ผ่าโครงสร้างศป.ฉก. อาวุธรัฐบาลอนุทินกู้วิกฤตหาดใหญ่น้ำท่วมลด
พ.ร.ก.ฉุกเฉินถูกงัดใช้รับมือมหาอุทกภัยสงขลา เปิดทางรวบอำนาจไว้ที่นายกฯ ตั้งศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจ เชื่อมข้อมูล–เร่งอพยพ–ประสานกองทัพเข้าถึงพื้นที่เสี่ยง
KEY
POINTS
- รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในจังหวัดสงขลา และจัดตั้ง "ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.ฉก.)" เพื่อเป็นกลไกสั่งการพิเศษในการรับมือวิกฤตน้ำท่วม
- ศป.ฉก. ทำหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการกลางในการรวบรวมข้อมูล สั่งการ และจัดสรรทรัพยากรความช่วยเหลือให้รวดเร็ว โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อลดขั้นตอนทางราชการ
- โครงสร้างของศูนย์ฯ มีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้อำนวยการ และทำงานร่วมกับศูนย์ส่วนหน้า กองทัพ และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อกระจายความช่วยเหลือลงสู่พื้นที่ประสบภัย
ผ่าโครงสร้าง “ศป.ฉก.” เมื่อรัฐใช้อำนาจพิเศษรับมือวิกฤตน้ำท่วมสงขลา
รัฐบาลใช้มาตรการขั้นสูงหลังมหาอุทกภัยถล่มจังหวัดสงขลา ด้วยการประกาศใช้ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 เพื่อให้การสั่งการและการจัดสรรทรัพยากรด้านความช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็ว ลดขั้นตอนทางราชการ และรวมศูนย์ข้อมูลจากทุกหน่วยงานเข้าสู่จุดเดียว
การประกาศใช้กฎหมายพิเศษครั้งนี้นับเป็น “ยุคที่ 3” ของการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในรอบเกือบ 20 ปี หลังใช้รับมือความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ และการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยคราวนี้จำกัดพื้นที่เฉพาะจังหวัดสงขลาเพื่อจัดการสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่
ศป.ฉก. กลไกบัญชาการกลางของรัฐบาล
หลังประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน รัฐบาลจัดตั้ง
ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.ฉก.)
เพื่อทำหน้าที่เป็น “สมองกลาง” เชื่อมทุกหน่วยงานเข้าด้วยกัน
ผู้อำนวยการศูนย์: นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
เลขานุการศูนย์: นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี
โฆษกศูนย์: นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ และพลโท วันชนะ สวัสดี
ผู้บัญชาการสถานการณ์ในพื้นที่: ผู้บัญชาการทหารสูงสุด
ศูนย์ส่วนหน้า: ประสานการทำงานร่วมกับกองทัพ หน่วยรัฐ และ อปท.
บทบาทของศูนย์คือ รวบรวมข้อมูลจากสายด่วน 1784 และ 1111, เพจหน่วยงานรัฐ และช่องทางร้องขอความช่วยเหลืออื่นๆ ก่อนจัดลำดับความเร่งด่วน แยกเป็นเคสสีแดงและสีเหลือง เพื่อกระจายภารกิจลงศูนย์ส่วนหน้าและหน่วยงานภาคสนาม
อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน: เร่งเครื่องการสั่งการ
ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นายกรัฐมนตรีสามารถโอนอำนาจจากกฎหมาย 38 ฉบับ มารวมไว้ที่ตนเอง ทำให้การสั่งการด้านความปลอดภัย การคมนาคม การจัดการน้ำ และการอพยพประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็ว รวมถึง
- การเบิกงบฉุกเฉินโดยไม่ต้องผ่านสภา
- การคุ้มครองเจ้าหน้าที่ในปฏิบัติการไม่ให้ถูกดำเนินคดี
- การควบคุมข้อมูลและสื่อเพื่อป้องกันข่าวลวงในช่วงวิกฤต
โครงสร้างนี้เปิดช่องให้รัฐสามารถสั่งการตรง ไม่ต้องรอระบบราชการหลายชั้น ซึ่งถือเป็นข้อจำเป็นในสภาพน้ำท่วมที่เปลี่ยนแปลงเร็วและมีประชาชนจำนวนมากติดค้างในพื้นที่เสี่ยง
ภารกิจภาคสนาม: กองทัพ–ท้องถิ่น–กรมชล คุมพื้นที่ร่วมกัน
ศูนย์ส่วนหน้าร่วมกับฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำหน้าที่แบ่งพื้นที่ปฏิบัติการเป็นรายหมู่บ้านและตำบล เพื่อกำหนดวิธีเข้าถึงที่เหมาะสม ได้แก่
- ใช้ เรือ เข้าพื้นที่น้ำลึก
- ใช้ รถสูง เข้าพื้นที่ที่ระดับน้ำเอื้ออำนวย
- ใช้ เฮลิคอปเตอร์ ส่งอาหาร–เวชภัณฑ์ในจุดที่ถูกตัดขาด
กองทัพบก–เรือ–อากาศ กระจายอากาศยาน เรือยาง และกำลังพลเต็มพื้นที่เพื่อเร่งอพยพ ทั้งยังสนับสนุนปฏิบัติการสำคัญ เช่น การประคองระบบไฟฟ้าของโรงพยาบาลหาดใหญ่ไม่ให้ล่มตามคำสั่งเร่งด่วนของนายกรัฐมนตรี
ภารกิจด้านข้อมูล: ลดซ้ำซ้อน–เชื่อมศูนย์–เร่งช่วยเหลือ
ศป.ฉก. ทำหน้าที่ “กรอง–รวม–ส่งต่อ” ข้อมูลให้เป็นระบบ เพื่อตอบโจทย์ 3 เป้าหมายหลัก
- ลดการกระจายข้อมูลหลายช่องทางที่ทำให้การช่วยเหลือล่าช้า
- จัดทรัพยากรให้เหมาะสมกับความต้องการจริง
- สนับสนุนการทำงานของจิตอาสาอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ให้ซ้ำซ้อนหรือไปผิดพื้นที่
เมื่อระดับน้ำในพื้นที่บางโซนเริ่มลด ศูนย์ฯ ยังต้องบริหารทรัพยากรในศูนย์อพยพ ตรวจสอบสิ่งของบริจาค และติดตามความต้องการของประชาชนรายพื้นที่ เพื่อให้การเยียวยาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
การใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และโครงสร้าง “ศป.ฉก.” ถือเป็นแนวทางที่รัฐบาลเลือกใช้เพื่อรับมือสถานการณ์น้ำท่วมสงขลาที่รุนแรงและต้องการการสั่งการแบบเร่งด่วน
จุดแข็งคือความคล่องตัวในการบริหารทรัพยากรและการประสานงาน แต่ความท้าทายยังคงอยู่ที่ความแม่นยำของข้อมูล การกระจายความช่วยเหลือให้ถึงมือประชาชนทุกพื้นที่ และความต่อเนื่องหลังระดับน้ำเริ่มคลี่คลาย


