
อัดนโยบายประชานิยมทำร้ายประชาชน
นักวิชาการอัดนโยบายประชานิยมชี้สุดท้ายจะย้อนกลับมาให้โทษประชาชนเอง แนะก้าวข้ามไปสู่สังคมรัฐสวัสดิการได้แล้ว
นักวิชาการอัดนโยบายประชานิยมชี้สุดท้ายจะย้อนกลับมาให้โทษประชาชนเอง แนะก้าวข้ามไปสู่สังคมรัฐสวัสดิการได้แล้ว
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จัดสัมมนาเรื่อง “ประชานิยมกับสิทธิในสังคมไทย” โดยผู้ร่วมอภิปรายประกอบด้วยนายนิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) นายณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายบุญส่ง ชเลธร อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
นายณรงค์ กล่าวว่า คนไทยสับสนกับคำว่าประชานิยม เพราะในทางทฤษฎีหมายถึงนโยบายที่นิยมประชาชน แต่ในเมืองไทยกลับกลายเป็นนโยบายที่ทำให้ประชาชนนิยมพรรคการเมือง และเป็นประชานิยมชนิดที่ลงโทษประชาชน เช่น นโยบายประกันราคาข้าวเปลือกเกวียนละ 1.5 หมื่น ในทางปฏิบัติมีชาวนาไม่ถึง 20% ที่จะได้ราคานี้ เพราะราคาประกัน 1.5 หมื่นบาท ความชื้นต้องไม่เกิน 15% แต่ข้าวที่เกี่ยวจากนาแล้วเข้าโรงสีความชื้นไม่ต่ำกว่า 18% ดังนั้นราคาจะตกลงมาเหลือ 1-1.2 หมื่นบาท
ขณะที่ชาวนาต้องซื้อข้าวสารมารับประทาน ราคาข้าวสารกลับสูงกว่าข้าวเปลือกเกวียน ยิ่งใช้บัตรเครดิตเกษตรกรที่นำไปขึ้นราคาปุ๋ยได้เพียงบางจุดและปุ๋ยก็ขึ้นราคาไปแล้ว ถามว่าชาวนาจะได้อะไร
"รายได้ที่เพิ่มขึ้นไม่พอกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น อย่างค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท แม้แรงงานจะมีรายได้เพิ่มเป็นตัวเงิน แต่ราคาสินค้าและค่าครองชีพต่างๆกลับเพิ่มขึ้น ทำให้รายได้ที่แท้จริงลดลง"นายณรงค์ กล่าว
ด้านนายนิพนธ์ กล่าวว่า นโยบายประชานิยมเป็นทางเลือกหนึ่งในการกระจายรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ มีที่มาจากละตินอเมริกาซึ่งเป็นเครื่องมือของผู้นำเผด็จการในคราบประชาธิปไตยที่ใช้ควบคุมประชาชนในระดับฐานรากและพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เอาแนวคิดนี้มาใช้ สุดท้ายก็เหมือนละตินอเมริการ เกิดการปฏิวัติ หลังปฏิวัติประชานิยมก็กลับมาใหม่ ดังนั้นประชาธิปไตยไม่สามารถเติบโตภายใต้ระบบแบบนี้ได้
"คำถามคือประชานิยมในไทยที่ผ่านมามันใช้เพื่ออะไร ใช้เพื่อการเมืองหรือสร้างเศรษฐกิจ ผมคิดว่าเป็นประชานิยมที่ใช้เพื่อการเมือง หวังซื้อใจคนชั้นกลาง คนกรุงและผู้ใช้แรงงานทั้งๆที่รู้ว่ามันทำร้ายระบบเศรษฐกิจ แนวโน้มถ้าชนะในเขตเมืองได้ก็จะมีโอกาสในการเป็นรัฐบาลพรรคเดียวเหมือนสิงคโปร์และมาเลเซีย"นายนิพนธ์ กล่าว
นายนิพนธ์ กล่าวว่า การหาเสียงในลักษณะที่หลอกให้เลือกไปก่อนแล้วไม่ปฎิบัติตาม เป็นคำถามว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งจะทำอะไรได้บ้าง
ขณะที่นายบุญส่ง กล่าวว่า ประชานิยมไม่ได้เลวร้ายทั้งหมดเพียงแต่เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ไม่เหมาะสมในการดำเนินการระยะยาว
"ประชานิยมที่เสนอกันนั้นทำได้ทุกเรื่อง ทั้งเรื่องถมทะเล เรื่องค่าจ้างขั้นต่ำ แต่ต้องตอบคำถามให้ได้ว่าเอาเงินที่ไหนมาทำและหากมีเงินทำแล้ว สิ่งที่จะทำนั้นมีความเหมาะสมแค่ไหน ซึ่งสังเกตให้ดีว่ารัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังเข้ามานี้ นโยบายที่เสนอมานั้นเพื่อต้องการหาเสียงอย่างแท้จริงโดยไม่ได้คำนึงถึงฐานะการคลัง ไม่สนใจผลกระทบว่าทำได้จริงหรือไม่ เช่น ปริญญาตรี ได้ 1.5 หมื่นบาท แต่ปริญญาโทยังได้ 1.2 หมื่นจะทำอย่างไร"นายบุญส่งกล่าว
นายบุญส่ง กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องก้าวข้ามคำว่าประชานิยมไปสู่การเป็นรัฐสวัสดิการได้แล้วเพราะไม่เช่นนั้นประเทศไปต่อไม่ได้เพราะจมปลักมากว่า 4-5 ปีแล้ว







