ดร.ณัฏฐ์ชี้แจกใบส้มสุจริตคุ้มครองกกต.ศาลฎีกายกฟ้องคดีถึงที่สุดแล้ว
ดร.ณัฏฐ์ นักกฎหมายมหาชน เผยศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องคดีแพ่งใบส้มเชียงใหม่ ชี้ กกต. ทำหน้าที่สุจริตมีกฎหมายคุ้มครอง ยันคำพิพากษาไม่ขัดกันและคดีถือเป็นที่สิ้นสุด
KEY
POINTS
- ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องคดีแพ่งที่นายสุรพลฟ้อง กกต. กรณีแจกใบส้ม โดยชี้ว่า กกต. ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตจึงได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย
- ศาลมองว่า กกต. มีเหตุอันควรสงสัยจากหลักฐานในขณะนั้น และไม่มีมูลเหตุกลั่นแกล้งทางการเมือง คำพิพากษาคดีแพ่งจึงไม่จำเป็นต้องยึดตามคดีเลือกตั้ง
- คำพิพากษาถึงที่สุดในวันที่ 11 มีนาคม 2569 ณ ศาลฎีกา โดยโจทก์ไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้เนื่องจากไม่ใช่คดีอาญานักการเมือง
ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องชี้กกต.ใช้อำนาจสุจริตตามกฎหมาย
เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ "ดร.ณัฏฐ์" นักกฎหมายมหาชน ได้ให้ความเห็นทางกฎหมายกรณีศาลฎีกามีคำพิพากษากลับยกฟ้องในคดีแพ่งที่ นายสุรพล เกียรติไชยกร อดีตผู้สมัคร สส. เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย เป็นโจทก์ยื่นฟ้องคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) จากปมการแจก "ใบส้ม" หรือการสั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นการชั่วคราวในการเลือกตั้งปี 2562
โดยศาลฎีกาพิจารณาว่าการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 225 ประกอบมาตรา 224 (4) ซึ่งให้อำนาจ กกต. สั่งเลือกตั้งใหม่หากมีเหตุอันควรเชื่อว่าการเลือกตั้งไม่สุจริต โดยมีหลักฐานภาพถ่ายการมอบเงิน 2,000 บาท และนาฬิกาเป็นเครื่องยืนยันในขณะนั้น
แม้ต่อมาศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งจะมองว่าพฤติการณ์ดังกล่าวไม่มีผลให้การเลือกตั้งไม่เที่ยงธรรมจนนำไปสู่การยกฟ้องคดีเลือกตั้ง แต่ในทางแพ่งศาลวินิจฉัยว่า กกต. กระทำโดยสุจริต ไม่มีเหตุโกรธเคืองหรือกลั่นแกล้งทางการเมือง จึงได้รับความคุ้มครองตาม พรป.สส. มาตรา 23 วรรคสอง ไม่ต้องรับผิดทางแพ่งต่อโจทก์
บรรทัดฐานกฎหมายยันคำพิพากษาคดีเลือกตั้งและแพ่งไม่ขัดกัน
ดร.ณัฏฐ์ อธิบายถึงประเด็นที่ทีมทนายความฝ่ายโจทก์เตรียมยื่นอุทธรณ์โดยอ้างว่าคำพิพากษาขัดกันว่า ในทางกฎหมายคำพิพากษาคดีเลือกตั้งและคดีแพ่งละเมิดนั้นมีแง่มุมการพิจารณาที่ต่างกัน
โดยคดีเลือกตั้งมุ่งเน้นว่าการกระทำนั้นส่งผลต่อความเที่ยงธรรมของการเลือกตั้งหรือไม่ แต่คดีแพ่งมุ่งเน้นที่ "เจตนา" ของผู้กระทำว่ามีความจงใจหรือประมาทเลินเล่อให้ผู้อื่นเสียหายโดยผิดกฎหมายหรือไม่
ซึ่งกรณีนี้ศาลเห็นว่า กกต. ทำตามพยานหลักฐานที่มีในขณะนั้น จึงถือเป็นการใช้อำนาจโดยสุจริตตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ นอกจากนี้ไม่มีบทบัญญัติใดที่กำหนดให้ศาลในคดีแพ่งต้องยึดถือข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาในคดีเลือกตั้งเหมือนเช่นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญาตามวิ.อาญา มาตรา 46
ดังนั้นการที่ศาลทั้งสองแผนกมีคำวินิจฉัยต่างกันจึงสามารถเกิดขึ้นได้ตามขอบเขตอำนาจของกฎหมายแต่ละฉบับที่นำมาบังคับใช้ในคดีนั้นๆ
ปิดประตูปมยื่นอุทธรณ์ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาคดีถึงที่สุด
สำหรับประเด็นที่โจทก์ต้องการยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกานั้น นักกฎหมายมหาชนยืนยันชัดเจนว่าไม่สามารถกระทำได้ตามระเบียบขั้นตอนของกฎหมาย เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีแพ่งปกติ ไม่ใช่คดีอาญาในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่จะมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ได้ตามเงื่อนไขเฉพาะ
เมื่อศาลฎีกาซึ่งเป็นศาลสูงสุดได้มีคำพิพากษาออกมาแล้ว ย่อมถือว่าคดีถึงที่สุดและผูกพันคู่ความตามกฎหมาย แม้ฝ่ายอดีตผู้สมัคร สส. จะโต้แย้งว่าได้รับความเสียหายทั้งด้านการเงิน เวลา และชื่อเสียงจากการต่อสู้คดีที่ยาวนานกว่า 8 ปี แต่เมื่อกระบวนการยุติธรรมสิ้นสุดลงทุกฝ่ายต้องยอมรับผลตามสภาพ
บทเรียนนี้ถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่คุ้มครองการทำงานขององค์กรอิสระในการตรวจสอบการเลือกตั้ง หากเป็นการกระทำที่อยู่บนพื้นฐานของความสุจริตและมีหลักฐานสนับสนุนเพียงพอในขณะที่ตัดสินใจออกคำสั่งสำคัญ.


