posttoday
'วัส ติงสมิตร' ชี้กู้เงิน4แสนล้าน แผนพลังงานระยะยาวควรผ่านสภาก่อน

'วัส ติงสมิตร' ชี้กู้เงิน4แสนล้าน แผนพลังงานระยะยาวควรผ่านสภาก่อน

09 กรกฎาคม 2569

'วัส ติงสมิตร' มองพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านช่วยวิกฤตพลังงานได้บางส่วน แต่แผนลงทุนพลังงานระยะยาวควรผ่านรัฐสภา ไม่ใช่ใช้อำนาจพิเศษ

KEY

POINTS

  • นายวัส ติงสมิตร ชี้ว่าพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ในส่วนของแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงานระยะยาว ไม่เข้าเงื่อนไขความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจตามรัฐธรรมนูญ
  • เห็นว่าแผนดังกล่าวเป็นโครงการลงทุนเพื่ออนาคต ไม่ใช่มาตรการที่แก้ปัญหาวิกฤตราคาพลังงานที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าโดยตรง
  • ดังนั้น โครงการลงทุนขนาดใหญ่และมีผลผูกพันระยะยาวเช่นนี้ ควรผ่านกระบวนการพิจารณาและอนุมัติจากรัฐสภาตามปกติ

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก (คลิกอ่านฉบับเต็ม) แสดงความเห็นส่วนตนต่อคดีพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัยในวันเดียวกัน

นายวัสระบุว่า ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่การพิจารณาว่า แผนงานหรือโครงการที่ 2 ตามบัญชีท้ายพระราชกำหนด ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานทดแทน การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ การสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า การพัฒนาทักษะกำลังคน และนวัตกรรมด้านพลังงาน เป็นการตราพระราชกำหนดเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง หรือไม่

ในความเห็นของนายวัส มาตรา 172 เป็นบทบัญญัติที่เปิดทางให้ฝ่ายบริหารตรากฎหมายที่มีผลเช่นเดียวกับพระราชบัญญัติ โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการปกติของรัฐสภา จึงถือเป็นข้อยกเว้นของหลักการแบ่งแยกอำนาจ และต้องตีความอย่างเคร่งครัด ใช้ได้เฉพาะกรณีที่เข้าเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง

นายวัสเห็นว่า มาตรการช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาพลังงาน ตามแผนงานหรือโครงการที่ 1 อาจมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากเป็นมาตรการรองรับผลกระทบเฉพาะหน้าจากวิกฤตราคาพลังงาน

อย่างไรก็ตาม แผนงานหรือโครงการที่ 2 มีลักษณะเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและยกระดับศักยภาพประเทศในระยะกลางและระยะยาว แม้เป็นนโยบายที่มีความสำคัญ แต่ผลของโครงการต้องใช้เวลาหลายปีจึงจะเห็นผล และไม่ใช่มาตรการที่บรรเทาหรือยับยั้งผลกระทบจากวิกฤตพลังงานที่กำลังเกิดขึ้นโดยตรง

นายวัสระบุว่า ความสำคัญหรือประโยชน์ของนโยบาย ไม่ใช่เกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้สำหรับการใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 172 แต่เกณฑ์สำคัญคือมาตรการนั้นต้องมีความสัมพันธ์โดยตรงและใกล้ชิดกับการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจในขณะที่ตราพระราชกำหนด ไม่ใช่เพียงมาตรการที่อาจให้ประโยชน์ต่อประเทศในอนาคต

นอกจากนี้ นายวัสยังตั้งข้อสังเกตว่า นโยบายเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเป็นภารกิจที่รัฐบาลดำเนินการต่อเนื่องผ่านงบประมาณรายจ่ายประจำปี และในช่วงเวลาตราพระราชกำหนด ยังอยู่ระหว่างจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 อีกทั้งรัฐยังมีช่องทางอื่นตามกฎหมายปกติ เช่น มาตรการทางภาษี มาตรการกำกับดูแลด้านพลังงาน หรือการเสนอร่างพระราชบัญญัติต่อรัฐสภาเพื่อขออนุมัติวงเงินกู้

นายวัสเห็นว่า หากตีความให้โครงการพัฒนาเศรษฐกิจทุกประเภทที่อาจเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจในอนาคต สามารถใช้พระราชกำหนดได้ทั้งหมด ข้อยกเว้นตามรัฐธรรมนูญจะกลายเป็นหลักทั่วไป และเปิดโอกาสให้ฝ่ายบริหารหลีกเลี่ยงกระบวนการนิติบัญญัติสำหรับโครงการลงทุนขนาดใหญ่

ในตอนท้าย นายวัสเสนอว่า หากเห็นว่าแผนงานหรือโครงการที่ 2 ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ก็ไม่จำเป็นต้องทำให้พระราชกำหนดทั้งฉบับตกไป เพราะแผนงานที่ 1 และแผนงานที่ 2 มีวัตถุประสงค์ วงเงิน และมาตรการที่แยกจากกันได้ จึงอาจจำกัดผลของคำวินิจฉัยไว้เฉพาะส่วนของแผนงานที่ 2

นายวัสสรุปความเห็นว่า พระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เฉพาะส่วนแผนงานหรือโครงการที่ 2 ตามบัญชีท้ายพระราชกำหนด ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง และควรวินิจฉัยให้ไม่มีผลใช้บังคับมาแต่ต้น โดยไม่กระทบต่อแผนงานช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานโดยตรง

ข่าวล่าสุด

กฎหมายคุม AI ของเวียดนาม กฎหมายควบคุม AI ฉบับแรกของอาเซียน

กฎหมายคุม AI ของเวียดนาม กฎหมายควบคุม AI ฉบับแรกของอาเซียน