ปณิธานชี้สหรัฐฯหวังเปลี่ยนขั้วอิหร่าน จับตาศึกข้ามพรมแดนไม่บานปลาย
วิเคราะห์ปมขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน พบมุ่งหวังผลทางการเมืองและสั่นคลอนเสถียรภาพผู้นำ ขณะที่ไทยต้องเร่งถอดบทเรียนอพยพแรงงานให้ปลอดภัยสูงสุดท่ามกลางวิกฤตที่อาจยืดเยื้อ
KEY
POINTS
- รศ.ดร.ปณิธาน วิเคราะห์ว่าเป้าหมายของสหรัฐฯ คือการสร้างความเปลี่ยนแปลงภายในรัฐบาลอิหร่าน โดยใช้การสังหารผู้นำระดับสูงเป็นเครื่องมือ
- อิหร่านมีความพร้อมในการตอบโต้สหรัฐฯ แต่ยังตกอยู่ในสภาวะเสียเปรียบทั้งด้านเศรษฐกิจ การทหาร และการขาดพันธมิตรที่สนับสนุนโดยตรง
- คาดการณ์ว่าสถานการณ์จะไม่บาน
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง วิเคราะห์ว่าเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ในการเปิดศึกครั้งนี้คือการสร้างความเปลี่ยนแปลงภายในรัฐบาลอิหร่าน โดยใช้การสังหารผู้นำระดับสูงเป็นเครื่องมือสั่นคลอนอำนาจ แม้การกระทำดังกล่าวจะสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศที่อาจถูกสหประชาชาติประณามในภายหลังก็ตาม
ขณะเดียวกัน ในมิติการเมืองภายในของสหรัฐฯ เหตุการณ์นี้ยังทำหน้าที่เป็นตัวแปรสำคัญในการดึงคะแนนเสียงให้โดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วงก่อนการเลือกตั้งใหญ่ปลายปี อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในปัจจุบันชี้ให้เห็นว่าอิหร่านมีความพร้อมในการโต้ตอบที่รวดเร็วขึ้นกว่าในอดีต
โดยมีเป้าหมายหลักคือการสร้างความสูญเสียต่อบุคลากรของสหรัฐฯ เพื่อกดดันฝ่ายบริหารให้ยุติสงคราม รวมถึงการขู่ใช้ไพ่ตายอย่างการวางทุ่นระเบิดปิดช่องแคบในอ่าวเปอร์เซียซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลก
แม้ความตึงเครียดจะทวีความรุนแรง แต่อิหร่านยังตกอยู่ในสภาวะเสียเปรียบอย่างหนัก ทั้งจากวิกฤตเศรษฐกิจภายใน การขาดแคลนระบบป้องกันตนเองที่มีประสิทธิภาพ และความโดดเดี่ยวจากชาติอาหรับส่วนใหญ่ รวมถึงพันธมิตรอย่างจีนและรัสเซียที่ยังไม่มีท่าทีจะส่งกำลังทหารเข้ามาสนับสนุนโดยตรง
ด้วยเหตุนี้ รศ.ดร.ปณิธาน จึงประเมินว่าโอกาสที่จะบานปลายไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 หรือสงครามนิวเคลียร์นั้นยังมีน้อย เนื่องจากมหาอำนาจรายใหญ่อื่นๆ ยังจำกัดบทบาทตนเองอยู่เพียงนอกวงโคจรของการสู้รบ ทำให้สถานการณ์ในภาพรวมยังคงถูกจำกัดวงอยู่ในระดับสงครามภูมิภาคเท่านั้น และยังไม่เกิดการเผชิญหน้ากันโดยตรงระหว่างประเทศมหาอำนาจที่มีนิวเคลียร์ครอบครองในลักษณะที่คุมไม่อยู่
สำหรับผลกระทบต่อประเทศไทย คาดว่าจะส่งผลต่อราคาน้ำมันและทองคำเพียงในระยะสั้น ตราบใดที่เส้นทางการขนส่งพลังงานยังไม่ถูกปิดตาย ประชาชนจึงไม่ควรตื่นตระหนกจนเกินกว่าเหตุ
อย่างไรก็ตาม โจทย์สำคัญที่สุดของรัฐบาลไทยชุดปัจจุบันคือการบริหารจัดการในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยต้องเร่งจัดทำแผนอพยพแรงงานไทยในพื้นที่ขัดแย้งให้มีความรัดกุมและรวดเร็ว โดยอาศัยบทเรียนราคาแพงจากวิกฤตตัวประกันในสงครามอิสราเอล-ปาเลสไตน์ครั้งก่อน
เพื่อเป็นบรรทัดฐานในการคุ้มครองสวัสดิภาพของพลเรือนไทยไม่ให้เกิดความสูญเสียซ้ำรอยเดิม
พร้อมทั้งหาทางช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม รวมทั้งผู้ประกอบการ ผู้ส่งออกนำเข้าสินค้า ด้านการท่องเที่ยวและอื่น ๆ เท่าที่ทำได้ในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ท่ามกลางบริบทความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงมีความผันผวนและไม่แน่นอนสูงในปัจจุบัน


