posttoday
ทุ่มเงินกระตุ้น...ไม่ขึ้นดอกเบี้ย?

ทุ่มเงินกระตุ้น...ไม่ขึ้นดอกเบี้ย?

12 กุมภาพันธ์ 2553

...ทีมข่าวการเงิน

ข้อคิดเห็นของ ดร.โกร่งนายวีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ที่ออกมาเสนอให้รัฐบาลอย่าเลิกกระตุ้นเศรษฐกิจ และอย่าเพิ่งขึ้นดอกเบี้ย

เพราะแม้ในปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจไทยจะปรับตัวได้ดีขึ้น หลังเกิดวิกฤตซับไพรม์เมื่อปีที่ผ่านมา แต่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังไม่แน่ว่าจะเป็นการฟื้นตัวที่แท้จริง และยังไม่รู้ว่าจะยั่งยืนหรือไม่

ที่สำคัญภาวะเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปก็ยังอ่อนแอ ยังเกิดปัญหาขึ้นในหลายประเทศ เช่น กรีซ สเปน โปรตุเกส ซึ่งยังไม่แน่ว่าปัญหาของประเทศเหล่านี้จะลุกลามไปทั่วยุโรปหรือไม่

ภาวการณ์เช่นนี้เชื่อว่าเศรษฐกิจโลกน่าจะยังอ่อนแอต่อไป การตกต่ำของเศรษฐกิจคงไม่อยู่ภายในปีเดียว อาจยาวนานไปถึง 7 ปี การฟื้นตัวครั้งนี้ก็ฟื้นกลับมาได้เพียงแค่ 3% เท่านั้น

ในสถานการณ์เช่นนี้ ดร.โกร่งเสนอว่า รัฐบาลควรติดตามอย่างใกล้ชิด อย่าพึ่งเร่งถอนมาตรการกระตุ้นในช่วงที่เศรษฐกิจบ้านเรายังไม่ใช่การฟื้นตัวที่แท้จริง

ดร.โกร่งทุบโต๊ะไปว่า ถ้ารัฐบาลมั่นใจว่ามาตรการที่ทำมาดีแล้ว ไม่ใช่ประชานิยม ก็น่าจะทำต่อไป และรัฐบาลควรลงทุนเตรียมพื้นฐานเศรษฐกิจเพื่อความยั่งยืนด้วย

ส่วนการคงอัตราดอกเบี้ยของทางการก็น่าจะยังคงไว้ในอัตราต่ำ แม้จะมีตัวที่ควรระวังคือ เงินเฟ้อ เพราะถ้ายังเป็นแนวโน้มเช่นนี้ มีโอกาสที่จะเกิดปัญหา Stagflation หรือการเกิดภาวะเงินเฟ้อสูงพร้อมกับเศรษฐกิจตกต่ำ

แม้เงินเฟ้อขณะนี้จะเพิ่มสูงขึ้นมาบ้างแล้ว ทำให้ต้องระวังมากขึ้น แต่ก็ยังไม่น่าห่วง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพื่อมาควบคุมเงินเฟ้อ

***********

ข้อวิเคราะห์และมุมมองของดร.โกร่งก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันในวงกว้างและเกิดการท้าทายในการดำเนินนโยบายของรัฐบาลว่าจะเห็นเช่นเดียวกันหรือไม่

เพราะขณะนี้รัฐบาลปักธงชัดเจนว่าจะลดการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเบิกเงินเร่งด่วน แต่จะหันไปลงทุนในโครงการระยะยาวที่ต้องใช้เวลาศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุน กว่าจะเบิกจะถอนต้องนอนรอ

นอกจากนี้ยังมีแนวทางชัดเจนว่าจะให้งบกระตุ้นเศรษฐกิจบางส่วนไปใช้งบประมาณปกติ ซึ่งทำให้ต้องมีการแปรญัตติและถกเถียงในการจัดสรรงบประมาณกันในสภาพอสมควร

