posttoday

รัฐบาลอนุทินเผชิญสมรภูมิคู่ขนานเดิมพันยุบสภากลางวิกฤตน้ำท่วม

27 พฤศจิกายน 2568

รัฐบาลอนุทินเผชิญศึกการเมืองคู่ขนาน ระหว่างบัญชาการแก้วิกฤตน้ำท่วมใต้ กับเกมซักฟอก แก้รัฐธรรมนูญ และเดิมพันยุบสภาก่อน 12 ธันวาคม ที่อาจพลิกสมการอำนาจการเมือง

KEY

POINTS

  • รัฐบาลอนุทินกำลังเผชิญวิกฤตสองด้านพร้อมกัน คือปัญหาน้ำท่วมในภาคใต้และความขัดแย้งทางการเมืองในสภา
  • นายกรัฐมนตรีขู่ว่าจะยุบสภาเพื่อตอบโต้ฝ่ายค้านที่เตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งถูกมองว่าเป็นเดิมพันทางการเมืองครั้งสำคัญ
  • การตัดสินใจยุบสภามีความเชื่อมโยงโดยตรงกับความพยายามเร่งผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ผ่านวาระสุดท้ายก่อนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

รัฐบาลบนสองสมรภูมิ: น้ำท่วมภาคใต้และเกมยุบสภา

วิกฤตการเมืองของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล กำลังเดินหน้าเคียงคู่ไปกับวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ โดยเฉพาะในพื้นที่หาดใหญ่ซึ่งเป็นเมืองเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ

ขณะที่รัฐบาลต้องใช้มาตรการพิเศษ ทั้งกลไกราชการปกติและกฎหมายด้านความมั่นคง เพื่อเร่งคลี่คลายสถานการณ์อุทกภัย เสถียรภาพทางการเมืองในสภากลับสั่นคลอนไปพร้อมกันจากแรงกดดันของฝ่ายค้านและสัญญาณ “เดิมพันยุบสภา” ก่อนวันที่ 12 ธันวาคม

ท่ามกลางน้ำท่วม ผู้บัญชาการสูงสุดทางการเมืองอย่างนายอนุทิน ไม่ได้เผชิญเพียงโจทย์การอพยพ ช่วยเหลือ เยียวยา หรือบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเท่านั้น แต่ต้องบริหาร “ทุนทางการเมือง” ของรัฐบาลควบคู่ไปด้วย

การส่งสัญญาณพร้อมยุบสภาหากฝ่ายค้านเดินหน้าซักฟอกตามมาตรา 151 จึงไม่ใช่แค่คำขู่ หากถูกอ่านว่าเป็นการเตรียม “ประตูหนีไฟ” ทางการเมืองในจังหวะที่รัฐบาลคิดว่าตนเองยังอยู่ในจุดแข็ง

ความย้อนแย้งจึงเกิดขึ้นอย่างชัดเจน ด้านหนึ่งรัฐบาลต้องแสดงบทบาท “รัฐผู้อุปถัมภ์” ลงพื้นที่ มอบถุงยังชีพ ประชุมศูนย์เฉพาะกิจ และใช้กลไกฉุกเฉินเพื่อคุ้มครองเจ้าหน้าที่ให้ทำงานได้เต็มที่

แต่อีกด้านหนึ่ง นายกรัฐมนตรีคนเดียวกันกำลังคำนวณสมการอำนาจในสภา ว่าจะอยู่หรือจะไปภายใต้แรงกดดันจากสามปมการเมืองที่ผูกพันกันแน่นหนา

รัฐบาลอนุทินเผชิญสมรภูมิคู่ขนานเดิมพันยุบสภากลางวิกฤตน้ำท่วม

ปมสามชั้น: ซักฟอก–แก้รัฐธรรมนูญ–ยุบสภา

หัวใจของสมรภูมิการเมืองคู่ขนานครั้งนี้อยู่ที่ “สามปมขัดแย้งหลัก” ซึ่งฝ่ายการเมืองจำนวนไม่น้อยมองว่าเป็นเรื่องเดียวกัน นั่นคือ การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ การผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการยุบสภาผู้แทนราษฎร ฝ่ายค้านโดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ยืนยันจะใช้สิทธิยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลตามมาตรา 151 เพื่อทดสอบความชอบธรรมและประสิทธิภาพการบริหารประเทศของรัฐบาลอนุทิน ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลมองว่าการซักฟอกในจังหวะนี้ เป็นการเร่งเปิดเกมรุกก่อนกำหนด

ในอีกมิติหนึ่ง การแก้ไขรัฐธรรมนูญถือเป็นพันธะสำคัญในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่ใช้เป็นฐานตั้งรัฐบาล รัฐบาลจึงต้องเร่งผลักดันให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านวาระที่ 2 และ 3 ให้ได้ในช่วงวันที่ 10–11 ธันวาคม เพื่อเคลียร์ “ภารกิจตามสัญญา” ให้ลุล่วงก่อนจะตัดสินใจเรื่องยุบสภา

หากกระบวนการซักฟอกเดินหน้าชนกับวาระแก้รัฐธรรมนูญเมื่อใด ความเสี่ยงที่กระบวนการแก้ไขทั้งชุดจะ “แท้ง” กลางทางก็เพิ่มสูงเป็นเงาตามตัว

