ศักดิ์สยาม ชิดชอบ พ้นบ่วงแจ้งเท็จ แต่ยังเผชิญศึกหนักคดีอาญาหุ้นบุรีเจริญ .
ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แม้ ป.ป.ช. ยกเรื่องแจ้งบัญชีทรัพย์สินเท็จ แต่ยังถูกดำเนินคดีอาญาหนักจากการถือหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ
KEY
POINTS
- ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่านายศักดิ์สยามยังคงเป็นเจ้าของหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ ผ่านนิติกรรมอำพราง ทำให้สิ้นสุดสถานะรัฐมนตรี
- แม้จะรอดพ้นจากข้อหาแจ้งบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ แต่คำวินิจฉัยของศาลกลายเป็นหลักฐานสำคัญให้ ป.ป.ช. ใช้ดำเนินคดีอาญาข้อหาอื่นที่ร้ายแรงกว่า
- เผชิญข้อหาอาญาหนักหลายกระทง โดยเฉพาะความผิดตาม พ.ร.บ.ฮั้วประมูล และการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต
เส้นทางคดีจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
จากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ชี้ชัดว่า นายศักดิ์สยามยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยให้นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ เป็นผู้ครอบครองหุ้นแทนมาโดยตลอด แม้ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าการโอนหุ้นที่ผ่านมาเป็นเพียงนิติกรรมอำพราง เพื่อคงไว้ซึ่งความเป็นเจ้าของและการบริหารจัดการในทางพฤตินัย อันเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 187 และส่งผลให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5)
"แม้เรื่องการแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จต่อ ป.ป.ช. จะถูกยกไป แต่ข้อเท็จจริงที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไว้ว่ามีการใช้นิติกรรมอำพรางนั้น กลายเป็นหลักฐานสำคัญที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. สามารถนำไปใช้ขยายผลดำเนินคดีอาญาในข้อหาที่ร้ายแรงกว่าเดิมได้ ซึ่งกระบวนการตรวจสอบหลังจากนี้จะเป็นตัวชี้วัดความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายว่าด้วยการจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี"
สารพัดข้อหาหนักและความเสี่ยงทางอาญา
จากการถือครองหุ้นผ่านนิติกรรมอำพราง นำไปสู่การตั้งข้อหาอาญาหลายประการ ได้แก่ ความผิดตาม พ.ร.บ. การจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ. 2543 กรณีเข้าไปบริหารหรือครอบงำ หจก.บุรีเจริญฯ ในขณะเป็นรัฐมนตรี มีโทษจำคุก 1-10 ปี หรือปรับสูงสุด 1,000,000 บาท นอกจากนี้ยังมีข้อหาการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและส่วนรวม ตาม พ.ร.บ. ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 126 เนื่องจาก หจก.ดังกล่าวเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมที่ผู้ถูกกล่าวหากำกับดูแลในช่วงปี 2563-2564 มูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท
ประเด็นที่น่าจับตามองที่สุดคือความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 หรือ "พ.ร.บ. ฮั้ว" ตามมาตรา 13 โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่ามีการใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งรัฐมนตรีเพื่อจูงใจให้หน่วยงานรัฐยอมรับการเสนอราคาของ หจก.บุรีเจริญฯ หรือไม่ ซึ่งหากพิสูจน์ได้ว่ามีความผิดจริงจะมีบทลงโทษหนักถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิต
.
บทสรุปและทิศทางคดีในอนาคต
ในเชิงวิเคราะห์ คดีนี้ถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญของการตรวจสอบนักการเมืองเกี่ยวกับการถือครองหุ้นผ่านนิติกรรมอำพราง ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นคือการสร้างมาตรฐานจริยธรรมใหม่ ซึ่งแม้ผู้ถูกกล่าวหาจะหลุดจากข้อหาแจ้งบัญชีเท็จ แต่การเผชิญกับข้อหาตามกฎหมายฮั้วและกฎหมาย ป.ป.ช. ถือเป็น "ศึกหนัก" ที่ต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาลยุติธรรม แนวโน้มในอนาคตขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานในการเชื่อมโยงอำนาจหน้าที่กับการเอื้อประโยชน์ให้ หจก. ดังกล่าว หาก ป.ป.ช. สามารถชี้มูลความผิดได้สำเร็จ จะถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาการทุจริตเชิงนโยบายและการขัดกันแห่งผลประโยชน์ในแวดวงการเมืองไทย
วิเคราะห์และสรุปประเด็นสำคัญ
สิ้นสุดสถานะรัฐมนตรี: คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญยืนยันว่านายศักดิ์สยามคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วน หจก.บุรีเจริญฯ ผ่านนิติกรรมอำพราง ส่งผลให้พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีทันทีตามรัฐธรรมนูญ
เผชิญคดีอาญาหนัก: แม้รอดพ้นคดีแจ้งบัญชีทรัพย์สินเท็จ แต่ต้องเผชิญข้อหาหนักตาม พ.ร.บ. การจัดการหุ้นส่วนฯ, พ.ร.บ. ป.ป.ช. และ พ.ร.บ. ว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (พ.ร.บ. ฮั้ว)
ผลกระทบในอนาคต: พฤติการณ์การถือหุ้นผ่านนิติกรรมอำพรางและเอื้อประโยชน์ให้บริษัทตนเองเป็นคู่สัญญารัฐ มูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท จะกลายเป็นหลักฐานสำคัญในกระบวนการพิจารณาคดีอาญาที่มีโทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต
แหล่งที่มาประกอบเนื้อหา : คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ (คลิกอ่านประกอบ)