ความชักช้าของการอัดเงินลงไปอาจทำให้เศรษฐกิจไทยชอร์ตได้

ขนาดนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ยังยอมรับว่านายวีรพงษ์พูดถูก ที่ดร.โกร่งออกมาพูดก็ต้องขอบคุณท่าน

สะท้อนว่าข้อวิเคราะห์ของนายวีรพงษ์นั้นไม่ใช่เรื่องที่ฝ่ายดำเนินนโยบายจะมองเลยผ่าน เพราะถ้าเกิดปัญหาขึ้นมาจะได้แก้ไขได้ทันท่วงที

***********

ปัญหาที่ต้องขบคิดในขณะนี้คือ สภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันควรหรือไม่ที่รัฐบาลจะต้องถอยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเร่งขึ้นดอกเบี้ย

ถ้าดำเนินการเช่นดังว่าจะเกิดอะไรขึ้น นักเศรษฐศาสตร์คนอื่นคิดอย่างไร

นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจส่วนรวมและการกระจายรายได้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย วิเคราะห์ว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยปีนี้มีความเป็นไปได้ที่จะกลับมามีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ได้ที่ 4% โดยภาคการต่างประเทศน่าจะช่วยให้จีดีพีโตเพิ่มได้

ขณะที่รัฐบาลก็ยังต้องกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป เพราะเชื่อว่ารัฐบาลคงไม่ถอนมาตรการทันทีช่วงนี้ แต่น่าจะเป็นเพียงการปรับโดยไม่กู้มาเพิ่ม เพราะสามารถเก็บภาษีได้ดีขึ้น

“แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจจะดีขึ้นมีโอกาสเติบโตได้ แต่ปัญหาการเมืองก็ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่นักลงทุนทั้งไทยและเทศมองอยู่ ฉะนั้นการดึงนักลงทุนมาลงทุนให้ต่อเนื่องจากรัฐบาลเป็นเรื่องที่ควรทำ”

นายสมชัย ยังวิเคราะห์ว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ธปท. ยังไม่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในช่วงครึ่งปีแรก ส่วนในช่วงครึ่งปีหลังจะปรับขึ้น

ต้องยอมรับว่าปัญหาเศรษฐกิจที่เป็นความเสี่ยงสำคัญของประเทศขณะนี้ก็คือ ปัญหาทางด้านการคลัง ซึ่งมีผลมาจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่รัฐต้องกู้เงินจำนวนมากมาลงทุน และการตั้งงบประมาณปี 2554 ที่ขาดดุลงบประมาณถึง 4.2 แสนล้านบาท จะทำให้ภาระหนี้สาธารณะขยับขึ้นแตะ 60% ของจีดีพี อันจะกระทบต่อความเชื่อมั่น

ดังนั้น รัฐบาลจะต้องกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศ ต้องลงทุนให้คุ้มค่า สอดคล้องตามยุทธศาสตร์ ต้องไม่ก่อหนี้เพิ่ม และจะต้องคุมรายจ่ายอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสวัสดิการและนโยบายประชานิยม

นอกจากนี้ รัฐบาลจะต้องลดบทบาทของภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และหันมาขับเคลื่อนผ่านภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจให้มากขึ้น

แต่นั่นอาจจะเป็นเรื่องระยะยาวที่น่าจะพ้นปีนี้ไปก่อน

***********

แน่นอนว่าในทางทฤษฎีแล้วการควบคุมรายจ่ายทางหนึ่งที่จะมีผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมก็คือ การปรับโครงสร้างงบประมาณ ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนงบรายจ่ายประจำสูงถึง 78.7% หรือ 1.63 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ควรจะปรับลดรายจ่ายประจำลงปีละ 2% และจัดสัดส่วนของงบลงทุนให้ได้ในระดับไม่ต่ำกว่า 25%

แต่ในความเป็นจริงแล้วประเทศไทยยังจำเป็นต้องพึ่งพากลไกการใช้จ่ายของเงินเหล่านี้ลงไปในระบบก่อนที่พ่อค้า นักลงทุน จะมั่นใจและเดินตาม

ถ้ารัฐบาลถอนคันเร่งเมื่อใด เศรษฐกิจก็ยังตกอยู่ในอาการพะอืดพะอมแน่นอน เพราะความเชื่อมั่นยังไม่เกิดเต็มที่

นอกจากนี้ หากมองดูในระดับโลก จะเห็นว่ายังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งมั่นคงเพียงพอ โดยเฉพาะความวิตกกังวลล่าสุดเกี่ยวกับเศรษฐกิจในยุโรปที่หนี้สาธารณะสูงขึ้น จนอาจจะทำให้ต้องเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหม่

สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งมือนับจากนี้ไป การใช้จ่ายเงินของรัฐจะต้องให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่รั่วไหล

การเลือกโครงการลงทุนจะมีความสำคัญมาก โดยต้องก่อให้เกิดการหมุนของเงินได้หลายรอบ

ข้อวิเคราะห์ของนายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ ที่มองว่า วิธีการเรื่องดอกเบี้ยไม่ค่อยมีปัญหา เพราะดำเนินการทีละเล็กทีละน้อย ไม่ค่อยมีผลกระทบมากมาย จะขึ้นเดือนนี้ หรือเดือนหน้า ก็ส่งผลตามกำลัง ไม่ถึงกับส่งผลดีหรือเสีย ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต

แต่เรื่องนโยบายการคลังสำคัญ ถ้ามองแล้วว่ายังมีความเสี่ยงอยู่ การใช้จ่ายของรัฐบาลก็ยังจำเป็น

นายโฆสิต ประเมินว่า เศรษฐกิจฟื้นหรือไม่ฟื้น เชื่อว่าทุกคนคงเห็นคล้ายกันหมด อยู่ที่จังหวะดำเนินการมากกว่า ถ้าดร.โกร่งคิดว่ายังไม่ฟื้นก็คาไว้ แต่ถ้าทุกคนพูดว่าฟื้นแล้วก็ถอยหน่อย เพราะถ้าฟื้นจริงก็ถึงเวลาถอยนโยบาย ผมเห็นเหมือนทุกคนว่าเศรษฐกิจดีขึ้น แต่ทางการคงมาตรการไว้ ของพวกนี้ทำนานๆ จะมีผลข้างเคียงได้

นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า นายวีรพงษ์คงไม่อยากเห็นทั้งนโยบายการเงินและการคลังลดการผ่อนคลายลง แต่ต้องการให้กระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป

เช่นเดียวกับเรื่องดอกเบี้ย เชื่อว่าธปท. จะปรับเปลี่ยนนโยบายให้เข้ากับสถานการณ์

ที่สำคัญคือ ต้องเปิดทางเลือกเผื่อไว้ ดีกว่าไม่มีทางเลือกเลย

นายจักรมณฑ์ ผาสุกวณิช ประธานกรรมการ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย วิเคราะห์ว่า โดยทั่วไปตัวเลขทุกอย่างดีขึ้นแล้ว อาจก่อให้เกิดเงินเฟ้อตามมา ซึ่งไม่เกินปลายปีก็จะเห็นดอกเบี้ยขึ้น

เพราะการใช้ดอกเบี้ยต่ำนานๆ อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้ ถ้าเศรษฐกิจเข้าที่เข้าทาง ก็ต้องเลิก เป็นธรรมชาติ...

ทุบโต๊ะลงไปได้ว่า หลังจากนี้ไปการกระตุ้นเศรษฐกิจก็ยังเดินหน้าต่อไป แต่อัตราการเร่งอาจจะลดลง ส่วนดอกเบี้ยนั้นหลังกลางปีไปรับมือขาขึ้นได้...

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท