posttoday
ค่าแรง 300 บาท..เศรษฐกิจไทยจะแย่จริงหรือ?

ค่าแรง 300 บาท..เศรษฐกิจไทยจะแย่จริงหรือ?

14 กรกฎาคม 2554

ชัยชนะอย่างถล่มทลายของพรรคเพื่อไทยที่สามารถคว้าเก้าอี้ในสภาผู้แทนราษฎรได้ 265 ที่นั่ง

ชัยชนะอย่างถล่มทลายของพรรคเพื่อไทยที่สามารถคว้าเก้าอี้ในสภาผู้แทนราษฎรได้ 265 ที่นั่ง

โดย..วีรพงษ์ ชุติภัทร์ 

ตามมาด้วยเสียงแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงของนักธุรกิจจำนวนหนึ่ง โดยมีสาเหตุมาจากนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่ตั้งเป้าปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวัน โดยตั้งสมมติฐานว่าหากการปรับขึ้นค่าแรงดังกล่าวเกิดขึ้นจริง... ประเทศไทยจะสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน... เศรษฐกิจประเทศไทยจะแย่... จนอาจถึงขั้นเศรษฐกิจไทยทั้งประเทศถดถอยเลยก็เป็นได้

เพื่อให้คุณผู้อ่านได้เข้าใจอีกมุมมองหนึ่งที่ต่างจากสมมติฐานข้างต้น จึงขอเสนอข้อมูลและข้อสังเกตดังนี้

1.ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

รายงานเรื่อง The Global Competitiveness Index 20102011 ที่จัดทำ โดย World Economic Forum กล่าวถึงดัชนีขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ ทั่วโลก แนวโน้มดัชนีดังกล่าวมีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกับค่าแรงขั้นต่ำ สังเกตได้จากประเทศที่อยู่ในลำดับต้นๆ ล้วนแล้วแต่มีค่าแรงสูงทั้งสิ้น

นับจากสวิตเซอร์แลนด์ ลำดับที่ 1 ค่าแรงรายวันขั้นต่ำอยู่ที่ 5,743 บาท หรือสหรัฐอเมริกา ลำดับที่ 4 ค่าแรงอยู่ที่ 1,730 บาทต่อวัน ในประเทศลำดับต้นๆ อีกหลายประเทศไม่มีการกำหนดค่าแรงขั้นต่ำเลย แต่มักจะกำหนดเงินเดือนขั้นต่ำแทน เช่น สวีเดน ลำดับที่ 2 สิงคโปร์ ลำดับที่ 3 หรือเยอรมนี ลำดับที่ 5 ประเทศเหล่านี้จะมีประชากรที่มีการศึกษาสูงและมีคุณภาพในการทำงานสูง ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานอยู่แล้ว

ประเทศที่จะนำมาเปรียบเทียบค่าแรงขั้นต่ำในครั้งนี้ จะนำประเทศที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกับประเทศไทยมาใช้เปรียบเทียบ ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ประเทศมาเลเซียติดอยู่ที่ 26 จากการจัดลำดับดังกล่าว และมีค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ 318 บาทต่อวัน (มาเลเซียยังมีสวัสดิการสังคมที่มีมาตรฐานสูง แต่ไม่สามารถตีเป็นตัวเงินได้)

อินโดนีเซีย ลำดับที่ 44 ค่าแรงอยู่ที่ 227 บาทต่อวัน และฟิลิปปินส์อยู่ที่ 85 ค่าแรงอยู่ที่ 283 บาทต่อวัน หากพิจารณาแล้วพอจะสรุปเบื้องต้นได้ว่า ไทยซึ่งติดอยู่ในลำดับที่ 38 แต่ได้ค่าแรงที่ 221 บาทต่อวัน (ค่าแรงขั้นต่ำต่อวันสูงที่สุดที่ภูเก็ต) เมื่อเปรียบเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำของทั้งสามประเทศแล้ว ค่าแรง 300 บาทต่อวันที่เป็นนโยบายใหม่นั้น...ก็ยังดูสมเหตุสมผลอยู่

2.ผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศต่อหัว (GDP Per Capita)

พบว่ามาเลเซียมีผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศต่อหัวสูงที่สุดที่ 252,690 บาท ค่าแรงอยู่ที่ 318 บาทต่อวัน อินโดนีเซียอยู่ที่ 90,450 บาทต่อคน ค่าแรงอยู่ที่ 227 บาทต่อวัน ฟิลิปปินส์อยู่ที่ 60,210 บาทต่อคน ค่าแรงอยู่ที่ 283 บาท และประเทศไทยอยู่ที่ 149,760 บาท ค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ 221 บาทต่อวัน

จะเห็นได้ว่าถ้าเปรียบเทียบกับทั้งสาม ประเทศแล้ว ค่าแรงขั้นต่ำที่ 300 บาทก็น่าจะเป็นไปได้ นอกจากนั้นหากพิจารณาจากความเป็นจริงในปัจจุบันแล้วจะพบว่า ในมาเลเซียจะมีคนน้อยมากที่ยอมทำงานที่ค่าแรง 318 บาทต่อวัน ส่วนใหญ่อาชีพงานประเภท 3D คือ Dirty (งานสกปรก) Danger (งานอันตราย) และ Drudgery (งานน่าเบื่อหน่าย) คนในประเทศจะไม่มีใครยอมทำกัน ดังนั้นมาเลเซียจึงต้องอนุญาตให้แรงงานต่างชาติเข้ามาทำงานดังกล่าวแทน เช่นเดียวกับไทยที่ให้แรงงานต่างชาติเข้ามาทำงานในภาคการประมงและภาคการก่อสร้าง เป็นต้น

