สมช.เตือนตะวันออกกลางสู่สภาวะวิกฤต กระทบพลังงาน อาหาร การเงินไทยทั้งระบบ
สมช.ประเมินความขัดแย้งตะวันออกกลางเข้าสู่ “สภาวะวิกฤต” อาจยืดเยื้ออย่างน้อย 4 สัปดาห์ กระทบพลังงาน อาหาร การเงินไทย รัฐเตรียมมาตรการรับมือค่าครองชีพพุ่งมาก
KEY
POINTS
- สมช.ประเมินความขัดแย้งตะวันออกกลางเข้าสู่ “สภาวะวิกฤต” และอาจยืดเยื้ออย่างน้อย 4 สัปดาห์หรือยาวกว่านั้น
- ผลกระทบหลักต่อไทยอยู่ที่พลังงาน อาหาร และการเงิน ซึ่งอาจดันค่าครองชีพประชาชนให้สูงขึ้นต่อเนื่อง
- รัฐบาลเตรียมยกระดับจากมาตรการขอความร่วมมือไปสู่ “มาตรการบังคับ” หากสถานการณ์รุนแรงและกระทบความมั่นคงพลังงานมากขึ้น
สมรภูมิยืดเยื้อ กดดันเศรษฐกิจไทย
สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และหน่วยงานความมั่นคงประเมินตรงกันว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางขณะนี้ไม่ใช่ภาวะปกติ แต่เป็น “สภาวะวิกฤต” ที่มีแนวโน้มส่งแรงสั่นสะเทือนถึงประเทศไทยโดยตรง ทั้งด้านพลังงาน อาหาร และการเงิน ซึ่งท้ายที่สุดจะผลักภาระไปยังประชาชนผ่านค่าครองชีพที่สูงขึ้น ท่ามกลางความกังวลว่าความไม่แน่นอนของสงครามอาจขยายวงและยืดเยื้อเกินกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้
การประเมินของฝ่ายความมั่นคงระบุว่า ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลและสหรัฐฯ กำลังดำเนินไปตาม “กลยุทธ์การรบแบบขั้นตอน” โดยปัจจุบันถูกมองว่าเข้าสู่เฟส 3 หรือระยะบั่นทอนกำลัง ซึ่งเน้นโจมตีคลังอาวุธ ระบบโลจิสติกส์ และโครงสร้างยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง หลังผ่านช่วงสงครามไซเบอร์ การตัดหัวเป้าหมาย และการช่วงชิงความได้เปรียบทางอากาศกับทางทะเลมาก่อนหน้า
ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่า สงครามไม่ได้จบลงเร็ว และอาจพัฒนาเป็นความขัดแย้งค้างคา หรือถูกลากยาวจนคู่ขัดแย้งต้องกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาเพราะต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น
เกมสงคราม-พลังงาน กับฉากจบที่ยังไม่ชัด
ในมุมของอิหร่าน หน่วยงานความมั่นคงประเมินว่า อีกฝ่ายตระหนักถึงข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและกำลังทางอากาศ จึงไม่เลือกปะทะตรง แต่ใช้ยุทธศาสตร์ยืดสงครามให้ยาวและทำให้ต้นทุนฝ่ายตรงข้ามสูงขึ้น ทั้งผ่านการทูต การใช้พันธมิตรในภูมิภาคเปิดแนวปะทะหลายจุด และการใช้โดรนหรือขีปนาวุธโจมตีเป้าหมายเพื่อแสดงศักยภาพตอบโต้
ขณะเดียวกัน “ช่องแคบฮอร์มุซ” ถูกมองเป็นหมากสำคัญ เพราะเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันของโลกที่มีนัยต่อราคาพลังงานและความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ
สมช.ประเมินว่า วิกฤตรอบนี้อาจยืดเยื้ออย่างน้อย 4 สัปดาห์ และไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะลากยาวเป็นปีในลักษณะใกล้เคียงสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยฉากจบยังเปิดกว้างตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลบรรลุเป้าหมายเพียงบางส่วน ไปจนถึงการเกิดภาวะ “Frozen Conflict” ที่ไม่มีฝ่ายใดชนะเด็ดขาด หรือการกลับสู่การเจรจาทางการเมืองเพราะแรงกดดันจากต้นทุนสงครามและวิกฤตพลังงาน
ทั้งนี้ แหล่งข่าวความมั่นคงยอมรับด้วยว่า การประเมินยังทำได้ยาก เพราะข้อมูลส่วนใหญ่ยังมาจากฝั่งสหรัฐฯ เป็นหลัก จึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและระมัดระวังในการคาดการณ์
รัฐเตรียมมาตรการเข้ม รับมือค่าครองชีพพุ่ง
สำหรับประเทศไทย รัฐบาลมองผลกระทบของวิกฤตครั้งนี้ในกรอบ “พลังงาน อาหาร และการเงิน” เป็นหลัก โดยเริ่มจากมาตรการขอความร่วมมือเพื่อลดการใช้น้ำมันและพลังงาน เช่น การทำงานแบบ Work from Home การประชุมออนไลน์ การปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไว้ที่ 26-27 องศาเซลเซียส และการรณรงค์แต่งกายด้วยเสื้อแขนสั้นแทนการสวมสูทผูกไท
ขณะเดียวกัน กระทรวงพลังงานมีแผนปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลแบบขั้นบันได เริ่มช่วงวันที่ 16-17 มี.ค. โดยทยอยปรับไม่เกินลิตรละ 1 บาท เพื่อประเมินสถานการณ์และลดภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์รุนแรงขึ้น รัฐบาลพร้อมยกระดับจากมาตรการสมัครใจไปสู่ “มาตรการบังคับ” ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดการเติมน้ำมันต่อวัน การสั่งปิดสถานีบริการน้ำมันหลังเวลา 22.00 น. การปิดไฟโฆษณา ป้ายชื่อร้าน และโรงภาพยนตร์หลังเวลาเดียวกัน
ควบคู่กับการเฝ้าระวังด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะความเสี่ยงจากเหตุ “โลนวูล์ฟ” และการดูแลสถานที่เชิงสัญลักษณ์ สถานทูต และชุมชนชาวต่างชาติของคู่ขัดแย้ง
แหล่งข่าวความมั่นคงยังย้ำว่า รัฐควรสื่อสารข้อเท็จจริงเรื่องน้ำมันสำรองอย่างต่อเนื่อง เพราะ “ไม่ควรอ้างเพียงตัวเลขสำรอง 90 วัน” จากส่วนกลาง หากในภาวะวิกฤตการจัดส่งเชื้อเพลิงในบางพื้นที่ยังอาจติดขัดได้ สะท้อนว่าโจทย์สำคัญจากนี้ไม่ใช่แค่การมีทรัพยากรสำรอง
แต่คือความสามารถในการบริหารจัดการวิกฤตให้ประชาชนรับรู้และรับมือได้ทันเวลา


