posttoday
สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในพม่า กับนโยบายของรัฐไทย(จบ)

สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในพม่า กับนโยบายของรัฐไทย(จบ)

12 กุมภาพันธ์ 2553

...ทีมข่าวกลุ่มเพื่อนพม่า

(Friends of Burma)

ข้อถกเถียงหลักในประเด็น “สิทธิใดที่รัฐไทยพึงคุ้มครองให้กับบุคคลที่มิใช่ชนชาวไทย”

ปัญหาแรก คือ บุคคลที่มิใช่คนไทยสามารถเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยได้หรือไม่ หากดูจาก “หลักห้ามผลักดันกลับไปยังดินแดนที่เสี่ยงต่อการถูกประหัตประหาร” จะพบว่าผู้ที่หนีภัยมีสิทธิในการหลบภัยเข้ามาอาศัยอยู่ชั่วคราว แต่ต้องอยู่ในพื้นที่ที่กำหนดอย่างเคร่งครัด แนวทางปฏิบัติต่อคนกลุ่มนี้คือ ห้ามผลักดันกลับหากยังเสี่ยงอันตราย ซึ่งต้องถามความสมัครใจเป็นสำคัญ แต่คนที่อพยพเข้ามาโดยไม่มีเหตุเสี่ยงภัยอันใดย่อมตกอยู่ในสถานะคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย แนวทางการจัดการปัญหาของคนกลุ่มนี้จึงอยู่อำนาจอธิปไตยของรัฐไทย

ผู้อพยพและแรงงานข้ามชาติผิดกฎหมายถือเป็นมนุษย์และบุคคลตามนิยามของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ที่ต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิต่างๆ ตามที่กฎบัตรรับรองแน่นอน รัฐไทยมีหน้าที่ในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และงดเว้นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของแรงงานข้ามชาติ แต่กลุ่มดังกล่าวมิใช่พลเมืองสัญชาติไทย ดังนั้นจึงมีการถกเถียงกันว่าหากรัฐไทยต้องประกันสิทธิเสรีภาพทั้งหมดให้กับผู้อพยพและแรงงานข้ามชาติผิดกฎหมาย อาจจะสร้างภาระและมีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐไทย

“สิทธิใดบ้างที่แม้แต่คนข้ามชาติหรือไร้สัญชาติพึงได้รับการคุ้มครอง” ไม่ว่าจะด้วยผลของกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ อาทิ กฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน กติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมือง หรือผลของกฎหมายภายใน อาทิ รัฐธรรมนูญ กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ฯลฯ

สิทธิที่รับรองโดยกฎหมายนั้น มีอยู่ด้วยกัน 2 ลักษณะ คือ

1.สิทธิที่จะไม่ถูกละเมิด (Passive Rights) คือ สิทธิเสรีภาพที่มี แม้รัฐมิได้ยื่นมือเข้ามาคุ้มครองก็มีสิทธินั้น เช่น สิทธิในชีวิต ร่างกาย ปลอดจากการกระทำที่โหดร้าย สิทธิในการกระบวนการยุติธรรม กล่าวคือ หากรัฐจะจับบุคคลมาลงโทษจะต้องมีกระบวนการพิสูจน์ความผิดก่อนดังนั้นหน้าที่ของรัฐในสิทธิประเภทนี้ จึงมีลักษณะเป็นการงดเว้นการละเมิดสิทธิ เช่น ไม่อุ้ม ฆ่า ทรมาน โดยไม่มีกระบวนการลงโทษตามวิธีการที่กฎหมายกำหนด ซึ่งสิทธิเหล่านี้มิได้สร้างภาระในเชิงงบประมาณหรือความรับผิดชอบมากนัก เพียงงดเว้นการใช้อำนาจโดยมิชอบ และใช้กระบวนการยุติธรรมที่มีอยู่แล้วจัดการกับคนที่ต้องสงสัยว่ากระทำความผิด

2.สิทธิก่อตั้ง (Active Rights) คือ สิทธิเสรีภาพที่บุคคลใช้แล้วอาจมีผลเปลี่ยนแปลงอนาคตของชุมชน สังคม หรือรัฐชาติ เช่น สิทธิในการกำหนดอนาคตผ่านการเลือกตั้ง ประชามติ ดังนั้นหน้าที่ของรัฐในสิทธิประเภทนี้ คือ จัดหากระ บวนการมารองรับการตัดสินอนาคตของบุคคลแล้วมีกระบวนการมารองรับผลการตัดสินใจให้เปลี่ยนไปเป็นนโยบาย กฎหมาย หรือแม้กระทั่งเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ประเทศส่วนใหญ่ในโลกจึงไม่ให้สิทธิเหล่านี้แก่คนต่างด้าวหรือคนไร้สัญชาติ เพราะไม่มีจุดเกาะเกี่ยวที่ต้องมารับผิดชอบต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม

การจัดการปัญหาผู้อพยพและแรงงานข้ามชาติผิดกฎหมายจึงจะต้องอยู่บนพื้นฐานของการไม่ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน (Passive Rights) แต่มิต้องให้สิทธิก่อตั้ง (Active Rights) เนื่องจากผู้อพยพและแรงงานข้ามชาติมิใช่คนชาติที่ต้องมาร่วมรับชะตากรรมจากการใช้สิทธิก่อตั้งกำหนดอนาคตของสังคม อันมีผลกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐ แนวทางในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนผู้อพยพและแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายโดยไม่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐไทย ก็คือการนำตัวผู้อพยพข้ามพรมแดนมาอย่างผิดกฎหมายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แล้วใช้กระบวนการยุติธรรมที่มีอยู่พิสูจน์ความผิดและลงโทษตามกฎหมายการเข้าเมืองกำหนดไว้ ซึ่งมาตรการขั้นเด็ดขาดอาจนำไปสู่การเนรเทศก็ได้

หากเราพิสูจน์ได้ว่ากระบวนการทั้งหมดที่นำมาใช้จัดการปัญหานั้นได้ประกันสิทธิในชีวิต ร่างกาย อันเป็นแนวทางที่ถูกต้องตามหลัก “นิติรัฐ” ที่จำต้องใช้กระบวนการแก้ไขปัญหาโดยไม่ขัดกับหลักนิติธรรมนั่นเอง แนวทางนี้ย่อมนำไปสู่การสร้างบรรทัดฐานในการจัดการปัญหาผู้ลักลอบข้ามพรมแดน ทั้งผู้อพยพและแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย อย่างชัดเจนมั่นคงกว่าการปล่อยให้เป็นปัญหาคาราคาซังซุกซ่อนไว้ รอวันปะทุออกมาเป็นความรุนแรงที่ยากจะจัดการในอนาคต

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน