความจำ ความคิด และการใช้ชีวิต จนกลายเป็นความกังวลเมื่อเริ่มมีอาการแบบนี้เกิดขึ้นกับตัว
แต่แท้จริงมันไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไปจากการค้นพบยีนชนิดใหม่ที่ปรากฏในร่างกายคนเราอย่าง CCR5
จากงานวิจัยของ Alcino Silva นักวิจัยแห่งมหาลัยแคลิฟอร์เนีย(UCLA) ลอสแองเจลิส ได้ค้นพบกลไกลระดับโมเลกุลภายในร่างกายคนเราที่เชื่อมโยงหน่วยความจำ ซึ่งช่วยอธิบายได้ว่าเหตุใดเมื่อหนูทดลองได้รับยาต้าน HIV จึงสามารถฟื้นฟูความทรงจำกลับมาได้
อาการหลงลืมเหล่านี้เกิดจากการทำงานของยีนที่ถูกเรียกว่า CCR5 มีคุณสมบัติในการยับยั้งหรือลดการทำงานของสมองส่วนหน่วยความจำ จากการสังเกตหนูทดลอง 2 กรงที่ถูกควบคุมตัวแปรแบบเดียวกัน แต่หนูที่มียีนชนิดนี้ภายในตัวกลับมีความทรงจำแย่กว่าหนูที่ไม่มี
ก่อนเป็นที่มาในการทดลองเพิ่มจำนวน CCR5 ให้แก่หนูทดลองเพื่อตรวจสอบผลกระทบ ก่อนพบว่าเมื่อมีจำนวนยีนชนิดนี้มากขึ้นหน่วยความจำของมันก็ทำงานได้น้อยลง แต่เมื่อทำการขจัดยีนเหล่านี้ออกไปจากตัว ความสามารถในการจดจำของมันก็กลับมาเป็นปกติ
หลายท่านอาจสงสัยว่าเหตุใดสมองจึงสร้างยีนที่ทำให้เราจดจำเรื่องราวได้น้อยลง ทั้งที่ความจริงเราต้องการจดจำเรื่องราวต่างๆ ให้แม่นยำ ส่วนนี้คาดว่าเป็นการกรองความทรงจำและข้อมูลบางส่วนทิ้ง เพื่อลดภาระและช่วยให้คนเราดำเนินชีวิตได้ง่ายขึ้น เพราะการจดจำทุกรายละเอียดอาจเป็นภาระต่อร่างกายและจิตใจมากจนเกินไป
นี่จึงถือเป็นค้นพบครั้งใหญ่ที่ช่วยอธิบายปัญหาด้านความทรงจำของคนเราได้อย่างมากทีเดียว
ยาต้าน HIV กับคุณสมบัติแก้อาการหลงลืม
ยาที่ใช้ในการทดสอบครั้งนี้คือยา maraviroc ที่ได้รับการอนุญาตจากคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐฯในปี 2007 โดยมีคุณสมบัติหลักในการต้านทานเชื้อ HIV เป็นยาเม็ดที่ใช้ในการทาน ที่พวกเขาค้นพบคุณสมบัติว่าส่งผลยับยั้งการทำงานของยีน CCR5 ในสมองของหนู
จากผลการทดลองเมื่อตัวยาเข้าไปลดการทำงานของยีนชนิดนี้ปริมาณ CCR5 ในร่างกายก็ลดจำนวนลง ผ่านไประยะหนึ่งความทรงจำของหนูจึงกลับมาดีอีกครั้ง เมื่อยีน CCR5 เริ่มไม่แสดงผลจนสามารถจดจำสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้น เป็นความหวังในการใช้ยาชนิดนี้รักษาอาการหลงลืมได้เช่นกัน
ปัจจุบันการใช้ยา maraviroc เพื่อฟื้นฟูความจำกำลังอยู่ในขั้นการทดลองทางคลินิก เพื่อทดสอบว่าจะส่งผลกระทบต่อมนุษย์แค่ไหน โดยมีเป้าหมายที่กลุ่มเริ่มมีอาการหลงลืมในขั้นต้น เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพและเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการฟื้นคืนความทรงจำเพิ่มเติม
เมื่อการทดสอบดำเนินต่อเนื่องมากพอ เป็นไปได้ว่าเราจะเข้าใจกระบวนการถ่องแท้มากขึ้นว่า เหตุใดสมองจึงคัดกรองเรื่องไม่สำคัญออกจากหัว คุณลักษณะที่ทำให้เรื่องเหล่านั้นถูกคัดออก รวมไปถึงหนทางแก้ไข ที่อาจสามารถต่อยอดไปถึงการรักษาโรคทางสมองบางชนิดได้ในอนาคตทีเดียว
นอกจากนี้หากยา maraviroc เป็นกุญแจสำคัญในการเรียกคืนความจำ แก้ปัญหาอาการหลงลืมได้จริง นอกจากยาต้านอาการหลงลืมแล้ว เป็นไปได้ว่าอาจช่วยให้เราเข้าใกล้การฟื้นฟูร่างกาย ชะลอความแก่ชรา หรือคืนความเยาว์วัยขึ้นอีกก้าว อาจช่วยให้คุณภาพชีวิตของมนุษยชาติดีขึ้นแบบก้าวกระโดดเลยทีเดียว
แน่นอนว่าขั้นตอนทั้งหมดยังคงอยู่ในขั้นวิจัยและทดลองยังไม่ผ่านการรรองรับให้ใช้งานจริง แม้ตัวยาชนิดนี้จะผ่านให้ใช้งานได้ตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุขทั้งสหรัฐฯและไทย แต่นั่นคือในฐานะของยาต้านเชื้อ HIV เท่านั้น ไม่ใช่ในด้านการฟื้นฟูความจำแต่อย่างใด
เรายังไม่ทราบว่าการใช้ maraviroc เพื่อควบคุม CCR5 ด้วยวิธีนี้จะส่งผลกระทบใดต่อร่างกายบ้าง การฟื้นฟูความจำฟังดูเป็นเรื่องดีแต่อาจมีผลกระทบตกค้างในระยะยาว เป็นต้นว่าอาจทำให้สมองรับภาระมากไป เกิดโรคระบบประสาทอื่นตามมา หรืออาจมีผลด้านอื่นกับร่างกาย จำเป็นต้องผ่านการศึกษาเข้มงวดเสียก่อนนำมาใช้จริง
นอกจากนี้ตัวยา maraviroc เองยังมีผลข้างเคียงอื่นประกอบเมื่อได้รับยา ทั้งปวดท้อง, ไอ, เสมหะ, วิงเวียนศีรษะ, ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ, หูอื้อ, แน่นหน้าอก, หายใจลำบาก, อ่อนเพลีย ในบางรายอาจถึงขั้นส่งผลต่อระบบประสาท เป็นยาที่ต้องอยู่ในความดูแลองแพทย์อย่างใกล้ชิด จึงอาจไม่ถูกผลักดันให้ออกมาแก้ไขอาการหลงลืมในเร็ววัน
แต่งานวิจัยครั้งนี้ก็นับว่าน่าคาดหวังเช่นกันว่าเราอาจไม่ต้องไปยืนงงอยู่หน้าคู้เย็นอีกต่อไป
ที่มา
https://interestingengineering.com/hiv-drug-middle-aged-memory-loss
https://www.uclahealth.org/news/ucla-study-identifies-how-brain-links-memories
https://www.mayoclinic.org/drugs-supplements/maraviroc-oral-route/side-effects/drg-20071288?p=1
https://www.xn--m3cdurg2ao7d2g0e.com/medicine-th/maraviroc







