
เจาะรายงาน 1,500 หน้า ปมฮั้วสว. จากห้องลับถึงข้อเสนอยุบพรรค
เจาะรายงานคณะที่ 26 เปิดเส้นทางวางแผน-เงินสด-โพยเลือก สว. ก่อนเสนอเอาผิด 229 ราย ถึงขั้นยุบพรรค ขณะที่คณะที่ 36 กลับเห็นต่างว่าไม่มีความผิด
KEY
POINTS
- รายงานสืบสวนของ กกต. หนา 1,500 หน้า ชี้มีขบวนการฮั้วเลือก สว. อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การวางแผนในห้องประชุมลับของพรรคการเมือง การใช้เงิน และการทำโพยควบคุมการลงคะแนน
- คณะกรรมการสืบสวนเสนอให้ดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้อง 229 ราย ซึ่งเป็น สว. 138 ราย และเสนอให้พิจารณายุบพรรคการเมืองที่อยู่เบื้องหลังพร้อมตัดสิทธิ์ทางการเมืองแกนนำ
- เกิดความขัดแย้งเมื่อคณะอนุกรรมการอีกชุดสรุปผลสวนทางว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอ ทำให้เกิดคำถามถึงมาตรฐานและความน่าเชื่อถือในการพิจารณาของ กกต.
เอกสารหนากว่า 1,500 หน้า กำลังกลายเป็นจิ๊กซอว์สำคัญของคดี “ฮั้วเลือก สว.” เมื่อรายงานผลการสืบสวนและไต่สวนของ คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 ของ กกต. บันทึกพฤติการณ์ที่ถูกตั้งข้อสงสัยไว้อย่างละเอียด ตั้งแต่การประชุมวางแผนในพรรคการเมือง การจัดหาผู้สมัครทั่วประเทศ การใช้เงินสด การทำ “โพยตัวเลข” ไปจนถึงการจัดวางตำแหน่งสำคัญในวุฒิสภาหลังการเลือกเสร็จสิ้น
ปลายทางของรายงานชุดนี้ไม่ใช่เพียงข้อเสนอให้ตรวจสอบสมาชิกวุฒิสภาบางราย แต่คณะกรรมการคณะที่ 26 เสนอให้ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องรวม 229 ราย แบ่งเป็น สว.ตัวจริง 138 ราย และบุคคลในเครือข่ายทางการเมืองหรือหัวคะแนนอีก 91 ราย พร้อมเสนอให้พิจารณาถึงขั้น ร้องยุบพรรคการเมืองและตัดสิทธิทางการเมืองของแกนนำที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ปรากฏในรายงานยังเป็นข้อกล่าวหาและผลการไต่สวนในชั้นหนึ่งของกระบวนการ ผู้ถูกกล่าวหาทุกฝ่ายยังมีสิทธิชี้แจง โต้แย้งพยานหลักฐาน และต่อสู้คดีตามกฎหมาย
จากห้องประชุมพรรค สู่แผนระดับประเทศ
สิ่งที่ทำให้รายงานคณะที่ 26 มีน้ำหนักทางการเมืองสูง คือความพยายามเชื่อมโยงว่า ความผิดปกติในการเลือก สว. อาจไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในวันลงคะแนน แต่มีการเตรียมการล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ
รายงานระบุว่า กลุ่ม นักการเมืองรุ่นใหม่ของพรรคการเมืองหนึ่ง ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ร่วมกันระดมความคิดและวางแผน ก่อนจัดทำร่างแผนงานหรือ Draft เพื่อนำเข้าเสนอในที่ประชุมกรรมการบริหารพรรค ณ ที่ทำการพรรค
ในที่ประชุมดังกล่าว รายงานระบุว่ามีทั้งหัวหน้าพรรคและบุคคลที่ถูกเรียกว่า “ผู้แนะนำจิตวิญญาณ” เข้าร่วมด้วย
รายละเอียดหนึ่งที่ถูกบันทึกไว้ คือมาตรการรักษาความลับ โดยมีการเก็บโทรศัพท์มือถือของผู้เข้าร่วมก่อนเข้าไปในห้องประชุม เพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหล
รายงานยังระบุรายละเอียดทางกายภาพของสถานที่ ทั้งชั้นที่ตั้งห้องประชุม ตำแหน่งภายในห้อง และมุมที่ติดตั้งจอโปรเจกเตอร์ ซึ่งในทางการสอบสวนสามารถนำไปตรวจสอบสถานที่จริงเพื่อเปรียบเทียบกับคำให้การของพยานได้
หากข้อเท็จจริงส่วนนี้ได้รับการพิสูจน์ คำถามของคดีจะไม่ใช่เพียงว่า “ผู้สมัครรายใดเลือกใคร” แต่จะขยับไปสู่คำถามใหญ่กว่า คือ มีการออกแบบระบบเพื่อให้บุคคลกลุ่มหนึ่งเข้าสู่วุฒิสภาตั้งแต่ต้นหรือไม่
เตรียมผู้สมัครก่อนเลือก 2 เดือน
ตามข้อมูลในรายงาน การเตรียมการถูกระบุว่าเริ่มขึ้นก่อนการรับสมัครและการเลือก สว.ระดับประเทศประมาณ 2 เดือน
เครือข่ายมีการจัดหาบุคคลเข้าสมัครในพื้นที่ต่างๆ และมีการทดลองระบบในหลายจังหวัด ได้แก่ พิจิตร อ่างทอง อุทัยธานี บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ เลย บึงกาฬ สตูล และพระนครศรีอยุธยา
ชื่อบุคคลจำนวนหนึ่งในรายงานถูกระบุด้วยอักษรย่อ เช่น “เจ๊ ร.” ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นแกนนำของพรรคการเมืองหนึ่งและทำหน้าที่ประสานงานกลาง ขณะที่ “นาง ร.” ชื่อเล่น “น.” ถูกระบุว่าอยู่ในทีมกลั่นกรอง
รายงานยังกล่าวถึงประวัติทางคดีของบุคคลบางราย เพื่อใช้ประกอบการวิเคราะห์ความเชื่อมโยงของเครือข่าย แต่ประเด็นเหล่านี้ยังต้องพิจารณาแยกจากข้อกล่าวหาในคดีเลือก สว.อย่างเคร่งครัด
ภาพรวมที่คณะที่ 26 พยายามประกอบขึ้น จึงเป็นโครงสร้างที่มีทั้งผู้วางแผน ผู้ประสานงาน และเครือข่ายระดับพื้นที่ มากกว่าการเคลื่อนไหวอย่างเป็นอิสระของผู้สมัครแต่ละราย
เส้นทางเงิน จังหวัดละล้าน-โวเตอร์ระดับประเทศ 2 แสน
อีกหนึ่งแกนสำคัญในรายงาน คือเรื่อง เงินและผลประโยชน์
ข้อมูลระบุว่า การดำเนินการระดับจังหวัดอาจมีค่าใช้จ่ายขั้นต่ำประมาณ จังหวัดละ 1 ล้านบาท และมีการใช้เงินสดเป็นหลัก
ส่วนค่าตอบแทนของบุคคลที่ทำหน้าที่ในลักษณะ “โหวตเตอร์” หรือผู้มีบทบาทในการลงคะแนนนั้น แตกต่างกันตามระดับของกระบวนการ
ในระดับอำเภอและจังหวัด มีการกล่าวถึงตัวเลขประมาณ 10,000-50,000 บาท ขณะที่ระดับประเทศ ตัวเลขอาจสูงถึง 200,000 บาท
นอกจากนี้ ค่าตอบแทนยังแตกต่างกันไปตามกลุ่มอาชีพ โดยรายงานอธิบายว่าอาชีพที่หาผู้สมัครได้ยาก อาจต้องใช้แรงจูงใจหรือค่าตอบแทนสูงกว่าอาชีพที่มีผู้สมัครจำนวนมาก
เมื่อวางข้อมูลเรื่องเงินควบคู่กับการจัดหาผู้สมัครล่วงหน้า คณะที่ 26 จึงตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีทรัพยากรถูกใช้เพื่อบริหารเครือข่ายตั้งแต่ต้นทางจนถึงการเลือกในระดับประเทศ
“โพยตัวเลข” กับคำถามเรื่องการลงคะแนนโดยอิสระ
หัวใจอีกด้านของรายงานอยู่ที่ “โพยเลือกตั้ง”
คณะที่ 26 ระบุถึงพฤติการณ์การทำโพยตัวเลข เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องลงคะแนนตามชุดหมายเลขที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ส่งผลให้เกิดรูปแบบคะแนนที่ถูกมองว่ามีลักษณะผิดธรรมชาติ
ประเด็นนี้สำคัญ เพราะระบบเลือก สว.ถูกออกแบบให้ผู้สมัครเลือกกันเอง หากทุกคนตัดสินใจอย่างอิสระ คะแนนควรสะท้อนความรู้จัก ความนิยม หรือการประเมินบุคคลในแต่ละกลุ่ม
แต่หากพบว่าผู้สมัครจำนวนมากเลือกตัวเลขชุดเดียวกันในลักษณะซ้ำกันอย่างมีแบบแผน ก็ย่อมเกิดคำถามว่า การตัดสินใจนั้นเกิดขึ้นโดยอิสระจริงหรือไม่
และหากมี “โพย” จริง คำถามถัดไปคือ ใครเป็นผู้จัดทำ ใครเป็นผู้กระจาย และมีระบบติดตามผลการลงคะแนนหรือไม่
เลือกเสร็จ แต่เครือข่ายยังไม่จบ
รายงานคณะที่ 26 ยังไปไกลกว่าการตรวจสอบวันเลือก สว.
พยานบางส่วนให้ข้อมูลว่า หลังการเลือกเสร็จ สว.ใหม่บางส่วนถูกเรียกไป “รับนโยบาย” จาก “ผู้แนะนำจิตวิญญาณ” ณ โรงแรมหรูแห่งหนึ่งในย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวถึงการกำหนดบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งสำคัญในวุฒิสภา ทั้งประธาน สว. รองประธาน สว. และประธานคณะกรรมาธิการชุดต่างๆ โดยใช้ข้อตกลงใน สัดส่วน 1:2
หากข้อกล่าวหานี้พิสูจน์ได้ ความหมายของคดีจะเปลี่ยนไปทันที เพราะจะไม่ได้มีเพียงประเด็นเรื่องการเข้าสู่อำนาจ แต่รวมถึงการจัดวางอำนาจภายในวุฒิสภาหลังการเลือกเสร็จ
ตำแหน่งประธานและกรรมาธิการต่างๆ มีบทบาททั้งในการกำหนดวาระ พิจารณากฎหมาย และตรวจสอบหน่วยงานรัฐ การจัดสรรตำแหน่งล่วงหน้าจึงเป็นประเด็นที่มีนัยสำคัญต่อโครงสร้างอำนาจทางการเมือง
229 ราย กับข้อเสนอ “ยุบพรรค”
เมื่อรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด คณะกรรมการคณะที่ 26 จึงเสนอให้ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหารวม 229 ราย
ในจำนวนนี้เป็น สว.ตัวจริง 138 ราย ส่วนอีก 91 รายถูกระบุว่าอยู่ในกลุ่มเครือข่ายทางการเมืองหรือหัวคะแนน
แต่ข้อเสนอที่มีน้ำหนักมากที่สุด คือการเห็นว่าพฤติการณ์ที่ตรวจพบอาจเชื่อมโยงถึงการกระทำในระดับพรรคการเมือง จนนำไปสู่ข้อเสนอให้มีการ ร้องยุบพรรค และพิจารณาตัดสิทธิทางการเมืองของแกนนำที่เกี่ยวข้อง
นั่นหมายความว่า หากข้อกล่าวหาได้รับการพิสูจน์ ผลสะเทือนอาจไม่ได้จำกัดอยู่ในวุฒิสภา แต่สามารถลามไปถึงสมดุลอำนาจของพรรคการเมืองใหญ่ได้
เมื่อคณะที่ 36 กลับเห็นว่า “ไม่มีความผิด”
ความซับซ้อนของเรื่องเกิดขึ้นอีกชั้น เมื่อภายหลังมีการตั้ง อนุกรรมการคณะที่ 36 ซึ่งมีข้อสรุปแตกต่างจากคณะที่ 26 อย่างมีนัยสำคัญ
ตามข้อมูลที่ได้รับ คณะที่ 36 มีความเห็นว่า ไม่ปรากฏพยานหลักฐานเพียงพอที่จะชี้ว่ามีความผิด
ข้อสรุปที่เดินสวนทางกันอย่างชัดเจน ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า เหตุใดการพิจารณาข้อเท็จจริงที่เกี่ยวเนื่องกันจึงนำไปสู่ผลที่แตกต่างอย่างสุดขั้ว
ด้านหนึ่งเห็นว่ามีพฤติการณ์มากพอเสนอเอาผิด 229 ราย และถึงขั้นพิจารณายุบพรรค แต่อีกด้านกลับเห็นว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอ
แหล่งข่าวจึงตั้งข้อสังเกตว่า การตั้งคณะที่ 36 อาจมีเป้าหมายเพื่อหักล้างหรือตัดตอนผลของคณะที่ 26 แต่ข้อสังเกตดังกล่าวก็ยังต้องพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐานเช่นเดียวกัน
ท้ายที่สุด ปมใหญ่ของคดี “ฮั้วเลือก สว.” จึงอาจไม่ได้อยู่เพียงว่าใครจะถูกดำเนินคดี หรือพรรคใดจะได้รับผลกระทบ
แต่คือคำถามว่า กกต.จะอธิบายต่อสังคมอย่างไร เมื่อรายงานสองชุดให้คำตอบต่างกันคนละขั้ว
หากรายงานกว่า 1,500 หน้ามีรายละเอียดตั้งแต่ห้องประชุม บุคคลที่เข้าร่วม เส้นทางเงิน โพยลงคะแนน ไปจนถึงการจัดสรรตำแหน่ง สิ่งที่สังคมต้องการย่อมไม่ใช่เพียงคำตอบสั้นๆ ว่า “ผิด” หรือ “ไม่ผิด”
แต่คือคำอธิบายว่า พยานแต่ละชิ้นถูกตรวจสอบอย่างไร เชื่อหรือไม่เชื่อเพราะอะไร และมาตรฐานใดถูกใช้ตัดสิน
เพราะปลายทางของคดีนี้อาจไม่ได้ชี้เพียงอนาคตของ สว. 229 ราย หรือพรรคการเมืองหนึ่งพรรค หากยังเป็นบททดสอบความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือก สว. และองค์กรที่มีหน้าที่รักษาความสุจริตเที่ยงธรรมของการเลือกตั้งเอง







