เลือกตั้ง:69 ศึกบ้านใหญ่ตระกูลการเมืองชนกัน เดิมพันอำนาจประเทศ
การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่แข่งพรรค แต่คือการชนกันของ “บ้านใหญ่” ทั่วประเทศ เมื่ออำนาจท้องถิ่นเผชิญหน้าโดยตรง ใครคุมพื้นที่ได้ ย่อมมีแต้มต่อกำหนดเกมการเมืองหลังเลือกตั้ง
KEY
POINTS
- การเลือกตั้งครั้งนี้มีลักษณะเด่นคือปรากฏการณ์ "ใหญ่ชนใหญ่" ซึ่งเป็นการแข่งขันโดยตรงระหว่างตระกูลการเมืองผู้มีอิทธิพล (บ้านใหญ่) ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ
- ความขัดแย้งเกิดจากการแตกขั้วของอดีตพันธมิตรทางการเมืองที่ย้ายไปสังกัดพรรคต่างกัน และการท้าทายจากกลุ่มอำนาจใหม่ ทำให้การแข่งขันรุนแรงและมีต้นทุนสูง
- ศึกครั้งนี้เป็นการต่อสู้เพื่อรักษาฐานเสียงและอิทธิพลในท้องถิ่น ซึ่งจะใช้เป็นอำนาจต่อรองในการจัดตั้งรัฐบาลและกำหนดทิศทางการเมืองระดับชาติ
การเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้มีลักษณะโดดเด่นแตกต่างจากหลายครั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะการปรากฏขึ้นของปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “ใหญ่ชนใหญ่” ซึ่งหมายถึงการเผชิญหน้ากันโดยตรงของตระกูลการเมืองท้องถิ่น หรือที่เรียกกันว่า “บ้านใหญ่” ซึ่งต่างมีอิทธิพลสูงในพื้นที่เดียวกันหรือพื้นที่ใกล้เคียง
ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในหลายภูมิภาคทั่วประเทศ และกลายเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางการแข่งขันทางการเมืองครั้งนี้
ที่มาของปรากฏการณ์ “ใหญ่ชนใหญ่”
ปัจจัยสำคัญประการหนึ่ง คือ ข้อจำกัดของรัฐส่วนกลางในการเข้าถึงประชาชนระดับรากหญ้าอย่างทั่วถึง ส่งผลให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยยังคงต้องพึ่งพาเครือข่ายอุปถัมภ์ ระบบความช่วยเหลือ และความใกล้ชิดกับนักการเมืองท้องถิ่นที่มีความเข้าใจพื้นที่และสามารถตอบสนองปัญหาเฉพาะหน้าได้รวดเร็วกว่า
ภายใต้บริบทดังกล่าว “บ้านใหญ่” จึงสามารถสั่งสมอิทธิพลมาอย่างยาวนาน ผ่านการใช้ทุนทางเศรษฐกิจ ทุนทางสังคม และเครือข่ายความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ระดับชุมชนจนถึงการเมืองระดับชาติ เพื่อสร้างฐานคะแนนนิยมและใช้เป็นอำนาจต่อรองในเวทีการเมืองระดับสูง
ลักษณะของ “บ้านใหญ่” และต้นทุนการเลือกตั้ง
คำว่า “บ้านใหญ่” หมายถึงตระกูลนักการเมืองหรือกลุ่มผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นที่ครอบครองพื้นที่ทางการเมืองมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน มีฐานคะแนนเสียงที่เหนียวแน่น และมีระบบอุปถัมภ์ที่ฝังรากลึก เชื่อมโยงตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ชุมชน ไปจนถึงเครือข่ายราชการและพรรคการเมืองระดับชาติ
ขณะเดียวกัน ต้นทุนการเลือกตั้งในหลายพื้นที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะบางจังหวัดในภาคใต้ที่มีรายงานว่าค่าใช้จ่ายในการหาเสียงอาจสูงถึง 500–3,000 บาทต่อหัว หรือรวมแล้วแตะระดับกว่า 200 ล้านบาทต่อผู้สมัคร ส.ส. หนึ่งคน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความรุนแรงของการแข่งขัน และการเผชิญหน้าระหว่างกลุ่มอำนาจที่ต่างฝ่ายต่างไม่พร้อมถอย
การปะทะกันของ “บ้านใหญ่” ในแต่ละภูมิภาค
ภาคกลาง
หลายจังหวัดในภาคกลางกลายเป็นสนามประลองของบ้านใหญ่จากต่างขั้วการเมือง ไม่ว่าจะเป็นกาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี และปทุมธานี พื้นที่เหล่านี้ปรากฏทั้งการส่งทายาททางการเมืองลงแข่งขันโดยตรง และการแตกขั้วของกลุ่มอำนาจเดิมที่เคยร่วมมือกันในอดีต แต่กลับต้องเผชิญหน้ากันภายใต้สมการอำนาจใหม่
ภาคตะวันออก
ภาคตะวันออกสะท้อนภาพการ แตกตัวของพันธมิตรทางการเมืองเดิม ที่เคยอยู่ภายใต้พรรคเดียวกัน ก่อนจะแยกย้ายไปสังกัดหลายพรรค พร้อมเผชิญแรงกดดันจากพรรคการเมืองใหม่ที่พยายามเจาะฐานเสียงคนรุ่นใหม่ ทำให้การแข่งขันมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะในจังหวัดชลบุรีและฉะเชิงเทรา
ภาคเหนือ
ในภาคเหนือ ปรากฏภาพการปะทะกันระหว่าง บ้านใหญ่สายเดิมกับกลุ่มอำนาจใหม่ ซึ่งมีผู้นำท้องถิ่นระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามาหนุนหลัง ความขัดแย้งในหลายพื้นที่เป็นการชนกันของอดีตพันธมิตรที่เคยเดินร่วมเส้นทางการเมืองเดียวกัน แต่ต้องแยกขั้วเมื่อผลประโยชน์และโครงสร้างอำนาจเปลี่ยนไป
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ภาคอีสานเป็นอีกภูมิภาคที่การแข่งขันดุเดือด โดยเฉพาะจังหวัดขนาดใหญ่ เช่น นครราชสีมา ขอนแก่น และกาฬสินธุ์ ซึ่งมีทั้งการท้าชนระหว่างบ้านใหญ่รุ่นเก๋ากับทายาททางการเมืองรุ่นใหม่ รวมถึงการย้ายพรรคของนักการเมืองชื่อดังที่ส่งผลให้สมดุลอำนาจในพื้นที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ
การจับตาภาคใต้ : สมรภูมิใหญ่ในระลอกถัดไป
สำหรับภาคใต้ การแข่งขันของ “บ้านใหญ่” กำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะจังหวัดสำคัญ เช่น สุราษฎร์ธานี สงขลา พัทลุง และนครศรีธรรมราช ซึ่งมีแนวโน้มจะกลายเป็นสมรภูมิการเมืองที่เข้มข้นไม่แพ้ภูมิภาคอื่น และอาจเป็นตัวแปรสำคัญที่ชี้ขาดจำนวนที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรหลังการเลือกตั้ง
ปรากฏการณ์ “ใหญ่ชนใหญ่” สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า โครงสร้างการเมืองไทยยังคงผูกพันกับอำนาจท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง แม้ระบบเลือกตั้ง กติกาทางการเมือง และภูมิทัศน์ของพรรคการเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่เครือข่ายอุปถัมภ์และทุนทางสังคมยังคงมีบทบาทสูงในการกำหนดผลลัพธ์ทางการเมือง
การเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันระหว่างพรรคการเมือง หากแต่เป็นการต่อสู้ของกลุ่มอำนาจท้องถิ่นที่ต่างต้องการรักษาพื้นที่ ต่อรองอำนาจ และกำหนดบทบาทของตนเองในโครงสร้างการเมืองระดับชาติภายหลังการเลือกตั้ง
เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง
แหล่งที่มา : เนขั่นอินไซต์ (คลิ๊กชม)


