
ยูโรโซนเปิดศึกบริษัทเรตติ้ง ทวงหาความชอบธรรม...
รอยร้าวระหว่างกลุ่มชาติยูโรโซนกับ 3 สถาบันจัดอันดับชื่อดังของโลก อย่าง สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี)
รอยร้าวระหว่างกลุ่มชาติยูโรโซนกับ 3 สถาบันจัดอันดับชื่อดังของโลก อย่าง สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี)
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
รอยร้าวระหว่างกลุ่มชาติยูโรโซนกับ 3 สถาบันจัดอันดับชื่อดังของโลก อย่าง สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) ฟิทช์ เรทติ้งส์ และมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ที่เดินหน้าดาวน์เกรด 3 ประเทศยูโรโซนซึ่งกำลังสะบักสะบอมจากวิกฤตหนี้ก้อนโต ทั้งกรีซ โปรตุเกส และไอร์แลนด์ สู่ระดับ “จังก์” อย่างไร้ความปรานีในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา นับเป็นปรากฏการณ์ที่โลกไม่อาจละสายตา
เพราะที่ผ่านมาต่อให้สถาบันจัดอันดับเหล่านี้ จะมีพฤติกรรมการจัดอันที่ไม่สมเหตุสมผลเพียงใด คู่กรณีที่ออกมาสาดสงครามน้ำลายกันก็เป็นเพียงเสียงวิจารณ์จากรัฐบาลประเทศนั้น
แต่ทว่า สิ่งที่ปรากฏอยู่ในขณะนี้กลับเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น เมื่อคู่ชกของบริษัทเรตติ้งเหล่านี้ไม่ใช่การชกแบบตัวต่อตัวอีกต่อไป แต่เป็นการรวมตัวของกลุ่มชาติยุโรปที่เริ่มประสานเสียงต่อต้านการทำงานของบริษัทเรตติ้ง ซึ่งดูเหมือนกำลังเหยียบย่ำและซ้ำเติมสถานการณ์หนี้ของยุโรปให้จมดิน
ดังที่ ปิแอร์ คาร์โล พาดวน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (โออีซีดี) ที่ต่อว่าการทำงานของบริษัทเครดิตเหล่านี้ว่า “เหมือน การผลักคนที่ยืนอยู่บนหน้าผา และทำให้วิกฤตเลวร้ายลง”
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ กรณีของกรีซ ผู้ป่วยจากวิกฤตหนี้หมายเลข 1 ของภูมิภาค ซึ่งล่าสุดรัฐบาลเอเธนส์เพิ่งหายใจได้ทั่วท้องมากขึ้นเมื่อสหภาพยุโรป (อียู) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) รักษาสัญญายอมปล่อยเงินกู้งวดที่ 5 อันเป็นส่วนหนึ่งของเงินช่วยเหลือก้อนใหญ่มูลค่า 1.1 แสนล้านยูโร
แต่สุดท้ายก็ต้องเจอกับสายฟ้าฟาดเข้าอย่างจัง เมื่อบรรดาบริษัทจัดเรตติ้งเหล่านี้ดาหน้ากันออกมาหั่นอันดับเครดิตของกรีซจนลงไปสู่ระดับ “จังก์” เพราะเกรงว่าจะ “ผิดนัดชำระหนี้”
เช่นเดียวกับโปรตุเกสและไอร์แลนด์ 2 ชาติยูโรโซนที่ต่อแถวเข้ารับความช่วยเหลือทางการเงินจากเจ้าหนี้ไอเอ็มเอฟและอียูตามรอยกรีซ ก็ไม่อาจรอดเงื้อมมือของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือเหล่านี้เช่นกัน โปรตุเกสถูกมูดี้ส์หั่นเครดิตลงรวดเดียว 4 ขั้น ลงมาสู่ระดับ “จังก์” ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าการลงทุนเป็นสถาบันแรก หลังจากก่อนหน้านี้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออีก 2 แห่ง ได้แก่ เอสแอนด์พี และฟิทช์ เรทติ้งส์ ได้ลดอันดับเครดิตโปรตุเกสไปอยู่ที่ BBB ซึ่งเป็นอันดับต่ำสุดของระดับที่ลงทุนได้ เพราะเห็นว่าสถานการณ์ยังร่อแร่ และอาจต้องขอรับความช่วยเหลือทางการเงินระลอก 2
เช่นเดียวกับไอร์แลนด์ ที่เมื่อวันที่ 13 ก.ค. ถูกมูดี้ส์ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือลงมาอยู่ที่ Ba1 หรือระดับ “จังก์” แต่ยังอยู่เหนือกว่าโปรตุเกส 1 ระดับ และเหนือกรีซอยู่ 6 ระดับ
พฤติกรรมซึ่งไม่ต่างจากการซ้ำเติมให้สถานการณ์หนี้ในยุโรปที่อยู่ในขั้นวิกฤตให้เลวร้ายลงครั้งแล้วครั้งเหล่านี้ จึงไม่ต่างจากการเทน้ำมันราดบนเชื้อไฟที่รอวันปะทุ
คำถามคือ ถึงเวลาหรือยังที่ยุโรปจะต้องจำกัดบทบาทของบริษัทจัดเรตติ้งเหล่านี้ ที่กำลังบ่อนทำลายกลุ่มชาติสมาชิกยูโรโซน?
