
ต้องปฏิรูปชุดใหญ่
คําประกาศของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทย
คําประกาศของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทย
ที่บอกว่าจะเข้าไปดูโครงสร้างราคาสินค้าที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันไม่ให้มีราคาแพงเกินกว่าเหตุ หากพบว่าต้นทุนของแต่ละสินค้าขยับสูงขึ้นจริงก็จะปล่อยไปตามกลไกตลาด แต่หากพบว่าสินค้ารายการใดต้นทุนปรับลดลงมาแล้วราคาขายปลีกยังสูงเกินไป ก็จะเข้าไปจัดการปรับโครงสร้างใหม่เพื่อความเป็นธรรมต่อผู้บริโภค ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ควรสนับสนุน
เพราะในปัจจุบันนั้นต้องยอมรับว่า นอกจากราคาสินค้าในแทบทุกประเภทมีการปรับขึ้นราคาที่เกินกว่าต้นทุนที่แท้จริงแล้ว กลไกราคาและกติกาการค้าเสรีก็บิดเบี้ยวไม่ทำงาน
ที่หนักหนาสาหัสกว่านั้น คือ หน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการกำกับดูแลราคาสินค้า ไม่ได้ทำหน้าที่ในการปกป้องประชาชนผู้บริโภคเป็นหลัก แต่กลับวิตกกังวลกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการที่เป็นผู้ผลิตเสียมากกว่า
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของกลไกราคาและการแข่งขันของตลาดที่ไม่ทำงาน มีแต่ขึ้นไม่มีลง คือ ต้นทุนของผู้ประกอบการที่เกิดขึ้นจากผลกระทบของค่าเงินบาทที่ธนาคารแห่งประเทศไทยใช้เม็ดเงินมหาศาลในการปกป้องมิให้เกิดความผันผวนจนผู้ประกอบการแข่งขันไม่ได้ แต่ผู้ประกอบการและหน่วยงานที่กำกับดูแลในเรื่องกลไกราคา มิได้นำค่าผันแปรที่เกิดขึ้นจากค่าเงินมาคิดในเชิงต้นทุนแม้แต่น้อย
ทั้งๆ ที่ในทางเศรษฐศาสตร์แล้ว การแข็งค่าของเงินบาทในทุกๆ 1% จะทำให้ต้นทุนราคาสินค้าลดลง 0.10.2% หากในแต่ละปีค่าเงินบาทแข็งค่า 10% ก็จะทำให้ราคาสินค้าปรับตัวลดลงได้ 1% แต่ในความเป็นจริงผู้ประกอบการก็ไม่ได้ลดราคาสินค้าลงมา แต่กลับนำไปบวกเป็นผลกำไรในการดำเนินงานเพื่อตอบแทนผู้ถือหุ้น
นอกจากนี้ ยังมีความบิดเบี้ยวในการดำเนินนโยบายของรัฐบาลในเรื่องค่าจ้าง และการดูแลราคาน้ำมันที่ไร้ประสิทธิภาพ จนทำให้ผู้ประกอบการนำมาบวกเป็นต้นทุน แล้วผลักภาระให้กับประชาชนผู้บริโภคที่ไม่มีทางเลือกมากนัก นอกจากก้มหน้าก้มตาโดนพ่อค้าขูดรีด
ทั้งๆ ที่โครงสร้างราคาน้ำมันที่ถือเป็นต้นทุนหลักของผู้ประกอบการผลิต ไม่มีความเป็นธรรมในกระบวนการจัดการแม้แต่น้อย ปล่อยให้ผู้ประกอบการหากำไรโดยไม่ใช้กลไกราคาตลาดมากำกับแม้แต่น้อย ไม่เช่นนั้นคงไม่เกิดเหตุการณ์ หากราคาน้ำมันโลกขึ้น ผู้ค้าปลีกน้ำมันพร้อมใจกันขึ้นราคาทันที แต่เมื่อราคาน้ำมันโลกลดลง ประชาชนต้องรอคอยอีก 12 วัน ราคาน้ำมันขายปลีกจึงลดลงมา และน้อยกว่าการประกาศปรับขึ้นหลายสตางค์ต่อลิตร
จะเห็นได้ว่านอกจากโครงสร้างต้นทุนสินค้าที่จะต้องตรวจสอบและรื้อใหญ่กันแล้ว การทำงานของหน่วยงานรัฐที่กำกับดูแลในเรื่องราคาก็ต้องมีการปฏิรูปครั้งใหญ่







