
ชี้ตรึงดีเซลถึงสิ้นปีงบทะลุแสนล.
เตือนรัฐบาลใหม่ ลากยาวนโยบายตรึงดีเซลถึงสิ้นปี งบบานทะลุแสนล้านบาท เหตุแนวโน้มครึ่งปีหลังดีเซลทะยานแตะ 120-130 เหรียญสหรัฐ
เตือนรัฐบาลใหม่ ลากยาวนโยบายตรึงดีเซลถึงสิ้นปี งบบานทะลุแสนล้านบาท เหตุแนวโน้มครึ่งปีหลังดีเซลทะยานแตะ 120-130 เหรียญสหรัฐ
นายมนูญ ศิริวรรณ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน เปิดเผยว่า หากรัฐบาลเพื่อไทยยังคงนโยบายตรึงดีเซล 30 บาทต่อลิตร ต่อไปแค่ถึงสิ้นปี จะต้องใช้เงินประมาณ 2.7 หมื่นล้านบาท เมื่อรวมกับรัฐบาลเดิมที่ตรึงราคาตั้งแต่วันที่ 17 ธ.ค. 2553 จนถึงสิ้นเดือน ก.ย. 2554 จะใช้เงินรวมจนถึงสิ้นปีมีโอกาสทะลุ 1 แสนล้านบาท และจะมากขึ้นเป็นทวีคูณหากไม่ยกเลิก หรือทยอยปล่อยไปตามกลไกตลาด เนื่องจากราคาน้ำมันดิบตลาดโลกในครึ่งปีหลังจะทรงตัวระดับสูง เพราะเข้าสู่ฤดูหนาว จะมีความต้องการใช้ดีเซลมาก
“ถ้ารัฐบาลใหม่มีแนวคิดจะตรึงราคาต่อโดยไม่คงภาษีสรรพสามิต ดีเซลจะขึ้นทันที 5.80 บาทต่อลิตร ซึ่งการเมืองคงไม่ยอม ดังนั้นถ้าหากตรึงต่อถึงสิ้นปีก็ย่อมต้องใช้เงินอีกประมาณ 2.7 หมื่นล้านบาท และยังไม่รวมที่ดีเซลตลาดโลกอาจสูงอีก ซึ่งขณะนี้การใช้ดีเซลเฉลี่ยวันละ 50 ล้านลิตร” นายมนูญ กล่าว
นายเทียนไชย จงพีร์เพียรนักวิชาการด้านพลังงาน กล่าวว่า การตรึงดีเซลควรปรับราคาให้สะท้อนกลไกตลาดบ้าง ไม่ใช่นิ่งอยู่ที่ 30 บาทต่อลิตร จนกลายเป็นความเคยชินให้กับประชาชน
นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. กล่าวว่า ครึ่งปีหลังนี้แนวโน้มราคาน้ำมันสำเร็จรูปดีเซลคาดว่าจะอยู่ที่ 120-130 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่ดีเซลราคาขายปลีกในประเทศก็น่าจะทรงตัวในระดับปัจจุบันไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร เนื่องรัฐบาลใหม่มีนโยบายลดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงชั่วคราว
หลังจากนั้นก็คงมีการปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้สอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนของประเทศต่อไป ซึ่งเห็นว่าในส่วนของพลังงานทดแทน เช่น แก๊สโซฮอล์และไบโอดีเซลยังมีความจำเป็นที่รัฐบาลต้องช่วยอุดหนุนต่อไป
แหล่งข่าวจากบริษัท ปตท. เปิดเผยว่า นโยบายการตรึงราคาดีเซลส่งผลให้ค่าการตลาดน้ำมันของผู้ค้าต่ำจากที่ควรจะได้รับ โดยเฉลี่ยรวมทุกผลิตภัณฑ์ปีนี้ค่าการตลาดได้รับเพียง 1.15 บาทต่อลิตร