3.การเจริญเติบโตของภาคการส่งออก

หากพิจารณายอดการส่งออกของประเทศไทยย้อนหลัง 10 ปี จะพบว่าปี 2543 มียอดการส่งออกอยู่ที่ 2.768 ล้านล้านบาท พอมาถึงปี 2553 ยอดการส่งออกก็ไปอยู่ที่ 6.176 ล้านล้านบาท เมื่อนำมาคำนวณแล้วก็จะพบว่า ภายใน 10 ปี มียอดการส่งออกเพิ่มขึ้นถึง 123% ขณะที่การปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำใน กทม.นั้น ในปี 2543 อยู่ที่ 162 บาทต่อวัน ต่อมาในปี 2553 ค่าจ้างก็ไปอยู่ที่ 206 บาท

ใน 10 ปี ค่าจ้างขั้นต่ำต่อวันใน กทม. เพิ่มขึ้นเพียง 27% เมื่อนำเรื่องค่าครองชีพและอัตราเงินเฟ้อเข้ามาคิดด้วยแล้ว จะพบว่าค่าแรงขั้นต่ำที่แท้จริง (Real Minimum Wage) แทบไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นเลย โดยอยู่ในระดับใกล้เคียงกับเมื่อ 10 ปีที่แล้ว แสดงว่าแรงงานไร้ฝีมือแทบจะไม่ได้ประโยชน์จากการขยายตัวของภาคการส่งออกของประเทศเลย

การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำต่อวันให้มากกว่าที่เป็นอยู่จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เพราะจะช่วยลดช่องว่างระหว่างลูกจ้างและนายจ้างที่มีขนาดใหญ่มากในปัจจุบัน

4.สัญญาประชานิยม

การที่พรรคเพื่อไทยได้หาเสียงกับคนทั้งประเทศว่า จะมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวันนั้น เป็นการแสดงถึงการให้คำมั่นสัญญาที่พรรคเพื่อไทยให้กับประชาชนผู้ใช้แรงงานทั้งประเทศ และหากไม่ทำตามคำมั่นสัญญา ความเชื่อมั่นสาธารณะที่มีต่อพรรคก็จะลดน้อยถอยลง และอาจจะทำให้พรรคมีคะแนนเสียงลดลงอย่างมากในการเลือกตั้งครั้งหน้า

แต่สิ่งที่น่ากลัวมากกว่านั้น คือ อาจเกิดความไม่พอใจระบาดไปทั่วประเทศ เพราะผู้ใช้แรงงานทุกคนต่างต้องการเงินมากขึ้นเพื่อครอบครัวและตนเอง และอาจพร้อมที่จะก่อความรุนแรงคล้ายๆ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาแล้วเมื่อ 23 ปีที่ผ่านมา ซึ่งหากความรุนแรงเกิดขึ้นจริง ทุกคนในประเทศ...คงจะไม่มีใครได้อะไรจากงานนี้เลย

5.การช่วยเหลือเยียวยากิจการที่ได้รับผลกระทบ

ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SMEs จำนวนกว่า 2.9 ล้านกิจการ คิดเป็น 99.6% ของจำนวนกิจการทั้งหมด และมีจำนวนคนงานที่อยู่ในกิจการเหล่านี้ประมาณ 10.5 ล้านคน หรือคิดเป็น 77.8% ของการจ้างงานรวมทั้งประเทศ หากมีการนำนโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวันเท่ากันทั่วประเทศไปใช้จริง คาดว่าจะมีคนงานที่ได้รับประโยชน์ 3.3 ล้านคน แต่ธุรกิจ SMEs จะต้องแบกรับต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านแรงงานเพิ่มขึ้น 6.4%

ธุรกิจใหญ่คงไม่ลำบากหรอก... แต่ธุรกิจเล็กๆ ที่อนาคตไม่แน่นอน ก็อาจจะต้องล้มหายตายจากไปได้ง่ายๆ... หากต้นทุนมีการเปลี่ยนแปลงโดยฉับพลัน

ดังนั้น รัฐบาลใหม่จะต้องรีบเข้าไปดูแลในเรื่องของเวลาและอัตราการปรับขึ้นค่าแรงที่เหมาะสม รวมถึงมาตรการการช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรม รัฐบาลจึงต้องคิดให้รอบคอบ... ก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรลงไป

ทำให้นึกถึงคำพูดของอดีตประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาที่ชื่อ Abraham Lincoln เขาเคยกล่าวไว้ว่า “Give me six hours to chop down a tree and I will spend the first four sharpening the axe.” แปลว่า “ให้เวลาผม 6 ชั่วโมงที่จะตัดต้นไม้ แล้วผมจะใช้เวลา 4 ชั่วโมงแรกในการลับขวาน” ตีความว่า “ในการทำงานทุกชิ้น ควรจะใช้เวลาในการพิจารณาให้รอบคอบละเอียดถี่ถ้วนเสียก่อน... จึงจะค่อยลงมือทำ”

แม้ว่านโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท จะเป็นนโยบายที่ดีของรัฐบาลที่มีต่อผู้ใช้แรงงานก็ตาม แต่หากใช้โดยไม่ระมัดระวังแล้ว กิจการเล็กๆ ที่ยังไม่แข็งแรง...ก็อาจจะล่มสลายไปก็ได้ และเมื่อถึงตอนนั้น...ปัญหาที่ใหญ่กว่าก็คือ ปัญหาคนตกงาน... จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งในอดีตปัญหานี้แหละ...ที่ได้คว่ำรัฐบาลในหลายๆ ประเทศมานักต่อนักแล้ว  

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท