
ศึกซักฟอกรัฐบาลอนุทิน ฝ่ายค้านขุดคอร์รัปชัน จี้ปมคดีฮั้วสว.
ฝ่ายค้านเตรียมยื่นซักฟอกรัฐบาลอนุทิน ล็อกเป้านายกฯ และ รมว.ดีอี ชูคดีฮั้ว สว. ทุจริตสอบท้องถิ่น และ TH-AI Passport เป็นแนวรบหลัก
KEY
POINTS
- มติ กกต.ส่งผู้ถูกกล่าวหา 77 รายเข้าสู่กระบวนการศาล กลายเป็นจุดตั้งต้นให้ฝ่ายค้านขยายผลคดีฮั้วเลือก สว.เข้าสู่สภา
- ฝ่ายค้านล็อกเป้าอนุทิน ชาญวีรกูล และไชยชนก ชิดชอบ พร้อมตรวจสอบ 3 ปมใหญ่ ได้แก่ ฮั้ว สว. โกงสอบท้องถิ่น และ TH-AI Passport
- รัฐบาลมั่นใจเสียงข้างมาก ขณะที่ฝ่ายค้านยอมรับว่าล้มรัฐบาลยาก แต่หวังเปิดหลักฐานเพื่อลดความเชื่อมั่นและสะสมแรงสนับสนุนก่อนเลือกตั้ง
พรรคร่วมฝ่ายค้านที่มีพรรคประชาชนเป็นแกนนำ เตรียมยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลอนุทินตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 โดยวางข้อกล่าวหาเรื่องคอร์รัปชันและความรับผิดชอบทางการเมืองเป็นแกนหลัก พร้อมดันคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภาเข้าสู่สนามตรวจสอบในสภาอย่างเต็มรูปแบบ
ฝ่ายค้านไม่ได้คาดหวังเพียงผลลงมติ เพราะรัฐบาลยังครองเสียงข้างมาก เป้าหมายสำคัญจึงอยู่ที่การเปิดข้อมูลต่อประชาชน ตั้งคำถามถึงความเชื่อมโยงระหว่างฝ่ายการเมืองกับเครือข่ายที่ถูกกล่าวหา และทำให้รัฐบาลต้องตอบข้อสงสัยอย่างเป็นทางการ
มติ กกต. เปิดแนวรบฮั้ว สว.
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. มีมติส่งรายชื่อผู้ถูกกล่าวหา 77 รายไปยังศาลฎีกา พร้อมดำเนินคดีอาญาในส่วนที่เกี่ยวข้อง รายชื่อดังกล่าวครอบคลุม สว.ชุดปัจจุบัน 26 คน ซึ่งต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันทีตามขั้นตอนทางกฎหมาย
กกต.ยังเหลือสำนวนที่ต้องไต่สวนอีก 3 สำนวน ครอบคลุมเหตุที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว.ระดับจังหวัด ระดับประเทศ และกลุ่ม สว.อิสระ กระบวนการตรวจสอบจึงยังไม่สิ้นสุด แม้ กกต.จะมีมติในข้อกล่าวหาบางส่วนแล้วก็ตาม
ขณะเดียวกัน กกต.เสียงข้างมากยกคำร้องในส่วนที่เกี่ยวข้องกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี รวมถึงแกนนำและกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย โดยให้เหตุผลว่าพยานหลักฐานแต่ละส่วนยังไม่เพียงพอที่จะเชื่อมโยงถึงบุคคลทางการเมืองอย่างชัดเจน
ฝ่ายค้านไม่ยอมปิดประเด็นตามมติดังกล่าว แต่เตรียมนำข้อมูลเข้าสู่เวทีซักฟอก โดยตั้งข้อสังเกตว่าความผิดปกติในการเลือก สว.ไม่ได้เกิดจากการกระทำเฉพาะบุคคล หากมีลักษณะเป็นกระบวนการจัดตั้งขนาดใหญ่ หรือที่ฝ่ายค้านเรียกว่า “ฮั้วทั้งกระดาน”
“รังสิมันต์ โรม” คุมข้อมูล ล็อกเป้า 2 รัฐมนตรี
คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านมอบหมายให้นายรังสิมันต์ โรม สส.พรรคประชาชน รวบรวมพยานหลักฐานและประสานข้อมูลระหว่างพรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยวางรัฐมนตรีเป้าหมายหลักไว้ 2 คน
คนแรกคือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งต้องตอบคำถามสองแนวรบ
แนวรบแรกคือคดีฮั้วเลือก สว. ฝ่ายค้านเตรียมหยิบพฤติการณ์จัดตั้งคนสมัคร การแบ่งโควตา การจัดทำโพยเลือก และปรากฏการณ์ “หน้าผาคะแนน” หรือผลคะแนนที่กระจุกตัวและลดลงอย่างผิดสังเกต มาอธิบายภาพรวมของกระบวนการเลือก สว.
