
Car seat อุปกรณ์ป้องกันสำหรับเด็กหรือภาระเกินความจำเป็น?
Car seat กลายเป็นหัวข้อสนทนากว้างขวาง เมื่อกฎหมายบังคับให้รถที่มีเด็กนั่งต้องติดตั้งก่อนวันที่ 5 กันยายน 2565 แม้เป็นเรื่องดีเพื่อช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้แก่เด็ก แต่ก็ตามมาด้วยข้อถกเถียงเป็นวงกว้างว่า การบังคับใช้ในตอนนี้เป็นเรื่องสมควรหรือไม่?
Car seat กลายเป็นประเด็นได้รับความสนใจ ภายหลังการออกกฎหมายบังคับให้เด็กอายุไม่เกิน 6 ปี ต้องมีที่นั่งเด็กไว้สำหรับรองรับโดยเฉพาะ จนถูกวิพากษ์วิจารณ์กว้างขวางจากผู้ใช้รถเป็นวงกว้าง และทำให้ความคิดเห็นของผู้คนแตกออกเป็นสองกลุ่ม
ไม่ใช่เรื่องแปลกเมื่อมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นหยิบมานำเสนอหรือมีการบังคับใช้กฎหมายชนิดใด ย่อมมีทั้งผู้สนับสนุนและคัดค้านเกิดขึ้นจากแนวคิดดังกล่าว ชวนให้เกิดการตั้งคำถามและข้อถกเถียงแก่สังคมว่า การบังคับใช้กฎหมายในครั้งนี้มีความเหมาะสมเพียงไร?
แต่ก่อนอื่นเราคงต้องไปหาคำตอบกันเสียก่อนว่า Car seat ที่ถูกพูดถึงภายในข้อกฎหมายคืออะไร? มีความจำเป็นแค่ไหน?
อุบัติเหตุบนถนนของเด็กเล็ก เรื่องไม่เล็กบนท้องถนน
ดังที่เราทราบกันดีอุบัติเหตุบนท้องถนนถือเป็นสาเหตุการตายเป็นอันดันต้นๆ ของคนไทย ในปี 2564 มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุกว่า 13,485 ราย เฉลี่ยวันละถึง 36 ราย แม้ช่วงอายุของผู้เสียชีวิตมากที่สุดคือช่วง 36 – 60 ปี อยู่ที่ 35.87% แต่จำนวนการเสียชีวิตของเด็กกว่า 12.07% หรือราว 1,600 รายก็เป็นจำนวนที่ไม่อาจมองข้ามเช่นกัน
แนวทางแก้ไขปัญหาขจัดอุบัติเหตุมีอยู่หลายแบบ ทั้งการบังคับใช้กฎหมายเข้มงวด ควบคุมความเร็วขับขี่ ตรวจตราการดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงการใช้งานอุปกรณ์นิรภัย เพื่อรักษาสวัสดิภาพของผู้ขับขี่หรือโดยสารให้ปลอดภัย ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญช่วยลดอัตราการเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก
น่าเสียดายสำหรับเด็กเล็กการหาอุปกรณ์นิรภัยแก่พวกเขากลับไม่ง่าย ด้วยขนาดร่างกายเล็กและบอบบางกว่า ไม่สามารถรองรับหรือใช้งานอุปกรณ์แบบผู้ใหญ่ได้โดยเฉพาะกับการโดยสารรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นเข็มขัดนิรภัยหรือถุงลมกันกระแทกล้วนสร้างแรงปะทะมากเกิน จนอาจเป็นอันตรายกับตัวเด็กได้
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม Car seat หรือที่นั่งสำหรับเด็กเล็กจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการรักษาความปลอดภัย
Car seat คืออะไร? ทำงานอย่างไร? มีความสำคัญแบบไหน?
