posttoday
จับตา กกต.ปล่อยผีคดีฮั้ว สว. หรือไม่ หลังงัดสูตรทยอยวินิจฉัย

จับตา กกต.ปล่อยผีคดีฮั้ว สว. หรือไม่ หลังงัดสูตรทยอยวินิจฉัย

09 มิถุนายน 2569

คดีฮั้ว สว. 229 รายที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 2 ปี กำลังเข้าสู่โค้งชี้ชะตา ท่ามกลางข้อสังเกตว่า กกต.อาจใช้วิธีทยอยวินิจฉัย เพื่อลดแรงกดดันก่อนเคาะผลคดีใหญ่

KEY

POINTS

  • กกต. กำลังพิจารณาคดีฮั้วเลือกตั้ง สว. ที่มีผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย โดยมีแนวโน้มจะใช้วิธี "ทยอยวินิจฉัย" ทีละรายหรือเป็นกลุ่มย่อย แทนการตัดสินพร้อมกันทั้งหมด
  • การทยอยวินิจฉัยถูกมองว่าเป็นกลยุทธ์เพื่อลดแรงกดดันทางการเมือง แต่ก็เกิดข้อสังเกตว่าอาจเป็นการปูทางไปสู่การยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาส่วนใหญ่ในท้ายที่สุด
  • คดีมีความซับซ้อนจากผลสอบสวนที่ขัดแย้งกันของสองคณะทำงาน ทำให้การตัดสินใจของ กกต. ครั้งนี้เป็นเดิมพันสำคัญต่อความน่าเชื่อถือขององค์กรเอง

หลังยืดเยื้อมานานเกือบ 2 ปี คดีฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) กำลังเดินเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหญ่ เริ่มประชุมพิจารณาสำนวนอย่างจริงจัง ท่ามกลางกระแสข่าวสะพัดถึงแนวทาง “ทยอยพิจารณา” ผู้ถูกกล่าวหารายบุคคล แทนการตัดสินพร้อมกันทั้ง 229 ราย ซึ่งถูกมองว่าเป็นยุทธศาสตร์ลดแรงเสียดทานทางการเมือง และอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่สอดคล้องกับมติ 5 ต่อ 2 ของคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ที่เคยเสนอให้ยกคำร้องเป็นส่วนใหญ่

เกมวัดใจ กกต. บนกองเอกสาร 8 หมื่นแผ่น

คดีฮั้วเลือกตั้ง สว. ถือเป็นหนึ่งในคดีการเมืองที่ถูกจับตาสูงสุดในรอบหลายปี ไม่เพียงเพราะเกี่ยวข้องกับสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบันจำนวนมาก แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงบุคคลทางการเมืองและเครือข่ายต่าง ๆ รวมผู้ถูกกล่าวหาถึง 229 ราย

แหล่งข่าวในกระบวนการพิจารณาระบุว่า ขณะนี้ กกต. ชุดใหญ่กำลังเร่งสะสางสำนวนคำร้องมากกว่า 5,000 เรื่อง และเอกสารหลักฐานกว่า 80,000 แผ่น โดยกำหนดให้การประชุมพิจารณาคดีนี้เป็นวาระพิเศษ มีการประชุมต่อเนื่องทุกวันจันทร์และใช้เวลาตลอดทั้งวัน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ถูกจับตาไม่ใช่เพียงผลลัพธ์สุดท้าย หากแต่เป็น “วิธีการ” ที่ กกต. จะใช้ในการวินิจฉัยคดี

กระแสข่าวที่แพร่สะพัดในแวดวงการเมืองและกฎหมายระบุว่า กกต. อาจไม่เลือกใช้แนวทางลงมติครั้งเดียวกับผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด แต่จะทยอยพิจารณาเป็นรายบุคคล หรือแบ่งเป็นกลุ่มย่อย เพื่อค่อย ๆ ออกมติอย่างต่อเนื่อง

แนวทางดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการบริหารแรงกดดันจากสังคม เนื่องจากหากมีการวินิจฉัยพร้อมกันทั้ง 229 ราย ผลกระทบทางการเมืองจะเกิดขึ้นอย่างรุนแรงในคราวเดียว

2ผลสอบสวน 2โลกความจริง

หัวใจสำคัญที่ทำให้คดีนี้ซับซ้อน คือความเห็นที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างคณะทำงานสอบสวนสองชุด

ฝ่ายแรก คือ คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 ซึ่งทำงานร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) มีข้อสรุปว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 รายมีพฤติการณ์เข้าข่ายกระทำผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง

ในจำนวนนี้แบ่งเป็น สว. ชุดปัจจุบัน 138 ราย และบุคคลทางการเมืองหรือเครือข่ายอีก 91 ราย

แต่เมื่อสำนวนถูกส่งต่อไปยังคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง ชุดที่ 36 ซึ่งแต่งตั้งขึ้นในยุคอดีตประธาน กกต. กลับปรากฏผลสรุปอีกด้านหนึ่ง

เสียงข้างมาก 5 คน มีความเห็นให้ “ตีตกและยกคำร้อง” ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด โดยเห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะชี้ว่ามีการกระทำความผิด

ขณะที่เสียงข้างน้อย 2 คน เห็นว่าควรชี้มูลความผิดผู้ถูกกล่าวหา 134 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็น สว. ชุดปัจจุบัน

ความแตกต่างของข้อสรุปทั้ง2ชุด จึงกลายเป็นปมสำคัญที่ กกต. ชุดใหญ่ต้องตัดสินใจว่าจะให้น้ำหนักกับผลสอบสวนชุดใดมากกว่ากัน

“ทยอยวินิจฉัย” กลยุทธ์ลดแรงกระแทก

แหล่งข่าวหลายฝ่ายมองตรงกันว่า การทยอยพิจารณาอาจเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดแรงกดดันต่อ กกต.

หากมีการวินิจฉัยแบบคละผล คือบางรายมีมูลความผิด ขณะที่บางรายถูกยกคำร้อง จะช่วยลดภาพการตัดสินแบบ “เหมารวม” และทำให้ผลการพิจารณาดูมีความหลากหลายมากขึ้น

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าแนวทางดังกล่าวอาจเป็นเพียงกระบวนการนำไปสู่เป้าหมายสุดท้ายที่กำหนดไว้แล้ว นั่นคือการยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่ม สว. และฝ่ายการเมือง

ข้อสังเกตนี้เกิดขึ้นเพราะแนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับมติ 5 ต่อ 2 ของอนุกรรมการชุดที่ 36 ซึ่งเสนอให้ยกคำร้องทั้งหมดตั้งแต่ต้น

คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า การทยอยพิจารณาจะเป็นเพียงเทคนิคทางกระบวนการ หรือเป็นการปูทางสู่บทสรุปที่ถูกกำหนดทิศทางไว้แล้ว

ปมร้องถอนตัวและเงาความไม่เป็นกลาง

นอกเหนือจากเนื้อหาคดีแล้ว กระบวนการพิจารณายังเผชิญแรงกดดันจากข้อเรียกร้องเรื่องความเป็นกลางของผู้ทำหน้าที่วินิจฉัย

นายอัครวัฒน์ พงธนาชลฤทตกุล สว. สำรอง ได้ยื่นหนังสือเรียกร้องให้กรรมการ กกต. บางรายถอนตัวจากการพิจารณาคดี โดยเฉพาะกรณีของนายทิติเชฏฐ์ นุชนาถ ที่ถูกตั้งข้อสังเกตถึงความใกล้ชิดกับกระบวนการบางส่วน

พร้อมกันนั้น ยังมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความล่าช้าของคดีที่กินเวลายาวนานเกือบ 2 ปี ทั้งที่เป็นคดีซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความชอบธรรมของสถาบันวุฒิสภา

อีกประเด็นหนึ่งที่ถูกพูดถึงคือบทบาทของคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ซึ่งมีบางบุคคลถูกตั้งคำถามเรื่องความเหมาะสมและความใกล้ชิดกับกลุ่มการเมืองบางฝ่าย แม้จะยังไม่มีข้อสรุปทางกฎหมายรองรับข้อกล่าวหาดังกล่าวก็ตาม

เดิมพันใหญ่กว่าชะตา สว.

แม้คดีนี้จะเกี่ยวข้องกับสมาชิกวุฒิสภาและบุคคลทางการเมืองจำนวน 229 ราย แต่สิ่งที่อยู่บนโต๊ะของ กกต. วันนี้อาจมีมูลค่าทางการเมืองสูงกว่านั้นมาก

เพราะไม่ว่าผลจะออกมาในทิศทางใด ย่อมส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของสังคมต่อองค์กรจัดการเลือกตั้ง

หาก กกต. วินิจฉัยสวนทางกับผลสอบสวนของชุดที่ 26 และ DSI อย่างมีนัยสำคัญ ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดคำถามถึงเหตุผลและมาตรฐานการพิจารณา

แต่หากชี้มูลความผิดในวงกว้าง ก็อาจก่อแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองครั้งใหญ่ต่อโครงสร้างอำนาจที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน

บทสรุป

ในห้วงเวลาที่สังคมกำลังรอคำตอบจากคดีฮั้วเลือกตั้ง สว. สิ่งที่ถูกจับตาอาจไม่ใช่เพียงว่าใครจะถูกชี้มูลหรือใครจะรอดพ้นข้อกล่าวหา แต่คือกระบวนการตัดสินใจของ กกต. เองว่าจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้สาธารณชนได้มากเพียงใด

เพราะท้ายที่สุดแล้ว คำวินิจฉัยอาจเป็นเพียงจุดสิ้นสุดของคดีหนึ่งคดี แต่ความน่าเชื่อถือขององค์กรที่ทำหน้าที่พิทักษ์ความสุจริตเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง คือเดิมพันที่ใหญ่กว่ามาก และอาจเป็นสิ่งที่สังคมกำลังรอฟังคำตอบมากที่สุดในเวลานี้

ข่าวล่าสุด

EECO เยือนเวียดนาม หนุนลงทุน-เชื่อมห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค

EECO เยือนเวียดนาม หนุนลงทุน-เชื่อมห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค