คดีบิ๊กโจ๊กกับเงาทองคำ เขย่าศรัทธากระบวนการยุติธรรมไทย
คดีสินบนทองคำที่พาดพิงอดีตรอง ผบ.ตร. และกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ใช่แค่คดีอาญา หากคือบททดสอบศรัทธาสังคมต่อองค์กรอิสระและระบบยุติธรรมไทย
KEY
POINTS
- คดีมีจุดเริ่มต้นจากหลักฐานของลูกน้องคนสนิทของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เกี่ยวกับการส่งมอบทองคำสินบน ซึ่งนำไปสู่การขยายผลการสอบสวนของตำรวจ
- การสืบสวนพาดพิงไปถึงองค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช. ทำให้สถานะผู้ตรวจสอบการทุจริตสั่นคลอนและต้องเผชิญข้อกล่าวหาเสียเอง
- ตำรวจยืนยันว่าการดำเนินคดีนี้เป็นความพยายาม "กวาดบ้านตัวเอง" ซึ่งถูกมองว่าเป็นบททดสอบสำคัญต่อศรัทธาในกระบวนการยุติธรรมไทย
คดีทุจริตที่พาดพิงชื่อของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไม่ได้เป็นเพียงคดีอาญาทั่วไป หากสะท้อนรอยร้าวเชิงโครงสร้างของกระบวนการยุติธรรมไทย ตั้งแต่ต้นน้ำของอำนาจรัฐ ไปจนถึงปลายน้ำขององค์กรอิสระ
เส้นทางทองคำ จากลูกน้องสู่เครือข่ายอำนาจ
จุดเริ่มต้นของคดีมาจากคำให้การของ ภาคภูมิ พิศสมัย หรือ “รองหนึ่ง” พ.ต.อ. ลูกน้องคนสนิทของบิ๊กโจ๊ก ซึ่งตัดสินใจเปิดเผยคลิปเสียง คลิปวิดีโอ และพยานเอกสารเกี่ยวกับการส่งมอบทองคำให้เจ้าหน้าที่รัฐ การตัดสินใจครั้งนี้เกิดจากแรงกดดัน ความหวาดกลัว และสำนึกต่ออาชีพตำรวจ มากกว่าการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว
ข้อมูลดังกล่าวถูกส่งต่อเข้าสู่กระบวนการสอบสวนของตำรวจ โดยขยายผลไปถึงการตรวจค้นหลายจุด และการยึดทองคำแท่งจำนวนมากจากบุคคลที่เชื่อมโยงกับอดีตอนุกรรมการ ป.ป.ช. หลักฐานทางกายภาพที่พบ สอดคล้องกับคลิปและคำให้การ จนเกิดโครงข่ายความเชื่อมโยงที่เป็นรูปธรรม
คดีนี้จึงไม่ได้ยืนอยู่บนคำกล่าวอ้างฝ่ายเดียว แต่เป็นการประสานกันของหลักฐานเชิงพฤติการณ์ พยานบุคคล และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งค่อย ๆ คลี่ภาพความสัมพันธ์เชิงอำนาจออกมาอย่างเป็นระบบ
ป.ป.ช. ในฐานะผู้ถูกตรวจสอบเสียเอง
การที่คดีพาดพิงถึงกรรมการ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ได้สั่นสะเทือนสถานะขององค์กรอิสระอย่างรุนแรง จากเดิมที่ทำหน้าที่ไต่สวน กลับต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาเสียเอง
ตำรวจชี้ชัดว่า ตามกฎหมาย เพียงมีการตกลงรับสินบนก็ถือว่าความผิดสำเร็จแล้ว ไม่ว่าทรัพย์สินนั้นจะถูกส่งคืนในภายหลังหรือไม่ ประเด็นนี้ทำให้คดีมีน้ำหนักทั้งทางกฎหมายและจริยธรรมในระดับสูง
คำถามสำคัญจึงอยู่ที่การตัดสินใจของ ป.ป.ช. ว่าจะดำเนินการสอบสวนด้วยตนเองหรือส่งสำนวนกลับให้ตำรวจ เพราะทุกทางเลือกย่อมถูกจับตามองในมิติความโปร่งใสและความเป็นอิสระขององค์กร
ตำรวจไทยกับภารกิจ “กวาดบ้านตัวเอง”
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ย้ำว่าคดีนี้ไม่ใช่การล้างแค้นหรือสกัดเส้นทางบุคคลใด แต่คือความพยายาม “กวาดบ้านตัวเอง” ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
การตั้งคณะทำงานสอบสวนจำนวนมาก และการยืนยันว่าไม่มีข้อตกลงแลกคำให้การ สะท้อนความพยายามยกระดับมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมาย แม้ต้องเผชิญแรงเสียดทานจากโครงสร้างอำนาจเดิม
เมื่อคดีมีแนวโน้มขยายผลไปถึงคดีเก่าและองค์กรอื่น ความหมายของคดีนี้จึงกว้างไกลกว่าตัวบุคคล หากแต่แตะถึงโครงสร้างอำนาจและวัฒนธรรมการใช้อำนาจที่สังคมไทยคุ้นชินมาอย่างยาวนาน
"คดีบิ๊กโจ๊กกับปมสินบนทองคำ คือกระจกสะท้อนความเปราะบางของระบบตรวจสอบถ่วงดุลไทย หากความจริงถูกเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมา คดีนี้อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการฟื้นฟูศรัทธาสาธารณะต่อกระบวนการยุติธรรม"
แหล่งทีมา : รายการคมชัดลึก (คลิ๊กชม)


