
ครม.อนุทินปรับทัพสื่อ ดัน ‘หมอเอก’ รับศึกซักฟอกก่อนฝ่ายค้านเปิดเกมใหญ่
รัฐบาลเตรียมเสนอชื่อ นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ นั่งโฆษกรัฐบาลคนใหม่ ขณะฝ่ายค้านวางคดีฮั้ว สว. โกงสอบ และ TH-AI Passport เป็นแนวรบหลักอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก่อนศึกใหญ่
KEY
POINTS
- รัฐบาลเตรียมแต่งตั้ง นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ หรือ "หมอเอก" อดีต สส.ก้าวไกล เป็นโฆษกรัฐบาลคนใหม่
- การปรับทีมสื่อสารครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือการอภิปรายไม่ไว้วางใจจากฝ่ายค้าน
- นพ.เอกภพ ถูกคาดหวังให้ใช้ประสบการณ์และทักษะการสื่อสารในการตอบโต้ข้อกล่าวหาและปกป้องภาพลักษณ์รัฐบาลในช่วงศึกซักฟอก
รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังปรับแนวรบด้านการสื่อสาร ก่อนเผชิญการอภิปรายไม่ไว้วางใจจากฝ่ายค้าน ท่ามกลางกระแสข่าวว่าเตรียมเสนอชื่อ นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ หรือ “หมอเอก” อดีต สส.เชียงราย พรรคก้าวไกล ขึ้นดำรงตำแหน่งโฆษกรัฐบาลคนใหม่
รายชื่อของ นพ.เอกภพคาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า หากได้รับแต่งตั้ง ภารกิจแรกไม่ได้มีเพียงการแถลงข่าวหรือชี้แจงมติ ครม. แต่ยังรวมถึงการตอบโต้ข้อกล่าวหาและประคองภาพลักษณ์รัฐบาลในช่วงที่ฝ่ายค้านเตรียมเปิดศึกตรวจสอบหลายด้านพร้อมกัน
จากอนาคตใหม่สู่ทีมสื่อสารรัฐบาลอนุทิน
เส้นทางการเมืองของ นพ.เอกภพเริ่มต้นจากการเป็น สส.รุ่นแรกของพรรคอนาคตใหม่ในการเลือกตั้งปี 2562 ก่อนย้ายตามสมาชิกพรรคไปสังกัดพรรคก้าวไกล และเข้าสู่พรรคภูมิใจไทยในเวลาต่อมา
ปัจจุบัน นพ.เอกภพดำรงตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ช่วยงานนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จึงมีประสบการณ์ทั้งในสนามสภาและการทำงานฝ่ายบริหาร
บทบาทที่ได้รับความสนใจจากแกนนำพรรคภูมิใจไทย คือการออกมาเผชิญหน้าและโต้แย้งกับกลุ่มแพทย์ชนบท รวมถึงการชี้แจงประเด็นข้อเรียกร้องเกี่ยวกับสิทธิบัตรทอง สะท้อนคุณสมบัติของนักสื่อสารที่พร้อมตอบโต้ในประเด็นขัดแย้ง ซึ่งอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ชื่อของเขาถูกวางไว้ในตำแหน่งโฆษกรัฐบาล
การเลือกบุคคลที่มีพื้นฐานเป็นแพทย์ เคยผ่านงานฝ่ายค้าน และมีประสบการณ์เผชิญข้อถกเถียงสาธารณะ จึงอาจตอบโจทย์รัฐบาลในช่วงที่การเมืองกำลังเข้าสู่ภาวะตั้งรับมากกว่าการประชาสัมพันธ์ผลงานตามปกติ
ฝ่ายค้านตั้งสามแนวรบกดดันรัฐบาล
ทั้งพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ต่างส่งสัญญาณว่ามี “หมัดเด็ด” เตรียมใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยประเด็นที่ถูกวางไว้เป็นแนวรบสำคัญประกอบด้วย คดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา คดีโกงสอบ และข้อพิพาทเรื่องการล็อกสเปกโครงการ THAI-Passport
ในกรณี THAI-Passport พรรคประชาชนเดินหน้าคัดค้าน พร้อมเรียกร้องให้ยกเลิกโครงการและเริ่มกระบวนการประมูลใหม่ ประเด็นนี้จึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงข้อสงสัยเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง แต่กำลังถูกยกระดับเป็นหนึ่งในหัวข้อที่ฝ่ายค้านอาจใช้ตรวจสอบความรับผิดชอบของรัฐบาลในสภา
แรงกดดันยังเพิ่มขึ้นจากท่าทีของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ “เท้ง” ผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งกล่าวเตือนนายกรัฐมนตรีว่า ในอดีตตนเคยอยู่ในตำแหน่งที่มีส่วนช่วยให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แต่วันนี้ก็อยู่ในตำแหน่งที่สามารถทำให้นายกรัฐมนตรีหลุดจากตำแหน่งได้เช่นกัน
คำกล่าวดังกล่าว สะท้อนว่าการอภิปรายรอบนี้อาจไม่ได้มุ่งตรวจสอบรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลเท่านั้น แต่ยังวางเป้าหมายไปถึงเสถียรภาพและความอยู่รอดของรัฐบาลโดยตรง
เปิดเกมสื่อใหม่ ดึงนายกฯ ตอบคำถามประชาชน
แนวทางรับมือของรัฐบาลเริ่มจากการปรับเกมสื่อ โดยเตรียมจัดรายการรูปแบบใหม่ชื่อ “นายกฯพบประชาชน” เปิดพื้นที่ให้นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์และตอบคำถามในประเด็นต่าง ๆ
รูปแบบที่วางไว้คือการเชิญพิธีกรสัมภาษณ์ระดับแนวหน้ามาทำหน้าที่ซักถามแทนประชาชน เพื่อให้นายกรัฐมนตรีชี้แจงข้อสงสัยโดยตรง พร้อมสร้างกระแสและฟื้นภาพลักษณ์เชิงบวกก่อนเข้าสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ
หาก นพ.เอกภพได้รับแต่งตั้งเป็นโฆษกรัฐบาล การทำงานต่อจากนี้จึงน่าจะเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์นี้ ทั้งการกำหนดประเด็นสื่อสาร ชี้แจงข้อกล่าวหา และตอบโต้ข้อมูลจากฝ่ายค้านอย่างรวดเร็ว
ดินเนอร์พรรคร่วม กระชับแนวรับในสภา
นอกจากแนวรบด้านการสื่อสาร รัฐบาลยังพยายามแสดงความเป็นเอกภาพภายในพรรคร่วม ภาพบรรยากาศระหว่างการประชุม ครม.สัญจรที่จังหวัดสงขลาถูกนำเสนอในลักษณะชื่นมื่น ขณะที่นายกรัฐมนตรีส่งสัญญาณเชิญรัฐมนตรีร่วมรับประทานอาหารค่ำที่บ้านพักส่วนตัวในวันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน 2569
วงดินเนอร์มีความหมายมากกว่าการรับประทานอาหารร่วมกัน เพราะเกิดขึ้นในช่วงที่ฝ่ายค้านกำลังรวบรวมประเด็นซักฟอก ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมและจำนวนเสียงสนับสนุนในสภาจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อความมั่นคงของรัฐบาล
อีกภาพหนึ่งที่ได้รับการจับตามอง คือการรับประทานอาหารร่วมโต๊ะระหว่างนายเนวิน ชิดชอบ กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ภาพดังกล่าวถูกอ่านในทางการเมืองว่าเป็นสัญญาณยืนยันความเหนียวแน่นของขั้วการเมืองสีน้ำเงิน และอาจเป็นสารส่งถึงพรรคเพื่อไทยว่า หากเกิดความเคลื่อนไหวกระทบเอกภาพรัฐบาล ขั้วสีน้ำเงินยังมีพันธมิตรพร้อมเข้ามาเสริมพื้นที่ทางการเมือง
ใช้ผลงานภาคใต้เสริมฐานการเมือง
อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลเลือกใช้ผลงานเชิงประจักษ์เป็นเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่น ผ่านการประชุม ครม.สัญจรในภาคใต้ พร้อมผลักดันงบประมาณและโครงการโครงสร้างพื้นฐานรวมกว่าแสนล้านบาท
การเดินหน้าลงพื้นที่และอนุมัติโครงการขนาดใหญ่ถูกมองว่าเป็นทั้งการตอบโจทย์การพัฒนาพื้นที่และการขยายฐานสนับสนุนของพรรคภูมิใจไทยในภาคใต้ อย่างไรก็ตาม การนำเสนอโครงการเหล่านี้ต่อสาธารณะยังต้องเผชิญคำถามว่า รัฐบาลจะสามารถแปลงวงเงินและมติทางนโยบายให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้มากเพียงใด
โฆษกใหม่กับโจทย์ที่หนักกว่างานแถลงข่าว
การเตรียมตั้ง นพ.เอกภพเป็นโฆษกรัฐบาลจึงไม่ใช่เพียงการสับเปลี่ยนบุคลากร แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์รับมือศึกการเมืองทั้งในและนอกสภา ตั้งแต่การสร้างช่องทางสื่อสารของนายกรัฐมนตรี การตอบโต้ข้อกล่าวหา ไปจนถึงการรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนและพรรคร่วมรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพของทีมสื่อสารใหม่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการโต้แย้งเพียงอย่างเดียว เพราะสามประเด็นที่ฝ่ายค้านเตรียมหยิบขึ้นอภิปราย คดีฮั้ว สว. คดีโกงสอบท้องถิ่น และโครงกTH-AI Passport ล้วนต้องการคำชี้แจงที่มีข้อเท็จจริงรองรับ
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “หมอเอก” จะช่วยให้รัฐบาลสื่อสารได้แข็งแกร่งขึ้นหรือไม่ แต่คือรัฐบาลจะมีคำตอบที่ชัดเจนเพียงพอสำหรับแรงตรวจสอบที่กำลังมาถึงหรือไม่ เพราะท้ายที่สุด ศึกซักฟอกจะวัดกันทั้งที่ข้อมูล เสียงสนับสนุนในสภา และความเชื่อมั่นของประชาชน.