ฝ่ายค้านยังเตรียมขยายคำถามไปถึงจริยธรรมและความรับผิดชอบของนักการเมือง ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในเครือข่ายที่ถูกกล่าวหากับพรรคร่วมรัฐบาล แม้ กกต.เสียงข้างมากจะยกคำร้องในส่วนของนายกรัฐมนตรีและแกนนำพรรคภูมิใจไทยแล้วก็ตาม
แนวรบที่สองคือข้อกล่าวหาเรื่องแก้คะแนนสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ฝ่ายค้านเตรียมสอบถามความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทยต่อการทุจริตที่ถูกระบุว่ามีเงินหมุนเวียนจำนวนมาก รวมถึงช่องโหว่ของระบบตรวจสอบภายใน
รัฐมนตรีเป้าหมายคนที่สองคือ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ฝ่ายค้านเตรียมตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport โดยเน้นข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใสและเงื่อนไขทีโออาร์ หรือข้อกำหนดการจัดซื้อจัดจ้าง ที่ถูกตั้งคำถามว่าเอื้อประโยชน์แก่เอกชนบางกลุ่มหรือไม่
ฝ่ายค้านยังเตรียมติดตามความคืบหน้าคดีสินบนที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามเว็บไซต์พนันออนไลน์ เพื่อให้รัฐมนตรีชี้แจงว่ากระทรวงจัดการข้อกล่าวหาและตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องอย่างไร
รัฐบาลพร้อมชี้แจง มั่นใจเสียงสนับสนุน
นายอนุทินยืนยันว่าคณะรัฐมนตรีพร้อมชี้แจงทุกข้อกล่าวหาผ่านกลไกรัฐสภา และยอมรับว่าฝ่ายค้านมีสิทธิยื่นอภิปรายตามรัฐธรรมนูญ
นายกรัฐมนตรีและพรรคภูมิใจไทยปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องฮั้วเลือก สว.มาโดยตลอด พร้อมยืนยันว่าพรรคและรัฐบาลไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระบวนการได้มาซึ่ง สว. เพราะฝ่ายบริหารและวุฒิสภาเป็นคนละสถาบันและใช้อำนาจแยกจากกัน
ด้าน นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา ระบุว่า กกต.ได้ชี้แจงและวินิจฉัยคดีแล้ว ส่วนคำถามที่จะเกิดขึ้นในการอภิปรายของสภาผู้แทนราษฎรเป็นหน้าที่ของรัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารที่จะต้องตอบ
รัฐบาลยังมั่นใจว่ามีเสียงสนับสนุนเพียงพอ ทั้งจากพรรคร่วมรัฐบาลและ สส.ฝ่ายค้านบางส่วนที่พร้อมลงมติไว้วางใจ ทำให้ฝ่ายค้านเผชิญข้อจำกัดด้านจำนวนเสียงตั้งแต่ก่อนเปิดการอภิปราย
เดิมพันอยู่ที่ความเชื่อมั่น ไม่ใช่แค่ตัวเลขในสภา
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานวิปฝ่ายค้าน ยอมรับว่าการใช้เสียงในสภาโค่นรัฐบาลที่มีฐานเสียงเข้มแข็งทำได้ยาก ฝ่ายค้านจึงวางเป้าหมายหลักไว้ที่การเปิดข้อมูลและหลักฐานให้ประชาชนตัดสินรัฐบาล
ศึกครั้งนี้จึงมีเดิมพันสองชั้น ชั้นแรกคือคะแนนไว้วางใจ ซึ่งรัฐบาลได้เปรียบจากเสียงข้างมาก ส่วนชั้นที่สองคือความน่าเชื่อถือทางการเมือง ซึ่งขึ้นอยู่กับว่ารัฐมนตรีตอบข้อกล่าวหาได้ครบถ้วนเพียงใด
หากฝ่ายค้านเชื่อมหลักฐานแต่ละส่วนเข้าด้วยกันได้ การอภิปรายจะเพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดข้อมูลเพิ่มเติม แต่หากรัฐบาลหักล้างข้อกล่าวหาได้อย่างชัดเจน ฝ่ายค้านจะเสียโอกาสใช้คดีฮั้ว สว.เป็นแนวรบหลัก
ผลลงมติจึงอาจไม่เปลี่ยนตัวรัฐบาลทันที แต่ข้อมูลที่เปิดกลางสภาจะกลายเป็นต้นทุนทางการเมืองของทั้งสองฝ่าย และเป็นฐานให้ประชาชนตัดสินอีกครั้งในการเลือกตั้งครั้งต่อไป







