
ดร.การดีร้อง สตง.สอบ TH-AI Passport ชี้ 7 จุดเสี่ยง จี้ระงับจ่ายงบ
“ดร.การดี” ยื่น สตง.ตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport วงเงิน 1,621 ล้านบาท พร้อมขอให้ระงับตรวจรับงานและเบิกจ่ายงวดถัดไป
KEY
POINTS
- พรรคประชาธิปัตย์ตั้งข้อสังเกต 7 ประเด็น ตั้งแต่เงื่อนไขประมูล ประสิทธิภาพระบบ ไปจนถึงธรรมาภิบาลข้อมูล
- ตั้งคำถามต่อการปรับวิธีจ่ายเงินตามยอดผู้ใช้งาน และเกณฑ์วัดผลที่เน้นจำนวนผู้ลงทะเบียน
- เรียกร้อง สตง.ระงับตรวจรับและเบิกจ่ายงวดถัดไป หากพบหลักฐานทุจริตให้ส่ง ป.ป.ช.ดำเนินการ
เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 ดร.การดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมคณะ ยื่นหนังสือต่อผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ขอให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ตรวจสอบโครงการ “TH-AI Passport” ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มูลค่ากว่า 1,621 ล้านบาท
ดร.การดีระบุว่า ทีมงานและผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีติดตามโครงการดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ก่อนพบข้อสังเกต 7 ประเด็นที่พรรคมองว่าอาจสะท้อนปัญหาเรื่องความโปร่งใสและความคุ้มค่าของเงินภาษี
ประเด็นแรก พรรคตั้งข้อสังเกตต่อเงื่อนไขที่กำหนดให้ผู้เสนอราคาต้องมีผลงานด้านไอทีไม่น้อยกว่า 400 ล้านบาท โดยมองว่าสูงเกินจำเป็น และตั้งคำถามต่อการแก้ไขขอบเขตงานหรือ TOR ในช่วงรอยต่อทางการเมือง
ประเด็นที่สอง พรรคระบุว่า โครงการวงเงินเกิน 1,000 ล้านบาทควรจัดทำข้อตกลงคุณธรรม หรือ Integrity Pact แต่โครงการนี้ไม่ได้ดำเนินการจริง
ประเด็นที่สาม เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพของระบบ AI ซึ่งการดีอ้างว่า ระบบยังประมวลผลภาษาไทยคลาดเคลื่อน ไม่รองรับข้อมูลหลายรูปแบบ และไม่สามารถสรุปเอกสารขนาดใหญ่หรือวิดีโอได้
ประเด็นที่สี่ พรรคตั้งคำถามต่อการแก้สัญญาจากการจ่ายเงินแบบเหมารวมเป็นจ่ายตามจำนวนผู้ใช้งาน โดยกำหนดเพียงให้ผู้ใช้เข้าสู่ระบบและสะสมแต้มเดือนละหนึ่งครั้ง การดีมองว่าเงื่อนไขนี้เสี่ยงต่อการเพิ่มตัวเลขผู้ใช้งานเพื่อเบิกงบประมาณ
ประเด็นที่ห้า เกี่ยวข้องกับการปรับจำนวนผู้ใช้งานพร้อมกันจาก 500,000 รายเป็น 5 ล้านรายในภายหลัง พรรคเห็นว่าหากหน่วยงานกำหนดเงื่อนไขนี้ตั้งแต่ต้น อาจเปิดโอกาสให้เอกชนรายอื่นเข้าร่วมแข่งขันราคาได้มากขึ้น
ประเด็นที่หก พรรคตั้งข้อสังเกตเรื่องธรรมาภิบาลข้อมูล โดยระบุว่า TOR กำหนดให้ใช้ศูนย์ข้อมูลในประเทศไทย แต่ระบบกลับส่งข้อมูลไปประมวลผลผ่านเซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศ และเปิดให้เก็บข้อมูลพฤติกรรมรายบุคคล
ส่วนประเด็นสุดท้าย พรรควิจารณ์ตัวชี้วัดที่เน้นจำนวนผู้ลงทะเบียน แต่ไม่ได้วัดว่าผู้ใช้งานมีทักษะ AI เพิ่มขึ้น หรือนำเทคโนโลยีไปสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้หรือไม่
ดร.การดีจึงขอให้ สตง.ระงับตรวจรับงานและเบิกจ่ายงวดถัดไปจนกว่าจะตรวจสอบข้อเท็จจริงครบถ้วน พร้อมเรียกร้องให้ส่งเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หากพบหลักฐานทุจริต.







