
เปิดปมดีลลับโมนาโก ข่าวลือเปลี่ยนนายกฯ ใครได้ประโยชน์
จากทริปครอบครัวสู่ข้อกล่าวหาดีลลับ ข่าวโมนาโกจุดแรงสั่นสะเทือนถึงรัฐบาล เมื่อธรรมนัสถูกโยงเกมงดออกเสียงและแผนเปลี่ยนนายกฯ ท่ามกลางคำถามว่าใครได้ประโยชน์กัน
KEY
POINTS
- เกิดกระแสข่าวลือ "ดีลลับโมนาโก" อ้างว่า ร.อ. ธรรมนัส เจรจากับขั้วอำนาจเก่าเพื่อเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีและปรับสมการอำนาจในรัฐบาล
- ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ออกมายอมรับว่าเดินทางไปโมนาโกจริง แต่ยืนยันว่าเป็นทริปพักผ่อนส่วนตัวกับครอบครัว พร้อมปฏิเสธข่าวการเจรจาทางการเมืองทั้งหมด
- แม้ไม่มีหลักฐานยืนยัน แต่ข่าวลือดังกล่าวได้สร้างความสั่นสะเทือนและความหวาดระแวงในกลุ่มพรรคร่วมรัฐบาล ตอกย้ำกระแสข่าวเปลี่ยนนายกฯ ให้รุนแรงขึ้น
เพียงภาพนักการเมืองคนสำคัญเดินเล่นกับครอบครัวในต่างประเทศ อาจดูเป็นเรื่องส่วนตัวธรรมดา แต่เมื่อสถานที่แห่งนั้นคือ “โมนาโก” และชื่อของผู้เดินทางคือ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ทริปพักผ่อนกลับถูกลากเข้าสู่สนามอำนาจ กลายเป็นข่าวลือเรื่องการเจรจาลับที่อาจสะเทือนไปถึงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี
คำว่า “ดีลลับโมนาโก” จึงไม่ได้เป็นเพียงวลีที่ถูกส่งต่อบนโลกออนไลน์ หากแต่กลายเป็นชนวนรอบใหม่ของสงครามข่าวสาร ท่ามกลางกระแสเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีที่ถูกปล่อยออกมาเป็นระยะ แม้ยังไม่มีหลักฐานสาธารณะยืนยันว่ามีการตกลงทางการเมืองเกิดขึ้นจริง
ต้นทางสำคัญของกระแสครั้งนี้ปรากฏเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 เวลา 18.39 น. หลัง ไทกร พลสุวรรณ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก กล่าวถึงข้อมูลที่อ้างว่ามีการเจรจาระหว่างขั้วอำนาจต่างสีในประเทศโมนาโก
ถ้อยคำในโพสต์ใช้รหัสทางการเมืองว่า “แดง-เขียว” โดยสีแดงถูกตีความว่าหมายถึงพรรคเพื่อไทย ส่วนสีเขียวสื่อถึงกลุ่มของร้อยเอกธรรมนัส เนื้อหายังอ้างถึงเป้าหมายให้มีการ “งดออกเสียง” ในสภา ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงย่อมส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและสมดุลเสียงในฝ่ายนิติบัญญัติ
ปลายทางของดีลตามข้อกล่าวหา คือการเปิดทางไปสู่การเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี พร้อมผลักกลุ่มที่ถูกเรียกว่า “ครูใหญ่” ซึ่งถูกสื่อความหมายถึงพรรคภูมิใจไทย ให้ออกจากวงโคจรแห่งอำนาจ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ถูกเผยแพร่ยังอยู่ในสถานะ ข้อกล่าวอ้างจากโพสต์ทางการเมือง ไม่ปรากฏข้อมูลเรื่องบุคคลที่เข้าร่วมเจรจา วัน เวลา หรือสถานที่อย่างละเอียด และไม่มีหลักฐานภาพถ่าย เอกสาร หรือข้อมูลอื่นรองรับว่าการพบปะดังกล่าวเกิดขึ้นจริง
แต่ในสนามการเมือง ข่าวลือไม่จำเป็นต้องรอหลักฐานครบถ้วนจึงจะสร้างผลกระทบได้ เพียงแค่เนื้อหาสอดรับกับบรรยากาศความไม่ไว้วางใจที่มีอยู่เดิม ก็เพียงพอให้เกิดการตีความ ขยายความ และตั้งคำถามต่อความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล
หลังข่าวแพร่กระจายเพียงหนึ่งวัน ร้อยเอกธรรมนัสเลือกออกมาตอบโต้ด้วยตัวเอง เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2569 โดยโพสต์ทั้งข้อความและคลิปวิดีโอ ยอมรับว่าเดินทางไปประเทศฝรั่งเศสและโมนาโกจริง แต่ยืนยันว่าเป็นการไปพักผ่อนกับครอบครัว ไม่เกี่ยวข้องกับการหารือทางการเมือง
