เบื้องหลังจัดทัพ292เสียง ครม.อนุทิน2 ฝ่าวิกฤตความขัดแย้ง-โควตาจำกัด
นายกฯ อนุทิน เร่งจัดตั้ง ครม. 292 เสียง ท่ามกลางความขัดแย้งแย่งชิงเก้าอี้ภายในพรรคเพื่อไทยและภูมิใจไทย พร้อมยึดเกณฑ์จริยธรรมเข้มงวดหวังเซฟรัฐบาล
KEY
POINTS
- ความขัดแย้งภายใน: รัฐบาล 292 เสียงต้องเผชิญปัญหาการแย่งชิงเก้าอี้รัฐมนตรีเนื่องจากโควตาที่จำกัด โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยที่กำลังเผชิญ "สงครามฝ่ายพ่ายแพ้"
- กลยุทธ์ความปลอดภัย: นายกฯ อนุทิน เน้นคัดเลือกบุคคลตามเกณฑ์จริยธรรมของศาลรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัดเพื่อลดความเสี่ยงทางการเมืองและสร้างเสถียรภาพให้รัฐบาล
- ไทม์ไลน์การทำงาน: กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลคาดว่าจะเสร็จสิ้นในเดือนเมษายน และพร้อมแถลงนโยบายเพื่อเริ่มบริหารประเทศอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคม 2569
สงครามคนตัวใหญ่ในเพื่อไทย
การจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังเผชิญกับแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ โดยเฉพาะภายในพรรคเพื่อไทยที่ได้รับจัดสรรเพียง 8 ตำแหน่ง ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับศักยภาพเดิมของพรรค ความขัดแย้งนี้ถูกนิยามว่าเป็น "สงครามของฝ่ายพ่ายแพ้"
เมื่อบุคลากรระดับแกนนำจำนวนมากต้องแย่งชิงเก้าอี้ที่จำกัด สมาชิกในพรรคต่างพยายามผลักดันกลุ่มของตน ทั้งกลุ่มนายทุนและสมาชิกดั้งเดิม ส่งผลให้เกิดความตึงเครียดในการวางตัวบุคคลสำคัญอย่าง นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และบรรดา สส. พื้นที่ต่างๆ ที่ต่างหวังตำแหน่งรัฐมนตรีช่วย เพื่อรักษาสถานะทางการเมืองของกลุ่มตนเอาไว้
ภูมิใจไทยกับการดุลอำนาจภายใน
ในฟากของพรรคภูมิใจไทย แม้จะกุมอำนาจหลัก 14 กระทรวง แต่ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงความวุ่นวายภายในได้ การขับเคี่ยวเกิดขึ้นระหว่างกลุ่ม "บ้านใหญ่" ผู้ทรงอิทธิพลในพื้นที่ กับกลุ่ม "ลูกเทพ" หรือสายเลือดใหม่ของพรรคที่ต้องการแสดงบทบาท นายอนุทิน ในฐานะแกนนำจึงต้องใช้กลยุทธ์การบริหารดุลอำนาจอย่างละเอียดอ่อน เพื่อให้ทุกกลุ่มพึงพอใจและยังคงไว้ซึ่งเอกภาพภายใต้ร่มเงาของพรรค การจัดการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการรักษาสมดุลระหว่างอำนาจเก่าและคนรุ่นใหม่ เพื่อลดแรงต้านที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว
ปัจจัยชี้ขาด: จริยธรรมและทางออก
เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะนำไปสู่การถูกร้องเรียนและอุบัติเหตุทางการเมือง นายกฯ อนุทิน ได้ประกาศใช้หลักจริยธรรมตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาตรวจสอบคุณสมบัติอย่างเคร่งครัดแบบ "วรรคต่อวรรค" โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างรัฐบาลที่เข้มแข็ง (Play Safe) เพื่อเร่งแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจและพลังงานที่กำลังยืดเยื้อ
"เราต้องพิจารณาคุณสมบัติให้รอบคอบที่สุด เพราะรัฐบาลชุดนี้ต้องทำหน้าที่ในห้วงเวลาที่ประเทศเปราะบางต่อวิกฤตเศรษฐกิจและพลังงาน ทุกนาทีที่เสียไปกับการต่อสู้คดีความคือความสูญเสียของประชาชน" แหล่งข่าวระบุ
สรุป: สู่การเริ่มงานจริง
กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลชุดนี้กำลังดำเนินไปอย่างเร่งด่วน โดยคาดการณ์ว่าการโหวตเลือกนายกฯ จะเกิดขึ้นในวันที่ 19 มีนาคม และจะแล้วเสร็จพร้อมบริหารราชการแผ่นดินในช่วงเดือนพฤษภาคม
ทั้งนี้ ผลกระทบจากการจัดสรรที่เต็มไปด้วยเงื่อนไข อาจนำไปสู่ความพยายามดึงพรรคฝ่ายค้านบางส่วนเข้าร่วมในอนาคต เพื่อสร้างเสถียรภาพที่มั่นคงกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของรัฐบาลอนุทิน 2 ขึ้นอยู่กับการจัดการความคาดหวังของคนในพรรคและการรับมือกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่รออยู่ข้างหน้าเป็นสำคัญ


