
ถมทะเลไม่คุ้มเสีย
รัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 67 วรรคสอง
รัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 67 วรรคสอง
ได้บัญญัติให้การดำเนินการโครงการ หรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพจะกระทำไม่ได้เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อน
โครงการถมทะเลบนพื้นที่ 23 แสนไร่ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย จึงเข้าข่ายโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ ที่ต้องทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง
ประเด็นก็คือ ประเทศไทยไม่มีความจำเป็นต้องผุดเมกะโปรเจกต์บนพื้นที่ 2-3 แสนไร่ด้วยการถมทะเลอ่าวไทย เพราะการลงทุนขนาดใหญ่มักตามมาด้วยผลกระทบมากมาย ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นในอดีตมาแล้ว อาทิ โครงการมาบตาพุด โครงการสร้างโรงไฟฟ้าบ้านกรูดบ่อนอก ฯลฯ
ที่สำคัญการดำเนินโครงการในลักษณะสุ่มเสี่ยงสร้างผลกระทบต่อชุมชนย่อมถูกต่อต้านอย่างหนัก หากรัฐบาลเพื่อไทยเดินหน้าโครงการ โดยไม่ผ่านกระบวนการตามรัฐธรรมนูญกำหนด จะถูกกลุ่มเอ็นจีโอยื่นฟ้องศาลปกครองให้ระงับโครงการแน่นอน
ต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่าการสร้างสิ่งแปลกปลอมขนาดใหญ่บริเวณอ่าวไทยจะทำลายระบบนิเวศชายฝั่งมหาศาล ทั้งป่าชายเลนซึ่งเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำหลากชนิด รวมถึงการล่มสลายของวิถีชุมชนชายฝั่ง
มิต้องพูดถึงการปลูกป่าชายเลนฟื้นฟูทรัพยากรทะเลเพื่อส่งต่อให้ลูกหลาน เพราะโครงการยักษ์จะบดขยี้ระบบนิเวศที่อ่อนไหวให้พังพาบไปจนหมด
นอกจากนี้ การสร้างศูนย์กลางทางการเงินกับการแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ ดูจะเป็นนโยบายที่ขัดแย้งกันในตัว เพราะการสร้างตึกขนาดใหญ่ขวางปากอ่าวกรุงเทพฯ จะเป็นการอุดปลายท่อให้น้ำท่วมเพิ่มเสียมากกว่า
ขณะเดียวกันประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนที่ดินสำหรับสิ่งปลูกสร้างถึงกับต้องถมทะเลเนรมิตความเป็นเจ้าโลกเหมือนประเทศที่มีลักษณะเป็นเกาะ
การคิดนอกกรอบเพื่อขายฝันเรียกคะแนนจึงต้องอยู่บนสมมติฐานความเป็นไปได้และประเทศชาติได้ประโยชน์ ในอดีตพรรคไทยรักไทยเคยโชว์วิสัยทัศน์เปลี่ยนเมืองไทยเป็นดีทรอยต์แห่งเอเชีย เป็นครัวโลก อีลิท การ์ด บัตรเทวดา ฯลฯ แต่กลายเป็นฝันค้างกระทั่งวันนี้
การถมทะเลเที่ยวนี้ดูจะผุดขึ้นทำนองโครงการขุดคอคอดกระก็ไม่ปาน รัฐบาลยิ่งลักษณ์คิดจะถอยก็ยังไม่สาย
หาไม่แล้วตึกระฟ้าในนามทุนนิยมจะโผล่น้ำมาทำลายวงจรหล่อเลี้ยงคนเมืองและวิถีชุมชน แลกผลประโยชน์ฉาบฉวยแก่คนเพียงหยิบมือ ซึ่งไม่คุ้มค่าการเยียวยาความเสียหายส่วนรวม







