
บาร์โค้ดผ่านมติ 8 ต่อ 1 นักวิชาการจี้ กกต. ปิดช่องสืบย้อนผู้ใช้สิทธิลงคะแนน
หลังศาลชี้รหัสบนบัตรเลือกตั้ง 69 ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ นักวิชาการห่วงข้อมูลรั่วระหว่างเก็บบัตร 2 ปี เสนอใช้ CCTV และ AI เพิ่มความโปร่งใส
KEY
POINTS
- ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการใช้คิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง 69 ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ พร้อมแนะ กกต. ป้องกันการเชื่อมตัวตนกับคะแนน
- ดร.ธรรม์ธีร์ เตือนว่าหากผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าถึงบัตร ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อ อาจใช้เทคโนโลยีจับคู่ข้อมูลการลงคะแนนรายบุคคลได้
- นักวิชาการเสนอใช้ CCTV และ AI ตรวจสอบหน่วยเลือกตั้ง เปิดให้ประชาชนดูสถานที่เก็บบัตร และทำลายบัตรอย่างโปร่งใสเมื่อครบกำหนด
ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยเรื่องพิจารณาที่ ต. 30/2569 กรณีผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นคำร้องเกี่ยวกับคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สส. วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 หลังได้รับเรื่องร้องเรียน 22 คำร้องที่ตั้งข้อสงสัยว่ารหัสดังกล่าวอาจทำให้สืบทราบตัวผู้ลงคะแนนและผลการลงคะแนนได้
ศาลมีมติเอกฉันท์ว่าคิวอาร์โค้ดบนบัตรแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ส่วนบาร์โค้ดบนบัตรแบบบัญชีรายชื่อผ่านมติเสียงข้างมาก 8 ต่อ 1 โดยตุลาการเสียงข้างน้อยเห็นต่างในประเด็นการสืบย้อนถึงผู้ลงคะแนน
แม้ผลวินิจฉัยจะยุติข้อพิพาททางรัฐธรรมนูญในคดีนี้ ศาลเสียงข้างมากยังระบุว่าข้อเท็จจริงกระทบความไว้วางใจของประชาชน จึงแนะให้ กกต. ออกแบบบัตรโดยป้องกันการปลอมแปลงและทุจริต พร้อมหลีกเลี่ยงเครื่องหมายที่เชื่อมโยงตัวผู้ใช้สิทธิกับคะแนน และจัดเก็บบัตรที่พิพาทอย่างรัดกุมเป็นพิเศษ
ห่วงข้อมูลหลุดถึงฝ่ายการเมือง
ดร.ธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูล มองว่าความเสี่ยงยังอยู่ในช่วงจัดเก็บบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเป็นเวลา 2 ปี หากข้อมูลเหล่านี้ถูกขโมยหรือเข้าถึงโดยมิชอบ เครื่องสแกนและ AI อาจช่วยประมวลผลจับคู่รหัสกับลำดับผู้ลงคะแนนได้อย่างรวดเร็ว
ดร.ธรรม์ธีร์ ประเมินว่าข้อมูลพฤติกรรมการลงคะแนนรายบุคคลอาจมีมูลค่าทางการเมืองตั้งแต่หลักสิบล้านถึงร้อยล้านบาท หากตกถึงมือฝ่ายการเมือง อาจถูกใช้หาเสียงแบบเจาะกลุ่ม หรือในกรณีที่มีการใช้อำนาจมิชอบ อาจถูกใช้กดดันผู้ลงคะแนน ข้อกังวลนี้เป็นการประเมินความเสี่ยง ไม่ใช่ข้อยืนยันว่ามีข้อมูลรั่วไหลแล้ว
รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เห็นว่าแม้ศาลวินิจฉัยว่าบาร์โค้ดไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ความกังวลเรื่องความลับของคะแนนอาจยังไม่หมดไป โดยเฉพาะความเป็นไปได้ที่เจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้มีอำนาจแอบแฝงจะเข้าถึงเอกสารระหว่างช่วงจัดเก็บเสนอให้ตรวจสอบได้ตั้งแต่หน่วยเลือกตั้งถึงวันทำลายบัตร
ดร.ธรรม์ธีร์ เสนอให้ติดตั้งกล้องวงจรปิดความละเอียดสูงร่วมกับ AI ในหน่วยเลือกตั้งประมาณ 100,000 หน่วย เพื่อตรวจจับความผิดปกติ เช่น การสับเปลี่ยนบัตร การนับคะแนน และการขีดคะแนนบนกระดาน เขาเห็นว่าแนวทางนี้จะช่วยตรวจสอบกระบวนการได้โดยไม่ต้องพิมพ์รหัสบนบัตร และประเมินว่าค่าเช่ากล้องต่ำกว่าค่าตอบแทนกรรมการประจำหน่วย
ด้าน รศ.ดร.ยุทธพร เสนอให้ กกต. เปิดเผยสถานที่จัดเก็บบัตรในแต่ละเขต และติดตั้ง CCTV ให้ประชาชนดูสถานที่จัดเก็บได้ตลอด 24 ชั่วโมง เมื่อครบกำหนด 2 ปี ควรตรวจนับบัตรเทียบกับจำนวนผู้ใช้สิทธิ ก่อนทำลายบัตรโดยมีภาคประชาสังคมร่วมเป็นสักขีพยาน
หลังคำวินิจฉัย ประเด็นที่ต้องติดตามจึงอยู่ที่มาตรการของ กกต. ทั้งการออกแบบบัตรครั้งต่อไปและการดูแลบัตรที่จัดเก็บอยู่ ว่าจะป้องกันการเข้าถึงข้อมูลโดยผิดกฎหมายและทำให้ประชาชนตรวจสอบได้เพียงใด
ที่มา: รายการคมชัดลึก (คลิกชม)







