“แก๊งค์ลูกเทพ” กลุ่มนี้แหละ ที่จะพา “ดีอี” สู่ยุคสมัยใหม่ ?
ถึงยุคสมัยใหม่ ที่ต้องให้โอกาสกลุ่มคนรุ่นใหม่ คำว่า "ลูกเทพ" ของแก๊งค์ "ไชยชนก" อาจไม่ใช่คำประชด แต่กำลังเป็นคำที่สร้างความหวังในการขับเคลื่อนกระทรวงดีอี หรือไม่
KEY
POINTS
- อนาคตของกระทรวงดีอีแขวนอยู่บนความสามารถของ “แก๊งค์ลูกเทพ” ที่จะต้องแสดงฝีมือ "ขั้นเทพ" เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาสามารถนำพาองค์กรไปสู่ยุคใหม่ได้จริง
- การแต่งตั้ง บุณย์ธิดา สมชัย เป็นรัฐมนตรีช่วยฯ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์กระทรวง สะท้อนถึงการให้ความสำคัญและเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทอย่างเต็มที่
- กลุ่มคนรุ่นใหม่ต้องเผชิญความท้าทายในการพิสูจน์ฝีมือ ทั้งการบริหารคน ปรับโครงสร้างองค์กร และผลักดันนโยบายดิจิทัลที่สำคัญของประเทศให้สำเร็จ
ตั้งแต่มีการก่อตั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) หรือหากย้อนไปตั้งแต่ยังเป็น กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) รวมแล้ว กว่า 20 ปี นี่เป็นครั้งแรกที่กระทรวงดีอี ที่มี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดีอี นั่นคือ บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย บุตรสาวของ อิสระ สมชัย อดีตนักการเมืองดัง แห่งอุบลราชธานี และอดีตแกนนำ กปปส. หนึ่งใน “แก๊งค์ลูกเทพ” ภายใต้การนำของ “ไชยชนก ชิดชอบ” ที่ยังคงนั่งเป็นรมว.ดีอี เต็มตัว หลังจากได้ทดลองทำงานในช่วงก่อนหน้ามาแล้วในรัฐบาลรักษาการ
การไม่ไปอยู่กระทรวงอื่น ทั้งที่ก่อนหน้านั้นมีกระแสข่าวว่า ไม่ชอบกระทรวงดีอี กับการกลับมาพร้อมการหิ้วเพื่อนซี้อย่าง บุณย์ธิดา มานั่งเป็น รมช.ครั้งแรกในประวัติศาสตร์นั้น แสดงให้เห็นว่า กลุ่มคนรุ่นใหม่ ให้ความสำคัญกับ กระทรวงดีอี อย่างมาก แม้จะมีงบประมาณเพียงหมื่นล้าน ซึ่งหลายฝ่ายต่างให้ความเห็นสอดคล้องไปในทางเดียวกันว่า “ถึงเวลาแล้วที่ต้องให้โอกาสคนรุ่นใหม่”
ท่ามกลางกระแสข่าวลือว่า ปลัดกระทรวงดีอี “พชร อนันตศิลป์” ที่เพิ่งข้ามห้วยมาจากกระทรวงการคลัง อยากขอย้ายกลับกระทรวงการคลัง หรือ ขอย้ายไปนั่งปลัดกระทรวงพลังงาน เสียอย่างนั้น แม้ภายหลังเจ้าตัวได้ออกมาปฏิเสธข่าวลือ แล้วก็ตาม
ต้องยอมรับว่า คนในกระทรวงดีอี มีแต่คนสูงวัย และยังไม่เคยมีคนรุ่นใหม่เข้ามานั่งบริหารในตำแหน่งรมว.มาก่อน ดังนั้นจึงมักมีข่าวลือออกมาอยู่เป็นระยะถึงสไตล์การทำงานของ “ไชยชนก” โดยเฉพาะในช่วงทำงานสมัยเป็นรัฐบาลรักษาการ “ไชยชนก” มักถูกโฟกัสแต่เรื่อง สินบน 40 ล้านบาท และ การตามไล่ล่าคดี MOU ระหว่างกระทรวงดีอีกับบริษัทสิงคโปร์ (Prime Opportunity Fund VCC) ในโครงการที่โยงกับการสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัล
จนเป็นที่มาทำให้คนในกระทรวงดีอี ถูกสอบสวน และชื่อของ ประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีต รมว.ดีอี คาอยู่ที่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) จนทำให้ 2 คน แทบมองหน้ากันไม่ติด
แต่อย่างว่า การทำงานระยะสั้นในช่วงรักษาการ ยังไม่สามารถตัดสินสไตล์การทำงานของคนรุ่นใหม่ได้ทั้งหมด หรือไม่ เพราะนับจากนี้ คือ เรื่องจริง ที่ “ไชยชนก” และ ผองเพื่อน ที่ค่อนข้างชัดเจนว่า “สุชาดา แทนทรัพย์” บุตรสาวของ “สัมฤทธิ์ แทนทรัพย์” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ สังกัดพรรคภูมิใจไทย อดีตเลขารมว.แม้จะได้เป็นสส.ไปแล้ว ก็ยังคงกลับมาช่วยเป็นทีมงานให้เหมือนเดิม เพื่อให้กลายเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่แข็งแกร่ง
ถึงเวลาแล้วที่ “ไชยชนก” ต้องแสดงฝีมือในการบริหารกระทรวงดีอี ที่ปัจจุบันมีความสำคัญกับทุกกระทรวงแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยงานท้าทายที่รออยู่ ทั้งระยะสั้น และ ระยะยาว ไม่ใช่แค่เรื่องปราบสแกมเมอร์อย่างเดียว ทั้งในเรื่องของการบริหารหน่วยงาน-คน ในกระทรวง และเนื้องานที่กระทรวงดีอีต้องขับเคลื่อนในฐานะเครื่องยนต์ดิจิทัลของประเทศ
งานเร่งด่วนระยะสั้นที่ต้องจัดการให้ลงตัว คือ การสรรหาผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า ที่ว่างลง หลังจากก่อนหน้านั้นมีปัญหาในการตีความกฎหมายของดีป้า กรณีที่ ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ยังนั่งรักษาการอยู่แม้หมดวาระ จนกระทรวงดีอีต้องเล่นเกมถอนชื่อตัวแทนกระทรวงดีอีออกจากคณะกรรมการดีป้า จนทำให้กระบวนการสรรหาชะงัก ไปต่อไม่ได้ ท่ามกลางข่าวลือ เด็กเส้น เด็กฝาก ที่จะเข้ามาเป็น ผอ. ซึ่งในท้ายที่สุด ณัฐพล ต้องลาออก เพื่อให้กระบวนการเดินหน้า
หลังจากนี้ต้องจับตาดูกระบวนการสรรหาต่อไปว่า “ใครจะมา” เป็นผอ.ดีป้า เพราะดีป้า ถือเป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีงบประมาณในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลที่ตรงกับงานของกระทรวงดีอีมากที่สุด ตั้งแต่ระดับรากหญ้า ไปจนถึงงานระดับประเทศ
อีกเรื่องที่อยู่ในกระแสเช่นกัน คือการสรรหากรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT แทน พ.อ.สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ ที่กำลังจะหมดวาระในเดือน ก.ค.2569 นี้ ซึ่งนอกจากกระบวนการสรรหาต้องเริ่มแล้ว ความท้าทายที่สำคัญที่กระทรวงดีอี ไม่สามารถปฎิเสธได้ คือ การพา NT ให้ขาดทุนน้อยที่สุด และบอร์ด NT ที่ถูกจับตาว่าเป็นคนที่มาจากตัวแทนสีต่างๆจะมีการปรับเปลี่ยนด้วยหรือไม่
เพราะ NT คือ บริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ ซึ่งสามารถเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศโดยเฉพาะกับหน่วยงานภาครัฐให้ก้าวไปสู่นโยบายดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง คลาวด์ AI โครงข่ายมือถือ บรอดแบนด์ ทั้งโครงข่ายในประเทศ และต่างประเทศ
