
เศรษฐกิจไทยกับปัจจัยเสี่ยง
วันนี้จะขอพูดเรื่องสัพเพเหระสักวัน ที่จริงจะว่าสัพเพเหระก็ไม่เชิง
วันนี้จะขอพูดเรื่องสัพเพเหระสักวัน ที่จริงจะว่าสัพเพเหระก็ไม่เชิง
โดย พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
วันนี้จะขอพูดเรื่องสัพเพเหระสักวัน ที่จริงจะว่าสัพเพเหระก็ไม่เชิง น่าจะเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาเท่านั้นมากกว่า แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจของไทยอยู่ดี
การหยิบยกเรื่องนี้มาเขียนก็เนื่องจากมีโอกาสได้เห็นข้อมูล 2 เรื่อง คือข้อมูลเศรษฐกิจการค้าของประเทศไทย และข้อมูลความเสียหายที่เกิดจากการคอร์รัปชั่น แต่ข้อมูลความเสียหายจากการคอร์รัปชั่นนี้เป็นตัวเลขทั่วๆไปนะ ไม่ใช่เจาะจงว่าเป็นของประเทศไทย เพียงแต่เป็นตัวเลขที่นำมาจากการศึกษาวิจัย
ทางด้านเศรษฐกิจของประเทศนั้น หลายๆท่านคงได้ยินกันมาตลอดปีกว่ามานี้ว่า เศรษฐกิจของไทยไม่ดีเลย ซึ่งรวมถึงตัวผู้เขียนเองด้วยที่ได้ฟังคำบ่นจากบางท่าน บางกลุ่ม แต่พอไปเห็นข้อมูลตัวเลขทางเศรษฐกิจแล้ว ก็เลยคิดได้ว่า ที่บ่นๆกันนั้น น่าจะมาจากความรู้สึกมากกว่ามาจากพื้นฐานข้อมูลข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และยุโรปที่ทำอย่างไรก็ดูจะไม่ดีขึ้น ทำให้เกิดอารมณ์หดหู่ จะว่าซึมเศร้าก็ไม่ถึงขนาดนั้น แต่ต้องโทษว่าอารมณ์พาไปก็แล้วกัน
ที่ต้องโทษอารมณ์หดหู่พาไปนั้น เนื่องจากว่าพอมาดูข้อมูลทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขส่งออก การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (โดยดูจากจีดีพี GDP: Gross Domestic Production) ก็มีอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นทั้งสิ้น
การส่งออกนั้นมีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นชัดเจน ถ้าดูปี พ.ศ. 2553 ทั้งปี เทียบกับปี พ.ศ. 2552 ก็จะเห็นว่าเพิ่มขึ้นถึง 28 เปอร์เซ็นต์ คือมาอยู่ที่ 195,306 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จาก 152,426 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือถ้าจะเทียบปี พ.ศ. 2554 กับปี พ.ศ. 2553 ซึ่งคงเทียบได้แค่ถึงเดือนพฤษภาคม 2554 กับ มกราคม – พฤษภาคม 2553 ก็พบว่าเพิ่มขึ้น 25.2 เปอร์เซ็นต์ คือเพิ่มจาก 74,989 เป็น 93,903 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
ตัวเลขทางเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น จีดีพี (GDP) ก็มีการคาดการณ์ตรงกันโดยหลายสำนักไม่ว่าจะเป็นแบ็งค์ชาติ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และภาคเอกชน ฯลฯ ว่าในปีพ.ศ. 2554 นี้ จะเพิ่มขึ้นประมาณ 4 – 5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถึงแม้จะเทียบไม่ได้กับปี พ.ศ. 2553 ที่เพิ่มขึ้นประมาณ 7 – 8 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะนำมาเปรียบเทียบเพราะอัตราการเติบโตของปี พ.ศ. 2553 นั้น เป็นการเพิ่มจากพื้นฐานที่ต่ำมาก ในปี พ.ศ. 2552 จีดีพีมีอัตราการเติบโตที่เป็นลบ คือประมาณ 2.2 เปอร์เซ็นต์ แต่การพลิกพื้นของเศรษฐกิจในปี พ.ศ. 2553 ก็นับเป็นแรงขับดัน (Momentum) ให้กับการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี พ.ศ. 2554 ได้เป็นอย่างดี
คาดว่าการเติบโตนี้เกิดจากหลายๆปัจจัย อุปสงค์ หรือความต้องการภายในประเทศเองก็เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณ 20 – 30 เปอร์เซ็นต์ การบริโภคภายในก็เพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรที่สำคัญ ทั้งยางพารา มันสำปะหลัง และอ้อยเพิ่มขึ้น
ที่สำคัญการจ้างงานของไทยนั้น มีอัตราการว่างงานเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขจากการให้สัมภาษณ์ของท่านอดีตนายกอภิสิทธิ์ ที่ว่าต่างชาติยังตกใจ ซึ่งก็น่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะบางประเทศ มีอัตราการว่างงานถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี สหรัฐฯเองที่พึ่งประกาศตัวเลขมาก็มีอัตราการว่างงานถึง 9 เปอร์เซ็นต์
