มหาชน21.6ล้านเสียงหนุนร่างรัฐธรรมนูญใหม่ กกต.รับรองผลประชามติ1
คนไทยส่วนใหญ่มีมติเห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในการออกเสียงประชามติเมื่อ 8 ก.พ. 69 เตรียมเดินหน้าแก้มาตรา 256 และทำประชามติอีก 2 ครั้งตามคำสั่งศาล
KEY
POINTS
- ชัยชนะของเสียงข้างมากที่เด็ดขาด: ประชาชนเห็นชอบกว่า 21.6 ล้านเสียง ซึ่งสูงกว่าคะแนนไม่เห็นชอบและไม่แสดงความคิดเห็นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้รัฐสภามีความชอบธรรมทางสถิติในการเริ่มต้นกระบวนการยกร่างใหม่
- พันธนาการทางกฎหมาย 3 ด่าน: กระบวนการนี้ถูกล็อคด้วยคำวินิจฉัยศาลฯ 18/2568 ที่บังคับให้ต้องทำประชามติถึง 3 ครั้ง และห้ามเลือกตั้ง สสร. โดยตรง ซึ่งเป็นโจทย์ยากในการสร้างการยอมรับว่า "มาจากประชาชน" อย่างแท้จริง
- ความเสี่ยงด้านงบประมาณและความขัดแย้ง: การร่างใหม่ทั้งฉบับมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการปะทะทางความคิดในประชามติครั้งที่ 2 และ 3 รวมถึงการแบกรับต้นทุนการจัดเลือกตั้งระดับชาติซ้ำซ้อน ซึ่งรัฐบาลต้องบริหารจัดการอย่างระมัดระวัง
มติมหาชนด่านแรก: เส้นทางวิบากสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ภายใต้เงื่อนไขประชามติ 3 ครั้ง
ท่ามกลางบรรยากาศการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 อีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยได้ถูกจารึกไว้ หลังเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลประชามติครั้งที่ 1 อย่างเป็นทางการ โดยเสียงส่วนใหญ่ 21.6 ล้านเสียง จากผู้มาใช้สิทธิกว่า 36 ล้านคน ลงมติ "เห็นชอบ" ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ผลลัพธ์นี้เปรียบเสมือนกุญแจดอกแรกที่ไขประตูสู่การรื้อถอนโครงสร้างอำนาจเดิมของรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์มาอย่างยาวนานว่าขาดความเป็นประชาธิปไตย
บริบทกฎหมายและจุดเริ่มต้นของกระบวนการ
ต้นกำเนิดของปรากฏการณ์นี้มาจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ซึ่งวางบรรทัดฐานว่ารัฐสภามีอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ต้องผ่านความเห็นชอบจากประชาชนผ่านการทำประชามติถึง 3 ขั้นตอน
นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. ระบุถึงความสำเร็จในการจัดทำประชามติควบคู่กับการเลือกตั้งว่า "เป็นการใช้ทรัพยากรที่คุ้มค่าและสะท้อนเจตจำนงของประชาชนที่มีต่อกฎหมายสูงสุดของประเทศอย่างชัดเจนที่สุด"
การผ่านด่านแรกนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของแผนการแก้ไขมาตรา 256 เพื่อเปิดทางให้มีการร่างกฎหมายแม่บทฉบับประชาชน
เหรียญสองด้าน: ประชาธิปไตยที่แลกมาด้วยต้นทุน
ในมุมมองของนักวิชาการฝ่ายสนับสนุน การร่างใหม่ทั้งฉบับคือโอกาสล้างปมปัญหาที่สะสมมาตั้งแต่ยุค คสช. ทำให้เนื้อหาสอดคล้องและเป็นสากลมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่ไม่เห็นชอบกว่า 11.2 ล้านคน และกลุ่มที่งดออกเสียงกลับมองต่าง โดยกังวลว่ากระบวนการที่ยืดเยื้ออาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองที่บานปลาย
นอกจากนี้ งบประมาณมหาศาลในการจัดประชามติอีก 2 ครั้งที่เหลือ ยังเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า เมื่อเทียบกับการแก้ไขรายมาตราที่ทำได้รวดเร็วและประหยัดกว่า
บทสรุปและอนาคตที่ต้องจับตา
บทสรุปของประชามติครั้งที่ 1 คือชัยชนะของฝ่ายที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง แต่เส้นทางข้างหน้ายังเต็มไปด้วยขวากหนาม โดยเฉพาะข้อจำกัดจากคำวินิจฉัยศาลฯ ที่ระบุว่า สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ห้ามมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ซึ่งอาจกลายเป็นประเด็นขัดแย้งใหม่ในอนาคต
แนวโน้มหลังจากนี้ รัฐสภาจะต้องเร่งพิจารณาร่างแก้ไขเพื่อนำไปสู่ประชามติครั้งที่ 2 เพื่อตกลงเรื่อง"วิธีการและเนื้อหา"การประนีประนอมระหว่างขั้วการเมืองและการรักษาความโปร่งใสในกระบวนการสรรหาผู้ยกร่าง คือหัวใจสำคัญที่จะทำให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย.