ส่วนงานระยะยาวที่ต้องเร่งทำแล้วคือ การจัดทำ แผนปฏิบัติราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระยะ 5 ปี พ.ศ. 2566 – 2570 ที่ต้องเร่งดำเนินการก่อนแผนฯหมดอายุ รวมถึงแนวคิดในการปรับโครงสร้างกระทรวงให้สอดรับกับงานที่มีความสำคัญมากขึ้น แต่กระทรวงกลับมีบุคลากรไม่เพียงพอ ซึ่งเรื่องนี้ แหล่งข่าวจากกระทรวงดีอี ระบุว่า ปัจจุบันกระทรวงมีหน่วยงานในสังกัดอยู่ 9 หน่วยงาน ได้แก่
กรมอุตุนิยมวิทยา,สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.),สำนักงานสถิติแห่งชาติ,สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ( ETDA),สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) ,สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) , สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล,บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT และ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด
แต่คนทำงานยังไม่สอดคล้องกับภารกิจ ขณะที่การขอกำลังคนและงบประมาณมีความยากลำบาก ดังนั้นแนวทางที่ทำได้คือการโยกคนจากหน่วยงานที่มีคนจำนวนมาก เร่งอัพสกิล หน่วยไหนที่มีเทคโนโลยีมาแทนคนได้ ต้องโยกคนมาเติมในส่วนที่ขาด เช่น สำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่มีคนเยอะ และปัจจุบันสามารถใช้เครื่องมือทำงานแทนคนได้ เป็นต้น
เรื่องนี้ต้องรอดูวิสัยทัศน์ของ “ไชยชนก” ว่าจะดำเนินการอย่างไร แนวคิดนี้ ทำได้หรือไม่ เพื่อให้งานของกระทรวงดีอีสอดคล้องกับบริบทในปัจจุบันและอนาคต
นอกจากนี้ กระทรวงดีอี ยังมีกฎหมายที่ในสมัยที่ ประเสริฐ ทำค้างไว้ หลายฉบับ ที่ต้องรอวัดใจ “ไชยชนก” ว่าจะเดินหน้าต่อ หรือ พับไว้ก่อน ได้แก่
1.ร่าง พ.ร.บ.ไปรษณีย์ ฉบับใหม่ ซึ่งอยู่ระหว่างการปรับปรุงรายละเอียดโดยปลัดกระทรวง ที่ดูเหมือนจะเงียบไป หรือไม่
2.ร่าง พ.ร.บ.อุตุนิยมวิทยา ที่ผ่านการพิจารณาของกระทรวงแล้ว และอยู่ระหว่างการเตรียมเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)
3.ร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล พ.ศ. ... ซึ่งจัดทำโดย สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ( ETDA) ซึ่งตอนหลังเริ่มมีเสียงกระซิบออกมาจากผู้ใหญ่ระดับสูงในกระทรวงดีอีว่า กฎหมายของ ETDA ดูจะมีอำนาจใหญ่กว่ากระทรวงดีอี หรือไม่
รวมถึงการผลักดัน ประชุมของคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ บอร์ด AI แห่งชาติ เพื่อรับมือกับจริยธรรมในการใช้งาน ให้มีความทันสมัยรองรับสถานการณ์ปัจจุบัน
คำว่า ลูกเทพ ที่ได้มาจากคำเมาท์มอย จาก สส.อาวุโสหลายกลุ่มที่ตั้งฉายาให้ เพราะเป็น ลูกหลานจากบ้านใหญ่ จะแสดงฝีมือ ขั้นเทพ ให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ ได้หรือไม่ ไม่นานคงรู้กัน