ปมสุดท้ายคือ “อำนาจยุบสภา” ของนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายอนุทินประกาศใช้เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างชัดเจน ว่าหากฝ่ายค้านไม่ชะลอการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยพร้อมจะยุบสภาก่อนวันที่ 12 ธันวาคม ทันที

การประกาศเช่นนี้ถูกตีความว่าเป็นการใช้ยุทธวิธี “เขียนเสือให้วัวกลัว” กดดันฝ่ายค้านและพันธมิตรทางการเมืองให้คิดถึง “ความเสี่ยงร่วมกัน” โดยเฉพาะในประเด็นแก้รัฐธรรมนูญ ที่อาจต้องนับหนึ่งใหม่หากสภาถูกยุบในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ
 

รัฐบาลอนุทินเผชิญสมรภูมิคู่ขนานเดิมพันยุบสภากลางวิกฤตน้ำท่วม

เส้นตาย 9–12 ธันวาคม และเกมชิงความได้เปรียบของแต่ละขั้ว

สัญญาณเร่งเกมของรัฐบาลปรากฏชัดผ่านสองไทม์ไลน์สำคัญ หนึ่งคือการกำชับให้ทุกกระทรวงเร่งเสนอ “Quick Win” หรือชุดนโยบายสำคัญเข้าสู่การพิจารณา ครม. ให้ทันวันที่ 9 ธันวาคม ซึ่งเป็นการประชุม ครม. นัดสุดท้ายก่อนเปิดสมัยประชุมวิสามัญสภาผู้แทนราษฎร การเร่งปิดจ๊อบนโยบายในช่วงนี้สะท้อนความพยายามของรัฐบาลในการสร้าง “ผลงานรูปธรรม” เพื่อต่อยอดเป็นทุนทางการเมือง หากมีการยุบสภาและต้องเผชิญหน้ากับประชาชนในคูหาเลือกตั้งเร็วขึ้นกว่ากำหนด

สองคือการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 2 และ 3 ระหว่างวันที่ 10–11 ธันวาคม ซึ่งถูกมองว่าเป็นการ “ล่อไอ้เข้ออกจากถ้ำ” ของฝ่ายรัฐบาล หากกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญผ่านไปได้อย่างเรียบร้อย รัฐบาลก็จะถือว่าทำภารกิจตาม MOU เสร็จสิ้น ก่อนตัดสินใจว่าจะเดินหน้าอยู่ครบเทอมหรือเลือกใช้ “ปุ่มยุบสภา” ในช่วงที่ยังควบคุมจังหวะเกมการเมืองได้อยู่

ภายใต้ไทม์ไลน์นี้ การชิงไหวชิงพริบระหว่างขั้วการเมืองยิ่งเข้มข้น ฝ่ายรัฐบาลภูมิใจไทยใช้เล่ห์กลทางการเมืองอธิบายต่อสังคมว่า การยื่นซักฟอกในเวลานี้เท่ากับทำให้กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญที่ทุกฝ่ายร่วมกันผลักดันต้องล้มเหลว จึงพยายามพลิกกระแสให้ฝ่ายค้านถูกมองว่า “เล่นการเมืองบนความเสี่ยงของประชาธิปไตยเชิงโครงสร้าง” มากกว่าจะมุ่งตรวจสอบรัฐบาลเพียงอย่างเดียว

ในอีกฟากหนึ่ง พรรคเพื่อไทยเดินเกมคนละทิศ โดยยืนยันเจตนาจะเดินหน้าญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อย้ำภาพลักษณ์ว่ารัฐบาล “หนีการตรวจสอบ” พร้อมทั้งส่งผลข้างเคียงทางการเมืองไปยังพรรคประชาชน ซึ่งถูกจับตามองว่าตกอยู่ในสภาพ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก” ระหว่างบทบาทฝ่ายค้านในการร่วมตรวจสอบรัฐบาล กับความจำเป็นต้องรักษากระบวนการแก้รัฐธรรมนูญตาม MOU ให้เดินหน้าต่อ

รายงานจากวงในทางการเมืองระบุว่า พรรคประชาชนได้ส่งสัญญาณไปยังพรรคเพื่อไทย ไม่ให้ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบระบุชื่อบุคคล โดยเฉพาะไม่ควรมีชื่อนายกรัฐมนตรีอนุทิน เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างแรงปะทะตรงกับหัวหน้ารัฐบาลในจังหวะที่อนาคตของ MOU และวาระแก้รัฐธรรมนูญแขวนอยู่บนเส้นด้าย นี่สะท้อนให้เห็นความพยายามของพรรคประชาชนที่จะลดแรงสะเทือนทางการเมือง เพื่อไม่ให้ถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุให้ “ดีลแก้รัฐธรรมนูญ” ต้องล่มไปพร้อมกับการยุบสภา

วิกฤตน้ำท่วมใต้และเกมยุบสภาก่อน 12 ธันวาคม กำลังสะท้อนรัฐบาลอนุทินในฐานะผู้นำที่ต้องตัดสินใจบนเส้นบางๆ ระหว่างการรักษาอำนาจของตนเอง กับการเปิดพื้นที่ให้ระบบรัฐสภาเดินหน้าตรวจสอบอย่างเต็มที่ให้รอดวิกฤต

ที่มา : เนชั่นอินไซต์ (คลิ๊กชม)
เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง 

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ขีดเส้นตาย 48 ชม. กดดันอิหร่าน ขณะยังไม่ทราบชะตากรรมนักบินที่ถูกยิงตก