
ขู่แฉข้อมูลข้าราชการเอื้อดีแทค
ไล่ทุบดีแทคอีกรอบ ฟุ้งมีหลักฐานรอแฉข้าราชการไม่กล้าฟันธง
ไล่ทุบดีแทคอีกรอบ ฟุ้งมีหลักฐานรอแฉข้าราชการไม่กล้าฟันธง
นายสัญญา สถิรบุตร ประธานที่ปรึกษา รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า การตรวจสอบเอกสารลับที่คณะทำงานตรวจสอบโครงสร้างการถือหุ้นของบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค ที่มีนายบรรยงค์ ลิ้มประยูรวงศ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นประธาน เพียงพอที่จะสรุปได้ว่า ดีแทคมีสถานะเป็นนิติบุคคลต่างด้าว
ทั้งนี้ ++เหตุผลที่ชี้ชัดว่าดีแทคเป็นนิติบุคคลต่างด้าว เพราะบริษัทที่ถือหุ้นในลำดับชั้นต่างๆของดีแทค บางบริษัทมีทุนจดทะเบียนแค่ 1 แสนบาท แต่สามารถกู้เงินได้ 1,000 เท่า หรือบริษัท ไทย เทลโค จำกัด ที่มีทุน 400 ล้านบาท สามารถกู้เงินได้ 2.8 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 71 เท่า ซึ่งทั้งหมดเป็นเงินกู้ไม่มีดอกเบี้ย ไม่มีหลักประกัน ไม่มีกำหนดชำระคืน สัดส่วนผู้ถือหุ้นคนไทย 51% แต่ออกเสียงได้ 5 เสียงต่อ 49 เสียง กรรมการของบริษัทที่ถือหุ้นในดีแทคเป็นกรรมการของดีแทคด้วย มีการปกปิดไม่เปิดเผยสัญญาซื้อขายหุ้นและสัญญาลับต่อผู้สอบบัญชี ขณะที่ไทย เทลโค ซึ่งเป็นบริษัทใหญ่ แต่ไม่มีสำนักงานใหญ่ และเมื่อตรวจสอบก็พบว่าเป็นที่ตั้งเดียวกับสำนักงานทนายความ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาดีแทค
++ผลตรวจสอบชี้ชัดว่าทั้ง 7 บริษัทที่ถือหุ้นลำดับชั้นถัดไปของไทย เทลโค ซึ่งถือหุ้นในดีแทค 23.46% เป็นคนต่างด้าว และเมื่อรวมกับหุ้นที่เทเลนอร์ เอเชีย พีทีอี ถือโดยตรงอีก 40.19% รวมเป็น 63.65% เท่ากับว่าดีแทคเป็นนิติบุคคลต่างด้าว แล้วยังสอดคล้องกับที่เทเลนอร์ เอเอสเอ ที่ระบุไว้ในรายงานประจำปี 2550-2553 ที่นอร์เวย์ ว่าถือหุ้นในดีแทค ซึ่งเป็นหุ้นในบริษัท และบริษัทย่อยจำนวน 65.5% ได้สรุปผลเสนอให้นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ มีคำสั่งให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าแจ้งความดำเนินคดีต่อดีแทคให้เลิกกิจการ และเอาผิดกับบริษัทที่เกี่ยวข้อง แต่ รมช.พาณิชย์ มีความเห็นต่างแค่ให้ร้องทุกข์กล่าวโทษกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ
คำสั่งดังกล่าวถือว่าเป็นความเห็นของ รมช.พาณิชย์ และยังให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าไปตัดสินใจว่าจะกล่าวโทษกับบุคคลใด ถือว่าไม่ได้เป็นการแทรกแซง มีแต่ข้าราชการที่ไม่กล้าสั่งฟ้อง ซึ่งกำลังรอเอกสารอีกฉบับแล้วจะมีคำตอบในเรื่องดังกล่าวว่าเป็นเพราะเหตุใด
สำหรับเอกสารประกอบการแถลงข่าวของนายสัญญา สรุป 4 ความเห็นต่อการทำงานของคณะทำงานฯ ว่า 1.ผลตรวจสอบคลุมเครือไม่ชัดเจน 2.ผลที่ได้ไม่สอดคล้องการวิเคราะห์ข้อเท็จจริง 3.หลักฐานไม่ครบถ้วน และ 4.ไม่ได้เรียกบุคคลที่สามารถให้ข้อเท็จจริงเพื่อตรวจสอบได้ อธิบดีฯ ควรแสดงความรับผิดชอบ