Car seat มีหน้าที่ในการเป็นอุปกรณ์รักษาชีวิตคล้ายเข็มขัดนิรภัย ข้อแตกต่างคือมันเป็นอุปกรณ์ออกแบบไว้สำหรับใช้งานในกลุ่มเด็กโดยเฉพาะเด็กเล็ก โดยจะมีรูปทรงและขนาดเหมาะสมกับเด็กแต่ละช่วงวัย คอยยึดตรึงร่างกาย และดูดซับแรงกระแทกยามเกิดอุบัติเหตุ คาดว่าจะช่วยรักษาชีวิตและร่างกายของเด็กอีกเป็นจำนวนมาก
ถึงตรงนี้อาจมีบางคนสงสัยว่าเหตุใดจึงต้องจัดทำที่นั่งสำหรับเด็กโดยเฉพาะ เพียงใช้เข็มขัดนิรภัยแบบคนทั่วไปไม่เพียงพอหรือ? คำตอบคือไม่ ด้วยเข็มขัดนิรภัยออกแบบสำหรับสรีระร่างกายสำหรับผู้ใหญ่ มีความสูงในการใช้งานขั้นต่ำอยู่ที่ราว 135 เซนติเมตร ทำให้ขนาดไม่พอดีจึงไม่สามารถรัดร่างกายเด็กเอาไว้ได้เมื่อเกิดประสบอุบัติเหตุ
นอกจากนี้เมื่ออุปกรณ์รักษาความปลอดภัยถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานสำหรับผู้ใหญ่ซึ่งมีร่างกายแข็งแรงกว่า เมื่อประสบอุบัติเหตุจึงหลงเหลือแรงกระแทกไปถึงร่างกายมาก สำหรับผู้ใหญ่อาจไม่เป็นปัญหานักแต่สำหรับเด็กที่ยังเติบโตไม่เต็มที่ สิ่งเหล่านี้มากพอทำให้บาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตได้ทีเดียว
แตกต่างจาก Car seat ที่ถูกจัดทำสำหรับเด็กโดยเฉพาะ ทั้งขนาดที่นั่งรวมถึงสายรัดถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับสรีระ มีโครงสร้างแข็งแรงทนทานถูกออกแบบมาเพื่อดูดซับแรงกระแทกจากทุกทิศทาง สามารถใช้งานได้ตั้งแต่ช่วงวัยแรกเกิดไปจนถึงเด็กโตจนกว่าร่างกายจะพร้อมใช้งานเข็มขัดนิรภัยเลยทีเดียว
อีกทั้งจากสถิติสำรวจโดย Centers for Disease Control and Prevention(CDC) ในสหรัฐฯพบว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุ Car seat จะช่วยลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บได้มากถึง 71 – 82% รวมถึงช่วยลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บสาหัสได้ถึง 45% เป็นข้อยืนยันว่า Car seat ถือเป็นอุปกรณ์จำเป็นสำหรับเด็กที่โดยสารบนรถยนต์
ข้อโต้แย้งจากฝั่งไม่เห็นด้วย กับช่วงเวลาเลวร้ายในการผ่านร่างกฎหมาย
เมื่อมีกฎหมายฉบับใหม่บังคับใช้ย่อมมีทั้งผู้สนับสนุนและเห็นด้วย หลายคนเล็งเห็นประโยชน์และเริ่มนำอุปกรณ์นี้มาติดตั้งเพื่อรองรับลูกน้อยกันคึกคัก ทางร้านค้าที่รับทำอยู่ล่วงหน้าเองก็เป็นผู้ได้ประโยชน์ ทางหนึ่งจึงมองว่าเป็นอีกรูปแบบในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็ยังมีการแสดงความเห็นคัดค้านเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน
แน่นอนสำหรับผู้ได้รับผลกระทบพวกเขาต่างไม่คัดค้านหากลูกหลานของพวกเขาจะปลอดภัยยิ่งขึ้น ปัญหาอยู่ตรงจังหวะเวลาในการบังคับใช้กฎหมาย การบังคับให้ติดตั้ง Car seat หมายถึงค่าใช้จ่าย ในยุคเศรษฐกิจฝืดเคืองจากปัญหาโควิดและสถานการณ์ทั่วโลกไม่ทันฟื้นตัว การเพิ่มค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะยิ่งสร้างภาระให้ผู้ใช้รถยนต์มากขึ้น
บางส่วนยังแสดงความไม่เห็นด้วยว่าสิ่งที่เป็นปัญหาในการสัญจรเมืองไทย ไม่ใช่ Car seat หรืออุบัติเหตุทางท้องถนน แต่เป็นวินัยจราจร กฎระเบียบ และการบังคับใช้กฎหมายภายในประเทศไทยมากกว่าที่มีปัญหา เหตุใดจึงไม่หันไปแก้ไขในส่วนนั้นกลับเลือกให้ประชาชนเป็นผู้แบกรับปัญหา แต่ไม่สามารถจัดการต้นตอที่แท้จริงของปัญหาอุบัติเหตุในไทยได้
โดยรวมแนวคิดจากผู้ไม่เห็นด้วยคือการแก้ปัญหานี้เกิดขึ้นที่ปลายเหตุ ถึงบางรายจะไม่คัดค้านข้อกฎหมายนี้เสียทีเดียว แต่พวกเขาก็ต้องการคำอธิบายและนโยบายช่วยเหลือ เพื่อให้การติดตั้ง Car seat เป็นไปอย่างราบรื่นและสามารถช่วยปกป้องชีวิตลูกน้อยของพวกเขาได้จริงๆ
ความคลุมเครือของข้อกฎหมาย ปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไข และความไม่ใส่ใจของรัฐบาล
ถึงตรงนี้ย่อมต้องมีข้อโต้แย้งอีกหลายด้านเมื่อมีผู้ฟังความคิดของผู้ไม่เห็นด้วย เช่น กฎหมายการใช้ Car seat ถูกบังคับใช้ในหลายประเทศอยู่ก่อน, ตัวอุปกรณ์ผ่านการพิสูจน์จากหลายสนามแล้วว่าช่วยรักษาชีวิตเด็กได้จริง รวมถึงราคาของ Car seat รุ่นประหยัดสนนราคาอยู่หลักพันบาท จะถือเป็นการลงทุนเพื่อความปลอดภัยของเด็กก็ได้ เหตุใดจึงมีผู้ไม่เห็นด้วย?
ในส่วนนี้อาจจำเป็นต้องมองภาพให้กว้างขึ้นอีกนิดเมื่อลองคิดถึงปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นในภาพรวม
การติดตั้ง Car seat เป็นเรื่องดีเพราะอุปกรณ์นี้ช่วยรักษาชีวิตเด็กได้ คำถามคือผู้ใช้รถยนต์มีความเข้าใจต่ออุปกรณ์ชนิดนี้แค่ไหน? พวกเขารู้จักหรือมองเห็นประโยชน์ของอุปกรณ์ชนิดนี้แล้วหรือยัง? ถ้ายังและมีการสั่งบังคับใช้ทันที มันควรเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่ต้องสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจให้ผู้ใช้งานเห็นความสำคัญหรือไม่?
อันดับต่อมาเมื่อมีการบังคับให้รถทุกคันที่ต้องให้เด็กนั่งมีการติดตั้ง ตัวกฎหมายจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 5 กันยายน 2565 จากสถิติปัจจุบันจำนวนรถยนต์จดทะเบียนทั้งหมด รถยนต์ส่วนบุคคลมีอยู่ราว 11.5 ล้านคัน ส่วนจำนวนเด็กอายุ 0 – 14 ปีมีอยู่ราว 10.9 ล้านคน ด้วยจำนวนขนาดนี้จะมีสินค้า Car seat รองรับเพียงพอภายในเวลา 120 วันหรือไม่?
