สแกนคำสั่งนายกฯอนุทิน ล้างบางอำนาจมืด ปมรถหลวงโยงคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์
นายกฯ สั่งตำรวจและกอ.รมน. เร่งรัดคดีลอบยิงสส.กมลศักดิ์ หลังพบหลักฐานรถหลวงโยงก่อเหตุ ย้ำฟันคนอนุมัติและผู้กระทำผิดถึงที่สุด พร้อมลงนราธิวาสติดตามความคืบหน้า
KEY
POINTS
- นายกฯ อนุทิน ในฐานะ ผอ.รมน. สั่งการเร่งด่วนให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีรถยนต์ของ กอ.รมน. ถูกนำไปใช้ในคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ
- นายกฯ ยืนยันจะดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดตามหลัก "คนอนุมัติผิด-คนทำผิดยิ่งกว่า" เพื่อทลายเครือข่ายผู้มีอิทธิพลและมือปืนรับจ้าง
- รัฐบาลจะเดินหน้านโยบายควบคุมอาวุธปืนอย่างเข้มงวดควบคู่ไปกับการสืบสวนคดีนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อหน่วยงานความมั่นคงและกระบวนการยุติธรรม
บทสืบเนื่องจากสภาสู่มาตรการเร่งด่วนของรัฐบาล
ภายหลังการอภิปรายอย่างดุเดือดในรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 โดย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ซึ่งเปิดเผยหลักฐานสำคัญในคดีลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส ที่พบความเชื่อมโยงถึงรถยนต์ในสังกัดกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.)
ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หลังการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยระบุว่าได้รับข้อมูลจำนวนมากจากการอภิปรายและได้ส่งต่อให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติประกอบการดำเนินคดีแล้ว
นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ผอ.รมน.) ได้ใช้อำนาจสั่งการโดยตรงผ่านหนังสือถึงเลขาธิการ กอ.รมน. เพื่อให้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการนำทรัพยากรของรัฐไปใช้ในการก่ออาชญากรรม ซึ่งถือเป็นเรื่องที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของกระบวนการยุติธรรมและหน่วยงานความมั่นคงอย่างรุนแรง โดยสั่งกำชับให้ทั้งฝ่ายตำรวจและ กอ.รมน. ทำงานร่วมกันเพื่อสืบสวนขยายผลให้ถึงต้นตอของกระบวนการนี้โดยเร็วที่สุด
การแสดงจุดยืน "คนอนุมัติผิด-คนทำผิดยิ่งกว่า"
หัวใจสำคัญของการจัดการครั้งนี้คือการเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดโดยไม่มีข้อยกเว้น นายอนุทินยืนยันว่ากระบวนการสอบสวนจะต้องครอบคลุมไปถึงผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบในการปล่อยให้รถของทางราชการถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย เพื่อหยุดยั้งวงจรผู้มีอิทธิพลและมือปืนรับจ้างที่สร้างความหวาดกลัวให้กับเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนทั่วไปในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มักจะเผชิญกับเหตุการณ์ความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ มาอย่างยาวนาน
"คนอนุมัติรถต้องผิด ส่วนคนทำร้ายต้องผิดยิ่งกว่า ผมรับไม่ได้กับการที่ประเทศจะแก้ไขปัญหาด้วยความรุนแรง และจะปราบปรามขบวนการเหล่านี้ให้สิ้นซาก" นายอนุทินกล่าว
ยกระดับคุมอาวุธปืนและแผนลงพื้นที่นราธิวาส
นอกจากมาตรการเฉพาะหน้าในคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์แล้ว รัฐบาลยังยืนยันความต่อเนื่องของนโยบายควบคุมอาวุธปืนอย่างเข้มงวด โดยจะไม่มีการผ่อนคลายมาตรการเพื่อป้องกันไม่ให้มือปืนหรือผู้กระทำผิดเข้าถึงอาวุธได้โดยง่าย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการตัดวงจรความรุนแรงในภาพรวมของประเทศ นายกรัฐมนตรี มองว่าการพิสูจน์ความจริงในคดีนี้จะเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการสร้างความปลอดภัยให้แก่ผู้แทนราษฎรและประชาชน
บทสรุป
คดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ มิได้เป็นเพียงคดีอาชญากรรมทั่วไป แต่เป็นบทพิสูจน์ความโปร่งใสของหน่วยงานความมั่นคงเมื่อมีหลักฐานโยงถึงรถยนต์ในสังกัด กอ.รมน. ซึ่งแนวโน้มในอนาคตหากการสืบสวนขยายผลนำไปสู่การจับกุมผู้บงการและผู้สนับสนุนระดับสูงได้จริง จะเป็นการกู้คืนความศรัทธาต่อรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน
อย่างไรก็ตาม หากคดียังมีความล่าช้าอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพความมั่นคงในพื้นที่ภาคใต้ แนวทางแก้ไขจึงอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมและเข้มงวดในการเบิกจ่ายพัสดุหลวงเพื่อป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิด
วิเคราะห์และสรุปประเด็นสำคัญ
การใช้อำนาจสั่งการเชิงบริหาร: นายกรัฐมนตรีสั่งการในฐานะ ผอ.รมน. ให้ตรวจสอบการใช้รถหลวงก่อเหตุสะท้อนถึงการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของหน่วยงานความมั่นคง
ความเด็ดขาดในการดำเนินคดี: ยึดหลักการเอาผิดทั้ง "คนอนุมัติ" และ "ผู้ลงมือ" เพื่อทำลายวงจรอาชญากรรมและรักษาความปลอดภัยให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐ
การติดตามผลอย่างใกล้ชิด: กำหนดการลงพื้นที่นราธิวาสวันที่ 17 เมษายน เป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับคดีนี้เป็นลำดับต้นๆ
อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง รายงาน


