
โรมชี้คดีฟอกเงินหมื่นล้านเป็นประวัติศาสตร์ จี้ขยายผลเครือข่าย
สส.พรรคประชาชน มองการยึดอายัดทรัพย์เป็นผลดี แต่ตั้งข้อสังเกตว่าความล่าช้าอาจทำให้ทรัพย์สินถูกโยกย้ายและผู้เสียหายได้รับการเยียวยาน้อยลง พร้อมเรียกร้องให้ตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ
KEY
POINTS
- รังสิมันต์ โรม ชี้ว่าการอายัดทรัพย์สินในคดีฟอกเงินมูลค่าหมื่นล้านบาทเป็นเรื่องสำคัญทางประวัติศาสตร์ เพื่อป้องปรามการใช้ตลาดทุนไทยเป็นแหล่งฟอกเงิน
- เรียกร้องให้ขยายผลการสอบสวนไปยังเครือข่ายที่กว้างกว่าผู้ต้องหา 7 ราย รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับการให้สัญชาติไทย และเครือข่ายผู้มีอิทธิพลในต่างประเทศ
- วิจารณ์ความล่าช้าในการดำเนินคดีที่อาจเอื้อให้มีการโยกย้ายทรัพย์สินและทำให้ผู้ต้องหาหลบหนี พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าอาจเกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจ
เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ในรายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ถึงคดีฟอกเงินข้ามชาติที่เขาเคยเปิดประเด็นในสภาเมื่อเกือบ 1 ปีก่อน โดยมองว่าการยึดอายัดทรัพย์สินมูลค่าหลักหมื่นล้านบาทเป็นเรื่องที่ดีและไม่เกิดขึ้นบ่อยในคดีฟอกเงินตลาดทุน
รังสิมันต์ ระบุว่า คดีนี้มีความสำคัญต่อการป้องปรามไม่ให้ผู้ใดใช้ตลาดทุนไทยเป็นพื้นที่ฟอกเงิน อย่างไรก็ตาม เห็นว่าการดำเนินงานที่ล่าช้าอาจเปิดโอกาสให้มีการยักย้ายถ่ายโอนทรัพย์สินก่อนถูกยึดอายัด หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการได้เร็วกว่านี้ ผู้เสียหาย โดยเฉพาะเหยื่อจากแก๊งสแกมเมอร์ อาจมีโอกาสได้รับการเยียวยามากขึ้น
นายรังสิมันต์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วงแรกมีการยึดอายัดทรัพย์ แต่ยังไม่มีการออกหมายจับควบคู่กัน จนหลังจากมีการตั้งกระทู้ในสภา จึงเริ่มมีการออกหมายจับและประสานขอหมายแดงจากตำรวจสากล หรืออินเตอร์โพล รังสิมันต์เห็นว่าความล่าช้าในแต่ละขั้นตอนทำให้โอกาสควบคุมตัวผู้ต้องหาหลักยากขึ้น
สำหรับการขยายผลคดี รังสิมันต์กล่าวว่า ผู้เกี่ยวข้องไม่ได้มีเพียงผู้ต้องหา 7 รายที่ถูกออกหมายจับ แต่ควรตรวจสอบบุคคลที่ลงนามรับรองหรือเกี่ยวข้องกับกระบวนการให้สัญชาติไทยแก่เบน สมิธด้วย
ส่วนกรณียิม เลียก ซึ่งหลบหนีไปกัมพูชา เขาเรียกร้องให้ไทยดำเนินคดีและประสานขอหมายแดง เพื่อขยายผลไปยังเครือข่ายเบื้องหลัง โดยระบุว่ายิ้ม เลี้ยกมีพี่ชายและเครือข่ายในกัมพูชาที่มีอำนาจ
นายรังสิมันต์ ยังตั้งคำถามถึงการตรวจสอบบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเชื่อมโยงกับธนาคาร BIC โดยยกกรณีนายวรภัค อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งเขาระบุว่ากรรมาธิการการต่างประเทศของสหรัฐฯ เคยเสนอให้มีมาตรการคว่ำบาตรจากความเชื่อมโยงดังกล่าว
นายรังสิมันต์ เตือนว่า หากไม่มีการตรวจสอบบุคคลใกล้ชิดผู้มีอำนาจ อาจทำให้สังคมมองว่ามีการละเว้นหรือช่วยเหลือพวกพ้อง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าความล่าช้าอาจเกี่ยวข้องกับการที่เบน สมิธและยิ้ม เลี้ยกถือข้อมูลเกี่ยวกับเครือข่ายทางการเงินของนักการเมืองไทย
ทั้งนี้ เป็นข้อสังเกตของรังสิมันต์ที่เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบต่อไป