อาจมีข้อโต้แย้งว่าไม่ใช่ผู้มีรถส่วนบุคคลจะมีลูกหลานต้องมาติด Car seat บางครอบครัวที่มีลูกเองก็ไม่ได้มีรถยนต์ใช้งาน แต่ก็ยังต้องตั้งคำถามอยู่ดีกว่าภายใต้กรอบเวลาที่กำหนด สินค้าจะเกิดการขาดตลาดหรือขาดแคลนจนทำให้ไม่สามารถหาซื้อได้หรือไม่? และรัฐบาลมีนโยบายรองรับในส่วนนี้หรือยัง?
ขยับออกมาจากรถยนต์ส่วนตัวปัญหาต่อมาคือกลุ่มรถโดยสารประจำทาง สำหรับรถสามล้อ รถสองแถว รถกระบะ รถกึ่งกระบะ รถบดถนน รถแทรกเตอร์ รถใช้งานเกษตรกรรมตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์เป็นข้อยกเว้น ไม่ต้องติดตั้ง Car seat สำหรับรองรับเด็กไว้
แต่กรณีรถประจำทางประเภทอื่น เช่น รถตู้โดยสารหรือรถโดยสารประจำทั้งหลายถูกนับรวมด้วยหรือไม่? ถ้าถูกนับรวมจำนวนที่นั่งที่พวกเขาต้องติดตั้งจะมีมากขนาดไหน? เมื่อตัวบทกฎหมายเองก็ไม่มีข้อกำหนดที่ชัดเจน รวมถึงจะเป็นการสร้างภาระให้คนกลุ่มนี้เกินไปซ้ำเติมความลำบากหรือไม่?
ประเด็นสำคัญน่าจะอยู่ที่กลุ่มรถรับ-ส่งของทางโรงเรียน ที่พวกเขาต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมหาศาล โดยเฉพาะกลุ่มรถรับจ้างอิสระที่อาจต้องหา Car seat มาติดตั้งตามจำนวนที่นั่ง เมื่อลองคิดถึงรถโดยสารประเภทรถตู้หรือรถทัวร์จะถือเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไปหรือไม่? ถ้าภาระค่าใช้จ่ายนี้อยู่ที่ทางโรงเรียนรัฐบาลมีการรองรับเรื่องนี้ไว้แค่ไหน?
อีกทั้งเมื่อเป็นเช่นนี้จะทำให้การเดินทางในกลุ่มเด็กทำได้ยากขึ้น จนกลายเป็นปัญหาทางสังคมว่าพวกเขาอาจไม่รับเด็กเพราะไม่มี Car seat ไว้รองรับ จนกลายเป็นปัญหาสังคมในอนาคตหรือไม่?
แน่นอนว่าส่วนตัวผู้เขียนเห็นด้วยกับข้อกฎหมายการเพิ่มความปลอดภัยแก่เด็กที่ใช้รถโดยสาร แต่การออกข้อกฎหมายขึ้นมาจำเป็นต้องดูผลกระทบวงกว้าง ซึ่งในปัจจุบันเรายังไม่เห็นมาตรการหรือการแสดงความสนใจจากทางภาครัฐเกี่ยวกับในส่วนนี้เลย
นี่เป็นเรื่องปัญหาที่รัฐบาลจำเป็นต้องแถลงชี้แจงเพิ่มเติมรวมถึงแก้ไขเพื่อรองรับข้อกฎหมายใหม่ที่จะมาถึง
ที่มา
https://www.thairsc.com/
https://www.cdc.gov/transportationsafety/child_passenger_safety/cps-factsheet.html?CDC_AA_refVal=https%3A%2F%2Fwww.cdc.gov%2Fmotorvehiclesafety%2Fchild_passenger_safety%2Fcps-factsheet.html
https://web.dlt.go.th/statistics/
https://www.boi.go.th/index.php?page=demographic
http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2565/A/028/T_0005.PDF