คำถามนี้ตอบได้ไม่ยาก หากจับสัญญาณจากท่าทีของชาติยุโรป ที่แท็กทีมกันออกมาประสานเสียงฮึ่มๆ ว่าถึงเวลาที่ยูโรโซนต้องมีการพิจารณาถึงความชอบธรรมของบริษัทจัดเรตติ้ง ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นคนนอกที่คอยป่วนยุโรปแล้ว และยังถึงเวลาแล้วที่ยุโรปต้องก่อตั้งสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือของตัวเองเพื่อถ่วงดุลสถาบันจัดอันดับเหล่านี้
ไมเคิล บาร์นิเยร์ กรรมาธิการด้านตลาดภายในของอียู แย้มว่า จะขอให้โปแลนด์ซึ่งปัจจุบันทำหน้าที่ประธานหมุนเวียนอียู จัดทำแผนจำกัดอิทธิพลของบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เพื่อนำเสนอต่อระดับรัฐมนตรีอียูเร็วๆ นี้
ที่ผ่านมาผลจากการกระทำของบริษัทเรตติ้งสร้างความบอบช้ำเป็นอย่างมากให้กับประเทศเหล่านี้ ทั้งเรื่องภาระต้นทุนการขอสินเชื่อที่สูงขึ้น ความเป็นรัฐที่อ่อนแอลง ตลอดจนความเป็นไปได้ที่ปัญหาจะลุกลามไปยังประเทศอื่น
“เราประหลาดใจมากที่สถาบันจัดอันดับเหล่านี้ สามารถลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศต่างๆ ได้โดยไม่มีการแจ้งเตือนใดๆ เพราะต้องไม่ลืมว่า คุณไม่สามารถจัดเรตติ้งประเทศใดๆ ได้ในแบบเดียวกับการจัดเรตติ้งหรือสินค้า” บาร์นิเยร์ ตำหนิการทำงานของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ
กรณีดังกล่าวยังได้รับการสำทับจาก โวล์ฟกัง ชอยเบล รัฐมนตรีคลังเยอรมนี ที่เห็นด้วยว่าต้องมีการพิสูจน์เพื่อตรวจสอบว่าบริษัทจัดอันดับต่างๆ มีพฤติกรรมในทางที่ไม่ชอบหรือไม่ และต้องตรวจสอบความเป็นไปได้ในการยุติการผูกขาดของบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางเสียงเรียกร้องที่เสนอให้มีการตั้งบริษัทอันดับความน่าเชื่อสัญชาติยุโรปขึ้นเพื่อคานอำนาจของบริษัทสัญชาติมะกัน กลับเกิดคำถามขึ้นกับบรรดานักวิเคราะห์ว่า วิธีการดังกล่าวเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับยุโรปหรือไม่ ในช่วงที่ยุโรปกำลังพยายามควบคุมวิกฤตหนี้สาธารณะ หรือเป็นเพียงการซุกปัญหาไว้ใต้พรม หรือเลือกที่จะไม่มองข้อเท็จจริง
“การเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นเหมือนการฆ่าคนนำสารที่นำข่าวร้ายมาแจ้ง” นิโคลัส เวรอน นักวิเคราะห์ของกลุ่มคลังสมองบูอีเกลแย้ง พร้อมเสริมว่า “วิธีห้ามการจัดอันดับนั้น ถือเป็นประเด็นซับซ้อน เพราะอาจเข้าข่ายหรือถูกตีความว่าห้ามแสดงออก”
กระนั้นก็ตาม ประเด็นดังกล่าวกลับถูกหักลบด้วยเหตุผลที่ว่า ลำพังการดาวน์เกรดชาติยูโรโซนที่กำลังประสบปัญหา ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณด้านลบต่อประเทศนั้น ไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ทำให้บรรดาชาติยุโรปรับไม่ได้กับพฤติกรรมของกลุ่มยูโรโซน แต่ยังรวมถึงจังหวะและช่วงเวลาในการออกมาปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทเหล่านี้
ยกตัวอย่างกรณีการปรับอันดับความน่าเชื่อถือของโปรตุเกสนั้น มีขึ้นในช่วงที่โปรตุเกสเริ่มใช้มาตรการรัดเข็มขัด ตามเงื่อนไขของแผนรับความช่วยเหลือมูลค่า 7.8 หมื่นล้านยูโร จากอียูและไอเอ็มเอฟ หรือการปรับลดเครดิตของกรีซ ทั้งที่สองเจ้าหนี้ใหญ่อย่างอียูและไอเอ็มเอฟ ยังไม่ได้ปิดประตูไม่ปล่อยเงินกู้กรีซ
พร้อมกันนี้ บาร์นิเยร์ ย้ำชัดว่า แนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องของการทุบปรอทยามเจออุปสรรค แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับชาติสมาชิกของอียู และผลประโยชน์ที่เกี่ยวเนื่องความเป็นเอกภาพกับหรือเสถียรภาพของกลุ่ม
สอดคล้องกับ โฮเซ มานูเอล บาร์โรโซ ประธานคณะกรรมการยุโรป ที่เห็นว่าอียูจำเป็นต้องจัดทำกรอบด้านกฎระเบียบสำหรับบริษัทจัดอันดับ พร้อมย้ำว่า ถึงเวลาที่ต้องมีบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือของยุโรป เพื่อถ่วงดุลบริษัทจัดอันดับของสหรัฐ
“เราทราบว่าเมื่อมีการผูกขาด บางครั้งก็มีความพยายามใช้สถานภาพที่โดดเด่นนั้นไปในทางที่ผิด หรือเพื่อการเก็งกำไรในตลาด ดังนั้นยิ่งมีการแข่งขันมากขึ้นก็ยิ่งดี นี่เป็นความเชื่อของเรา” บาร์โรโซ ระบุ
ออกมาประกาศจุดยืนกันแบบนี้แล้ว จากนี้ไปคงต้องจับตาดูว่า บริษัทเรตติ้งจะลดดีกรีความซ่าลงหรือไม่ และสุดท้ายแล้วความฝันที่จะเห็นบริษัทเรตติ้งยุโรปจะเป็นจริงได้หรือไม่







