
ธนพรชี้ เนวินพบบุญยิ่ง ‘กระชับมิตรการเมือง’ ส่งสัญญาณขั้วน้ำเงิน
ธนพรอ่านเกมเนวินพบบุญยิ่งในแมตช์อุ่นเครื่อง ชี้สัมพันธ์เก่าภูมิใจไทยยังแน่น จับตาเสียง สส.กล้าธรรมและเกมคานอำนาจรัฐบาล หลังสะพัดดีลเขียว-แดง กระแสย้ายขั้ว
KEY
POINTS
- การพบกันระหว่างเนวิน ชิดชอบ และบุญยิ่ง นิติกาญจนา ในแมตช์ฟุตบอล ถูกนักวิเคราะห์มองว่าเป็น "การกระชับมิตรทางการเมือง" เพื่อส่งสัญญาณถึงความสัมพันธ์และศักยภาพของขั้วสีน้ำเงิน
- ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายมีรากฐานมาอย่างยาวนานตั้งแต่ร่วมก่อตั้งพรรคภูมิใจไทย การปรากฏตัวร่วมกันจึงเป็นการตอกย้ำสายสัมพันธ์เดิมมากกว่าการสร้างความสัมพันธ์ใหม่
- การเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนขั้วการเมืองอื่นที่คิดจะเปลี่ยนสมดุลอำนาจ ให้ประเมินเสียงสนับสนุนของตนเองอย่างรอบคอบ เนื่องจากขั้วสีน้ำเงินอาจมีพันธมิตรอยู่ต่างพรรค
การพบกันระหว่าง นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด กับ นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา สส.ราชบุรี พรรคกล้าธรรม ในการแข่งขันฟุตบอลอุ่นเครื่องระหว่างบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด กับราชบุรี เอฟซี เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2569 ถูกจับตาในมิติการเมือง ท่ามกลางกระแสข่าวการขยับตัวของกลุ่ม สส. และการจัดขั้วอำนาจในสภา
ดร.ธนพร ศรียากูล ผู้อำนวยการสถาบันวิเคราะห์การเมืองและนโยบาย วิเคราะห์ว่า การพบกันครั้งนี้ไม่ใช่เพียง “แมตช์กระชับมิตร” ทางฟุตบอล แต่มีลักษณะเป็น “แมตช์กระชับมิตรทางการเมือง” ที่ส่งสัญญาณถึงความสัมพันธ์ระหว่างเครือข่ายการเมืองเดิม และสะท้อนศักยภาพของขั้วสีน้ำเงิน ท่ามกลางกระแสข่าว “ดีลเขียว-แดง” ที่ปรากฏก่อนหน้านี้
ดร.ธนพรมองว่า ความสัมพันธ์ระหว่างนายเนวินกับครอบครัวนิติกาญจนาไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น เพราะต่างฝ่ายมีสายสัมพันธ์ทางการเมืองมายาวนานตั้งแต่ช่วงก่อตั้งพรรคภูมิใจไทย
นายวิวัฒน์ นิติกาญจนา หรือ “กำนันตุ้ย” สามีของนางบุญยิ่ง เคยดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีในสัดส่วนกลุ่มมัชฌิมา ก่อนที่ภายหลังการยุบพรรคพลังประชาชนเมื่อปี 2551 กลุ่มการเมืองของนายเนวินและกลุ่มมัชฌิมาจะเข้ามาร่วมกันก่อตั้งพรรคภูมิใจไทย ขณะที่นางบุญยิ่งได้รับเลือกตั้งเป็น สส.สมัยแรกในนามพรรคภูมิใจไทยเมื่อปี 2554
ด้วยพื้นฐานดังกล่าว ดร.ธนพรจึงเห็นว่า ทั้ง 2 ฝ่ายสามารถติดต่อพูดคุยกันได้อยู่แล้ว การปรากฏตัวร่วมกันผ่านการแข่งขันฟุตบอลจึงมีความสำคัญในเชิงสัญลักษณ์มากกว่าการเริ่มต้นสร้างความสัมพันธ์ใหม่
จับตา “พวกเดียวกันแต่คนละพรรค”
อีกประเด็นที่ถูกจับตาคือ ปัจจุบันนางบุญยิ่งอยู่กับพรรคกล้าธรรม ขณะที่มีรายงานว่ามี สส.ในกลุ่มประมาณ 10 คน และมีกระแสข่าวว่าในการลงมติบางเรื่องในสภาอาจลงคะแนนในทิศทางเดียวกับฝ่ายรัฐบาลและพรรคภูมิใจไทย
ดร.ธนพรอธิบายปรากฏการณ์ลักษณะนี้ว่าเป็นการเมืองแบบ “พวกเดียวกันแต่คนละพรรค” ซึ่งในทางการเมืองอาจมีพลังต่อรองมากกว่าสถานการณ์ที่อยู่พรรคเดียวกัน แต่แบ่งเป็นคนละกลุ่มภายในพรรค
ส่วนกระแสข่าวที่ระบุว่า ในการเลือกตั้งครั้งหน้า นางบุญยิ่งอาจส่งบุตรชายเข้าสังกัดพรรคภูมิใจไทยและลงสมัครรับเลือกตั้งแทนนั้น ยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามความชัดเจนต่อไป เช่นเดียวกับกระแสเรื่องการขยับขั้วของ สส.ในกลุ่ม
เตือนขั้วการเมือง “นับเสียงตัวเองให้ดี”
ดร.ธนพรยังประเมินว่า ขั้วสีน้ำเงินมีความสามารถในการพลิกเกมและบริหารความสัมพันธ์กับกลุ่มการเมืองต่าง ๆ ได้สูง ดังนั้น หากมีขั้วการเมืองใดคิดเปลี่ยนสมดุลอำนาจหรือล้มรัฐบาล จำเป็นต้องตรวจสอบจำนวนเสียง สส.ของตัวเองอย่างละเอียด เพราะเมื่อถึงเวลาลงมติจริง จำนวนเสียงอาจไม่เป็นไปตามที่ประเมินไว้
นอกจากความเคลื่อนไหวที่ราชบุรีแล้ว ดร.ธนพรยังตั้งข้อสังเกตถึงการขยับตัวของกลุ่มการเมืองในพรรคเพื่อไทย โดยระบุว่า ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มของ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน เดินทางไปพัทยาเพื่อพบกับ นายวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ หรือ “อู๊ด กาฬสินธุ์” ซึ่งถูกมองว่าเป็นผู้มีบทบาทด้านการจัดแถว สส.
เมื่อพิจารณาความเคลื่อนไหวทั้งกรณีราชบุรีและพัทยาควบคู่กัน ดร.ธนพรมองว่า การเมืองระดับเครือข่ายกำลังขยับเพื่อบริหารความเสี่ยงและเตรียมรับสถานการณ์ข้างหน้า โดยหลายความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นผ่านความสัมพันธ์ส่วนตัวและเครือข่ายทางการเมือง มากกว่าการส่งสัญญาณผ่านสื่อสังคมออนไลน์
ดังนั้น แมตช์อุ่นเครื่องระหว่างบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด กับราชบุรี เอฟซี จึงถูกจับตาเกินกว่าผลการแข่งขันในสนาม เพราะสิ่งที่ต้องติดตามต่อจากนี้คือ ความสัมพันธ์ดังกล่าวจะสะท้อนออกมาเป็น ทิศทางการลงมติในสภา การขยับตัวของกลุ่ม สส. หรือการจัดขั้วทางการเมืองในอนาคต หรือไม่