คำชี้แจงครั้งนี้มีน้ำหนักสำคัญตรงที่เจ้าตัวไม่ได้ปฏิเสธเรื่องการเดินทาง แต่ปฏิเสธ “วัตถุประสงค์” ที่ถูกนำไปผูกโยงกับดีลเปลี่ยนขั้วอำนาจ
ร้อยเอกธรรมนัสย้ำว่า ไม่มีการพูดคุยเรื่องการเมือง ไม่มีความจำเป็นต้องเดินทางไปพบใครอย่างลับ ๆ พร้อมใช้ถ้อยคำตรงไปตรงมาว่า ตนเองไม่ใช่ “อีแอบ” หากต้องการพูดคุยหรือดำเนินการทางการเมืองก็สามารถทำอย่างเปิดเผยได้
อีกประเด็นที่ถูกจับตา คือการพาดพิงถึง ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะข้อสงสัยส่วนหนึ่งโยงว่าการเดินทางครั้งนี้อาจเป็นการข้ามประเทศไปเจรจากับอดีตนายกรัฐมนตรี
ร้อยเอกธรรมนัสปฏิเสธว่าไม่ได้เดินทางไปพบทักษิณ พร้อมระบุว่า หากตรวจสอบเส้นทางการเดินทางจะพบว่าทักษิณไม่ได้อยู่ที่โมนาโกในช่วงเวลาดังกล่าว จึงไม่มีโอกาสเกิดการพบกันตามที่ถูกกล่าวหา
นอกจากคำพูด เขายังเผยแพร่คลิปสั้นขณะอุ้มลูกและจูงลูกเดินเล่นในต่างประเทศ ภาพดังกล่าวถูกใช้เป็นหลักฐานประกอบคำชี้แจงว่า การเดินทางครั้งนี้เป็นกิจกรรมส่วนตัวของครอบครัว ไม่ใช่ภารกิจจัดตั้งสมการอำนาจใหม่
อย่างไรก็ตาม คลิปครอบครัวอาจยืนยันได้เพียงว่าเขาเดินทางพร้อมลูก แต่ไม่ได้มีสถานะเป็นหลักฐานที่สามารถพิสูจน์รายละเอียดทุกช่วงเวลาของการเดินทางได้ทั้งหมด เช่นเดียวกับข้อกล่าวหาเรื่องดีลลับที่ยังไม่มีหลักฐานสาธารณะมารองรับ
พื้นที่ตรงกลางระหว่างคำกล่าวหาและคำปฏิเสธ จึงกลายเป็นช่องว่างที่เปิดให้ข่าวลือทำงานต่อไป
คำถามสำคัญคือ เหตุใดข่าวลักษณะนี้จึงถูกปล่อยออกมาในเวลาที่กระแสเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีกำลังถูกพูดถึงเป็นระยะ
ความเป็นไปได้หนึ่ง คือการ “ตอกลิ่ม” ระหว่างกลุ่มการเมืองในรัฐบาล ทำให้แต่ละฝ่ายตั้งข้อสงสัยต่อความภักดีและท่าทีของพันธมิตร อีกความเป็นไปได้คือการ “ดักทาง” เพื่อบีบให้ผู้ถูกพาดพิงต้องประกาศจุดยืนต่อสาธารณะ ก่อนที่เหตุการณ์ทางการเมืองสำคัญจะเกิดขึ้น
ไม่ว่าผู้ปล่อยข่าวมีเป้าหมายใด ผลที่เกิดขึ้นแล้วคือ ร้อยเอกธรรมนัสต้องออกมาชี้แจงความสัมพันธ์และการเดินทางของตน ขณะที่ชื่อของพรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย และทักษิณ ถูกนำกลับมาเชื่อมโยงกับสมการเปลี่ยนขั้วอีกครั้ง
ข่าวลือจึงอาจทำหน้าที่ทางการเมืองสำเร็จ แม้ท้ายที่สุดจะพิสูจน์ไม่ได้ว่า “ดีลลับโมนาโก” มีอยู่จริงหรือไม่ เพราะเพียงการสร้างความระแวงระหว่างผู้ร่วมอำนาจ ก็อาจทำให้ทุกฝ่ายต้องระมัดระวังการเคลื่อนไหวและจับตากันมากขึ้น
ถึงขณะนี้ ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้จากข้อมูลที่ปรากฏมีเพียงว่า ร้อยเอกธรรมนัสเดินทางไปฝรั่งเศสและโมนาโก พร้อมออกมาปฏิเสธว่าไม่มีการเจรจาทางการเมือง ส่วนข้อกล่าวหาเรื่องการงดออกเสียง เปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล หรือผลักกลุ่ม “ครูใหญ่” ออกจากอำนาจ ยังไม่มีหลักฐานสาธารณะยืนยัน
ท้ายที่สุด “ดีลลับโมนาโก” อาจไม่ใช่เพียงคำถามว่าใครพบใครในต่างประเทศ แต่อาจเป็นภาพสะท้อนการเมืองที่ความไว้วางใจมีอยู่อย่างจำกัด และข่าวลือสามารถกลายเป็นอาวุธได้โดยไม่ต้องพิสูจน์ให้ถึงที่สุด
เพราะบางครั้ง เป้าหมายของข่าวลืออาจไม่ใช่การทำให้ผู้คนเชื่อทั้งหมด แค่ทำให้ผู้ร่วมรัฐบาลเริ่มไม่เชื่อใจกัน ก็เพียงพอแล้ว
แหล่งที่มาประกอบเนื้อหา : เจาะลึกทั่วไทย inside thailand