หนี้สาธารณะซึ่งฟังเผินๆเหมือนมากมายก็มีอัตราประมาณ 42 – 43 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ซึ่งเป็นอัตราที่ยอมรับกันโดยทั่วไปได้ ปัจจัยที่มีเพิ่มขึ้นแล้วไม่ค่อยดีนักต่อเศรษฐกิจของไทยก็คืออัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นเป็น 3.9 เปอร์เซ็นต์ แต่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานก็ลดลงมาเล็กน้อยจาก 2.5 เปอร์เซ็นต์เป็น 2.3 เปอร์เซ็นต์ ก็คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า นโยบายและมาตรการของรัฐบาลใหม่จะทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ และเพิ่มแค่ไหน เพราะการคาดคะเนของหลายสำนักที่กล่าวมาแล้วว่า อัตราการเจริญเติมโตทางเศรษฐกิจของไทยจะเพิ่มขึ้นประมาณ 4 – 5 เปอร์เซ็นต์นั้น ยังต้องดูปัจจัยเสี่ยงต่างๆกันอีก และเงินเฟ้อก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ล่อแหลมปัจจัยหนึ่ง
ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆก็มีทั้ง เรื่องของการขาดแคลนแรงงาน เงินทุนคลื่อนย้าย ราคาพลังงาน และความผันผวนของของสภาพดิน ฟ้า อากาศ เพราะอย่าลืมว่าไทยส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร ในปริมาณสูง ที่มีผลทำให้จีดีพีของเราเพิ่มขึ้นด้วย แต่ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ เป็นปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจ
ยังมีปัจจัยเสี่ยงอีก 1 ปัจจัยที่น่ากลัวไม่แพ้กัน นั่นก็คือเรื่องการ “คอร์รัปชั่น” จากการเข้าร่วมสัมมนาต่อต้านคอร์รัปชั่นที่จัดโดยหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยร่วมกับภาคีเครือข่ายต่อต้านการคอร์รัปชั่นรวม 23 องค์กร เมื่อไม่นานมานี้ ทำให้ผู้เขียนได้เห็นข้อเท็จจริงที่น่ากลัวว่าการคอร์รัปชั่นนี้ เกิดขึ้นในทุกระดับของสังคม และสาขาอาชีพ การศึกษาที่ธนาคารโลกจัดทำขึ้นพบว่า การคอร์รัปชั่นสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคมถึง 3 ล้านล้านบาท และในการประเมินโดยองค์การความโปรงใสระหว่างประเทศ (International Transparency Organization) ในปี พ.ศ. 2553 พบว่าจาก 24 ประเทศ ( ถ้าดูเฉพาะในภูมิภาคเอเซีย ) คะแนนความโปร่งใสของไทยก็ตก คือได้แค่ 3.5 จากคะแนนเต็ม 10 สำหรับอันดับ 1 นั้นคือ สิงคโปร์ ซึ่งได้คะแนน 9.3
แนวโน้มการคอร์รัปชั่นนี้ดูจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ดูตัวเลขเฉพาะรายการเดียวที่มีการยกมาเป็นตัวอย่างคือ ปี พ.ศ. 2546 รัฐบาลสูญเงิน 770 ล้านบาทจากการแก้สัญญาสัมปทานไอทีวี ปี พ.ศ. 2548 รัฐบาลสูญเงินกว่า 4300 ล้านบาทจากการทุจริตจัดซื้อจัดจ้าง เครื่องเอ็กซ์เรย์กระเป๋าที่รู้จักกันทั่วไปว่า CTX ในปี พ.ศ. 2551 รัฐบาลสูญเงินกว่า 23,000 ล้านบาท จากทุจริตโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียตำบลคลองด่าน
ผู้เขียนคงไม่ต้องรวมตัวเลขเหล่านี้ให้ดูกันว่า ปีหนึ่งๆรัฐบาลสูญเงินไปเท่าไร การสูญสียนี้เป็นการสูญเสียทางเศรษฐกิจที่นับวันจะเพิ่มมากขึ้น และแน่นอนว่า มีผลต่อไม่เฉพาะความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อความสามารถของไทยในการแข่งขันในตลาดโลกด้วย การที่ภาคเอกชนต้องจ่ายเงินให้แก่ผู้มีอำนาจรัฐ ไม่ว่าจะใต้โต๊ะ ข้างโต๊ะ บนโต๊ะ (ใส่กล่องกระดาษ) หรือวิ่งเข้าหาผู้มีอำนาจรัฐในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ ล้วนเป็นต้นทุนในการผลิตที่สูงขึ้นและกระทบต่อการแข่งขันทั้งสิ้น
ยิ่งนับวันการคอร์รัปชั่นนี้จะมาในรูปแบบที่ซับซ้อนแนบเนียนมากขึ้น ผลเสียก็จะตกกับเศรษฐกิจโดยส่วนรวม กลายเป็นมือที่มองไม่เห็นมาทำร้ายตัวเราเองมากขึ้น ไม่ต้องพูดกันหรอกในสมัยนี้ว่ามีใบเสร็จหรือไม่ เพราะมันไม่มี ก็หวังว่ารัฐบาลใหม่จะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ตามที่แถลงนโยบายไว้ อย่างจริงจังและจริงใจ และเราคนไทยก็ควรจะช่วยกันจับตามองและช่วยกันต่อต้านในทุกรูปแบบ ฮ่องกงเขาใช้เวลา 30 กว่าปีกว่าจะทำสำเร็จ ดูซิว่าไทยจะใช้เวลากี่ปี
&<2288;
&<2288;
&<2288;
&<2288;







